ส.อ.ท.เตือน ลอยตัวดีเซล ลูกโซ่สินค้าแพง จี้รัฐเร่งช่วยรายกลุ่ม
คาดสินค้าปรับตัวสูงขึ้น 5-8% ภาคการส่งออกเผชิญแรงกดดันจากค่าระวางเรือที่พุ่งขึ้นถึง 7 เท่า และค่าประกันภัยสงครามที่เพิ่มขึ้นกว่า 500%
"ส.อ.ท." ชี้แรงกระแทกต้นทุนกำลังลามทั้งระบบ โลจิสติกส์พุ่ง 5-10% ดันราคาสินค้าอุปโภคบริโภคขึ้น 5-8% ขณะพบสัญญาณใช้น้ำมันผิดปกติ สงสัยลักลอบส่งออกนอกประเทศวันละกว่า 10 ล้านลิตร ท่ามกลางช่องว่างราคาน้ำมันไทย-เพื่อนบ้านต่างกันสูงสุดเกือบ 30 บาท จี้รัฐบาลสกัดที่ต้นตอ
สถานการณ์พลังงานของไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลังรัฐบาลส่งสัญญาณ “ปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันดีเซล” จากข้อจำกัดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่สามารถอุดหนุนต่อได้ ส่งผลให้ภาคธุรกิจและประชาชนต้องเผชิญแรงกดดันต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวกับ "กรุงเทพธุรกิจ" ว่า จากความผิดปกติของยอดใช้น้ำมันดีเซลในประเทศที่พุ่งจากระดับปกติ 60-67 ล้านลิตรต่อวัน ขึ้นไปแตะ 80-100 ล้านลิตรต่อวันนั้น
ในส่วนต่างที่หายไปกว่า 10 ล้านลิตรต่อวัน ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่ใช่เพียงการเร่งกักตุนน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศด้วย ซึ่งมีปัจจัยหลักมาจากช่องว่างราคาที่แตกต่างกันมากในภูมิภาค อาทิ ไทยราคา 32.94 บาทต่อลิตร, มาเลเซีย 39.50 บาท. เวียดนาม 42 บาท, กัมพูชา 55 บาท และ ลาว 59.81 บาท เป็นต้น
"ส่วนต่างสูงสุดเกือบ 27 บาทต่อลิตร จึงกลายเป็นแรงจูงใจสำคัญให้เกิดการเก็งกำไรข้ามแดน ดังนั้น การที่รัฐบาลส่งสัญญาณว่าจะไม่ตรึงราคาดีเซลและทยอยปรับขึ้น ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งก็ต้องการแก้ปัญหาการลักลอบนำไปขายด้วยเช่นกัน"
นอกจากนี้ ในด้านของโครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์ของไทยปกติจะสูงอยู่แล้วในระดับอยู่ที่ 14-15% ของมูลค่าสินค้า โดยมีน้ำมันเป็นสัดส่วนต้นทุนหลักถึง 35-40% และเมื่อราคาดีเซลปรับขึ้น จะทำให้ค่าขนส่งเพิ่มทันที 5-10% และต้นทุนการผลิตเพิ่มเป็นลูกโซ่
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องรับแรงกดดันจากค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 2569) ที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ยิ่งซ้ำเติมภาคการผลิตในช่วงครึ่งปีหลังอย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ผลกระทบได้เริ่มลุกลามสู่ภาคการผลิตต้นน้ำ โดยเฉพาะเม็ดพลาสติก (PP) ที่ราคาพุ่งแล้ว 50-70% เหตุจากขาดแคลน Naphtha จากตะวันออกกลาง ส่งผลให้โรงงานบางแห่งเริ่มหยุดการผลิตชั่วคราว โดยผลที่ตามมาคือ ต้นทุนบรรจุภัณฑ์เพิ่มขึ้น กระทบสินค้าอุปโภคบริโภคทุกกลุ่ม
นอกจากนี้ ปุ๋ยในภาคเกษตรมีสต็อกเพียงถึงเดือนพ.คม 2569 ได้สร้างความเสี่ยงต่อราคาสินค้าเกษตรในระยะถัดไป ส.อ.ท.ประเมินว่า ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีแนวโน้มปรับขึ้น 5-8% ดังนั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเพื่อพยุงราคาสินค้าจำเป็น
นายเกรียงไกร กล่าวว่า ภาคส่งออกไทยต้องเผชิญแรงกดดันเพิ่มจากต้นทุนขนส่งระหว่างประเทศ เพราะเส้นทางไปตะวันออกกลาง ค่าระวางเรือพุ่งจาก 1,000 เป็น 7,000 ดอลลาร์ต่อตู้ถือว่าเพิ่มขึ้นถึง 7 เท่า ส่วนค่าประกันภัยสงครามเพิ่มกว่า 500% แม้อุตสาหกรรมอาหารจะได้อานิสงส์จากดีมานด์โลก แต่ต้นทุนที่สูงขึ้นกำลังกัดกินความสามารถในการแข่งขันด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่ามาที่ระดับประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์ ยิ่งซ้ำเติมต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบ ซึ่งไทยนำเข้าเฉลี่ยวันละ 1 ล้านบาร์เรล เพราะหากราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งในกรอบ 125-200 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อาจส่งผลให้เศรษฐกิจไทย เสี่ยงขยายตัวต่ำกว่า 1% ในกรณีเลวร้าย
ดังนั้น ภาคอุตสาหกรรมจึงต้องเร่งปรับตัว โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี AI และระบบบริหารจัดการพลังงานเข้ามาใช้ เพื่อลดการใช้พลังงานลงได้อย่างน้อย 20% โดยท่ามกลางวิกฤตพลังงานที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายในระยะสั้น การปรับตัวเชิงโครงสร้างจึงถูกมองเป็นทางรอดสำคัญของภาคธุรกิจไทยในรอบนี้


