posttoday

เปิดโพย 3 หุ้นเด่น ยิ้มรับประโยชน์รัฐเลิกตรึงราคาดีเซล สู่ระบบลอยตัว

25 มีนาคม 2569

รัฐเลิกตรึงดีเซล 33 บาท ปรับสู่กลไกตลาดเน้นช่วยเฉพาะกลุ่ม โบรกฯ มองบวกกลุ่มปั๊มน้ำมันฟื้นค่าการตลาด ชู PTG รับผลดีสุดระยะสั้น ส่วน OR และ BCP เด่นระยะยาว

KEY

POINTS

  • รัฐบาลประกาศยกเลิกการตรึงราคาดีเซลและปล่อยให้ลอยตัวตามกลไกตลาด ซึ่งคาดว่าจะส่งผลบวกต่อค่าการตลาดและกำไรของผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน
  • บล.เอเซียพลัส ประเมิน PTG ได้รับประโยชน์สูงสุดในระยะสั้น เนื่องจากมีสัดส่วนการขายดีเซลสูงและพึ่งพาธุรกิจค้าปลีกน้ำมันเป็นหลัก
  • OR มีจุดแข็งในระยะยาวจากธุรกิจ Non-oil ส่วน BCP ได้รับผลบวกจำกัดกว่าเพราะมีสัดส่วนธุรกิจสถานีบริการน้ำมันน้อยกว่าธุรกิจโรงกลั่น

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในเชิงนโยบายพลังงานของไทยกำลังเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลประกาศยกเลิกการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ระดับประมาณ 33 บาทต่อลิตร เพื่อเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ การกำหนดราคาตามกลไกตลาดอย่างเต็มรูปแบบ การขยับตัวครั้งนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของผู้บริโภค แต่ยังสร้างแรงกระเพื่อมสำคัญต่อโครงสร้างกำไรของกลุ่มผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมันในประเทศ

นโยบายรัฐจากอุดหนุนถ้วนหน้าสู่กลไกตลาดและกลุ่มเฉพาะ

เป้าหมายหลักของรัฐบาลในการยกเลิกการตรึงราคาคือการปรับรูปแบบการช่วยเหลือจากการอุดหนุนแบบถ้วนหน้ามาเป็นแบบเฉพาะกลุ่ม ทั้งในส่วนของผู้ใช้น้ำมันทั่วไปและภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในด้านความมั่นคงทางพลังงาน รัฐบาลยืนยันว่า ปริมาณสำรองน้ำมันดีเซลของไทยยังมีเพียงพอ โดยมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 77 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งสูงกว่าความต้องการใช้ปกติที่ 67 ล้านลิตรต่อวัน อย่างไรก็ตาม ปัญหาความตึงตัวของปริมาณน้ำมันที่เกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ มาจากพฤติกรรมการกักตุนที่ทำให้ความต้องการพุ่งสูงเกินกว่า 80 ล้านลิตรต่อวัน

จุดเปลี่ยนของกลุ่มสถานีบริการน้ำมันรับค่าการลาดฟื้นตัว

ในมุมมองของนักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ชี้ว่า การปล่อยลอยตัวราคาตามกลไกตลาดเสรีจะกลายเป็นปัจจัยบวกต่อผู้ประกอบการสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา อัตรากำไรถูกจำกัดด้วยเพดานการตรึงราคา การกลับสู่กลไกตลาดจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถ บริหารจัดการค่าการตลาด (Marketing Margin) ได้อย่างเต็มที่มากขึ้น ส่งผลให้อัตรากำไรมีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างชัดเจน

วิเคราะห์ผู้เล่นในอุตสาหกรรม

จากการประเมินของ บล.เอเซีย พลัส พบว่า ผลกระทบและโอกาสของผู้ประกอบการแต่ละรายมีความแตกต่างกันตามโครงสร้างธุรกิจ ดังนี้

  • PTG (พีทีจี เอ็นเนอร์ยี): ถูกมองว่าเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุด ในช่วงสั้น เนื่องจากโครงสร้างรายได้พึ่งพาธุรกิจน้ำมันในตลาดค้าปลีกเป็นหลัก และมีสัดส่วนการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสูงถึง 71% ของปริมาณขายทั้งหมด ความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของค่าการตลาดที่สูงทำให้ PTG เป็นตัวเลือกที่โดดเด่นสำหรับการซื้อขายในระยะสั้น โดยมีราคาเป้าหมาย 9.8 บาท
  • OR (ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก): มีความแข็งแกร่งในระยะยาวจาก ธุรกิจ Non-oil และเครือข่ายสถานีบริการที่ครอบคลุม OR มีสัดส่วนการค้าปลีกน้ำมันประมาณ 41% และมีสัดส่วนการขายดีเซลราว 40% นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มกำไรในไตรมาส 1/2569 ที่เติบโตขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล โดยมีราคาเป้าหมาย 16.5 บาท
  • BCP (บางจาก คอร์ปอเรชั่น): ได้รับผลบวกในวงจำกัดกว่าเมื่อเทียบกับรายอื่น เนื่องจากธุรกิจสถานีบริการน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนเพียง 17% ของ EBITDA รวม อย่างไรก็ตาม BCP มีความได้เปรียบในแง่ของโครงสร้างกำไรที่หลากหลาย โดยเฉพาะจากธุรกิจโรงกลั่นและธุรกิจต้นน้ำอื่น ๆ ให้ราคาเป้าหมาย 43 บาท

ความท้าทายและปัจจัยเสี่ยงที่ต้องจับตา

แม้ภาพรวมจะเป็นบวกต่ออัตรากำไร แต่ยังมีปัจจัยกดดันที่ต้องระวังคือ ปริมาณการใช้น้ำมันที่อาจลดลง เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาด รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคที่จะเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติหลังจากผ่านช่วงการกักตุนไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทองคำพุ่ง 2,200 บาท รับราคาน้ำมันลง ลุ้นเจรจาสหรัฐ-อิหร่าน