posttoday

อีคอมเมิร์ซไทยระอุ พิษน้ำมันดันค่าส่ง-ค่าธรรมเนียมพุ่ง ใครแบกต้นทุนตัวจริง?

18 มีนาคม 2569

อีคอมเมิร์ซไทยระอุ พิษน้ำมันดันค่าส่ง-ค่าธรรมเนียมพุ่ง ดราม่าส่งฟรีไม่มีอยู่จริง? เปิดศึก 3 ฝ่าย “แพลตฟอร์ม-ร้านค้า-ผู้ซื้อ” ใครแบกต้นทุนตัวจริง?

สถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่มีความผันผวนต่อเนื่อง จากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะธุรกิจที่พึ่งพาโลจิสติกส์อย่าง “E-commerce” ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุน ค่าธรรมเนียม และกำลังซื้อที่ชะลอลง

 

ข้อมูลจาก Priceza Insight ชี้ว่า “ต้นทุนพลังงาน” ได้กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่เร่งให้ต้นทุนธุรกิจพุ่งขึ้นในหลายมิติ โดยเฉพาะค่าขนส่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคาน้ำมันดีเซล และน้ำมันเครื่องบิน หากเส้นทางขนส่งสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซมีความเสี่ยง ค่าระวางเรือและค่าประกันอาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 50-140% 

 

1. ต้นทุนการดำเนินงานพุ่งสูงขึ้น (Rising Operational Costs)

 

  • ค่าขนส่งและโลจิสติกส์ เป็นผลกระทบอันดับแรก ต้นทุนน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นส่งผลโดยตรงต่อค่าขนส่งสินค้า ทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศหากเส้นทางขนส่งสำคัญอย่าง ช่องแคบฮอร์มุซ ถูกปิดหรือมีความเสี่ยงสูงขึ้น ค่าระวางเรือและค่าประกันการขนส่งสินค้าอาจเพิ่มขึ้นได้ 50-140%

 

  • ต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อราคาเม็ดพลาสติก เคมีภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมปิโตรเลียม

 

  • ค่าไฟฟ้าและพลังงานในระบบผลิต หากราคาก๊าซธรรมชาติปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ค่า FT ในบิลค่าไฟฟ้าของโรงงานและธุรกิจก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเช่นกัน

 

2. กลุ่มธุรกิจที่ได้รับผลกระทบหนัก

 

  • SMEs ถือเป็นกลุ่มที่เปราะบางที่สุด เนื่องจากมีสายป่านสั้นและแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ยาก ในขณะที่กำลังซื้อของผู้บริโภคเริ่มชะลอตัว

 

  • ภาคการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น โรงงานวัสดุก่อสร้าง อาหารแปรรูป หรือโรงงานที่ใช้เครื่องจักรดีเซลจำนวนมาก

 

  • ธุรกิจที่พึ่งพาโลจิสติกส์ รวมถึง E-commerce และธุรกิจขนส่งสินค้า ที่มีต้นทุนพลังงานเป็นส่วนสำคัญของโมเดลธุรกิจ

 

เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ต้นทุนเหล่านี้จึงเริ่มถูกส่งต่อไปตามห่วงโซ่อุปทาน และกลายเป็นแรงกดดันต่อธุรกิจในหลายอุตสาหกรรม

 

ต้นทุนแฝง ธุรกิจ E-commerce

 

สำหรับ ธุรกิจ E-commerce ราคาน้ำมันถือเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่สำคัญมาก เพราะโมเดลธุรกิจผูกติดกับการขนส่ง โลจิสติกส์ และห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างแยกไม่ออก

 

1. ต้นทุนค่าขนส่งเพิ่มขึ้น (Logistics Cost Pressure)

 

ราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น ทำให้บริษัทขนส่งจำนวนมากต้องปรับ Fuel Surcharge หรือค่าธรรมเนียมน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลโดยตรงต่อทั้ง

 

  • การขนส่งระหว่างประเทศ
  • คลังสินค้าและระบบ fulfillment
  • การส่งสินค้าแบบ Last-mile delivery

 

ต้นทุนเหล่านี้จึงเริ่มสะท้อนกลับไปยังร้านค้าและแพลตฟอร์ม

 

2.แพลตฟอร์มเริ่มปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียม

 

เมื่อค่าขนส่งและต้นทุนระบบเพิ่มขึ้น แพลตฟอร์มจำนวนมากจึงเริ่ม ผลักภาระต้นทุนบางส่วนไปยังร้านค้า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในช่วงปี 2568-2569

 

  • TikTok Shop ปรับค่าธรรมเนียม Commerce Growth Fee ประมาณ 6.42% (สูงสุด 199 บาท) เพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ด้านการมองเห็นและการส่งเสริมการขาย นอกจากนี้ยังมี Platform Infrastructure Fee ประมาณ 1.07 บาทต่อออเดอร์

 

  • Shopee และ Lazada มีการปรับค่าคอมมิชชันเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1-2% ตามหมวดสินค้า ทำให้ต้นทุนรวมที่ร้านค้าต้องจ่ายให้แพลตฟอร์มในหลายหมวดสินค้าอยู่ที่ประมาณ 10-18% ต่อคำสั่งซื้อ

 

3.พฤติกรรมผู้บริโภคเริ่มเปลี่ยน

 

เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น เงินเฟ้อและค่าครองชีพก็เพิ่มตาม ส่งผลให้ผู้บริโภค

  • ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น
  • เปรียบเทียบราคาหนักขึ้น
  • หันไปหาดีลและโปรโมชันมากขึ้น

 

ทำให้การแข่งขันด้านราคาบน Marketplace เข้มข้นกว่าเดิม ทั้งหมดนี้กำลังนำไปสู่สิ่งที่หลายคนเรียกว่า “ศึก 3 ฝ่ายของ E-commerce” ระหว่าง แพลตฟอร์ม – ร้านค้า – ผู้บริโภค และกลายเป็นประเด็นถกเถียงอย่างหนักในโลกออนไลน์

 

1.ดราม่า “ส่งฟรีที่ไม่มีอยู่จริง”

 

  • ฝั่งร้านค้า หลายร้านมองว่าแพลตฟอร์มเก็บค่า Service Fee เพิ่มขึ้น แต่ต้นทุนโปรโมชันและค่าส่งกลับตกอยู่ที่ร้านค้า หากไม่เข้าร่วมแคมเปญส่งฟรี สินค้าก็อาจเสียเปรียบในการมองเห็น

 

  • ฝั่งผู้ซื้อ เริ่มตั้งคำถามกับ “คูปองส่งฟรี” ที่ใช้จริงได้ยากขึ้น เพราะเงื่อนไขขั้นต่ำเพิ่มขึ้นจากเดิม เช่น จาก 99 บาท → 199 หรือ 300 บาท ทำให้เกิดคำบ่นที่เห็นบ่อยในโซเชียล “ค่าส่งแพงกว่าค่าของ”

 

2. ดราม่า EV vs รถน้ำมัน ในระบบขนส่ง

 

บริษัทขนส่งหลายแห่งเริ่มนำ รถขนส่งไฟฟ้า (EV) มาใช้เพื่อลดต้นทุนน้ำมันในระยะยาว แต่ในอีกด้านหนึ่ง ผู้บริโภคก็เริ่มตั้งคำถามว่าหากใช้รถ EV แล้ว ทำไมค่าส่งยังไม่ลดลง และยังมี Fuel Surcharge อยู่เหมือนเดิม ประเด็นนี้เริ่มกลายเป็นหัวข้อถกเถียงเรื่อง โครงสร้างต้นทุนโลจิสติกส์

 

3. ร้านค้าไทย vs ร้านค้าต่างประเทศ

 

อีกหนึ่งประเด็นร้อนคือการแข่งขันกับร้านค้าจากต่างประเทศที่สามารถขายสินค้าในราคาถูกกว่า ในขณะที่ร้านค้าไทยต้องแบกรับ

  • ค่าขนส่ง
  • ค่าโฆษณา
  • ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม
  • ต้นทุนพลังงาน

 

ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องในโซเชียล เช่น #Saveร้านค้าไทย

 

4. แรงกดดันจากระบบไรเดอร์

 

เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่ค่ารอบของไรเดอร์ไม่ได้เพิ่มตามในบางช่วงจึงเกิดสถานการณ์

 

  • ไรเดอร์ไม่รับงาน
  • ออเดอร์ค้างในระบบ
  • ลูกค้าบ่นว่าส่งช้า

 

สะท้อนความตึงเครียดในระบบโลจิสติกส์ของแพลตฟอร์ม

 

ในภาพใหญ่ สถานการณ์นี้สะท้อนว่า E-commerce ไม่ได้เป็นเพียงธุรกิจดิจิทัล แต่ยังคงพึ่งพา “เศรษฐกิจจริง” อย่างลึกซึ้ง ตั้งแต่...

 

  • ราคาพลังงาน
  • โลจิสติกส์
  • ต้นทุนวัตถุดิบ
  • ไปจนถึงกำลังซื้อของผู้บริโภค

 

เมื่อหนึ่งปัจจัยเปลี่ยนต้นทุนทั้งระบบก็เปลี่ยนตาม และอาจทำให้การแข่งขันใน E-commerce ไทยเข้าสู่ช่วงใหม่ ที่ทั้ง แพลตฟอร์ม ร้านค้า และผู้ซื้อ ต้องปรับตัวพร้อมกัน

ข่าวล่าสุด

BEANS-UNO Coffee ถอดสูตรโต 100 ล้าน ทำยังไงไม่ให้ “ขายดีจนเจ๊ง”