



“ญดา-นริลญา” ทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิต เดิมพันธุรกิจแรก YoPPa Yogurt ในวัย 25 ปี
คุยกับ “ญดา-นริลญา” ต่อยอดอาชีพนักแสดง สู่เส้นทางการเป็นนักธุรกิจในวัย 25 ปี ใช้เงินเก็บทั้งชีวิตสร้างแบรนด์โยเกิร์ต “YoPPa Yogurt” ลงมือเอง 100%
KEY
POINTS
- คุยกับ “ญดา-นริลญา” ต่อยอดอาชีพนักแสดง สู่เส้นทางการเป็นนักธุรกิจในวัย 25 ปี
- ใช้เงินเก็บสร้างแบรนด์โยเกิร์ต “YoPPa Yogurt” ทุ่มลงมือเอง 100% เพราะอยากทำธุรกิจ F&B ที่ดีต่อสุขภาพ
- ต่อยอดโมเดลแฟรนไชส์ ตั้งเป้ารายได้ปีแรก 50 ล้าน
ในวันที่นักแสดงหลายคนเลือกต่อยอดชื่อเสียงด้วยงานพรีเซนเตอร์ หรือเป็นหุ้นส่วนธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งกับพาร์ทเนอร์ “ญดา-นริลญา กุลมงคลเพชร” นักแสดงผู้โด่งดังจากภาพยนตร์ “ร่างทรง” และ “สืบสันดาน” เลือกสร้างธุรกิจแรกของตัวเอง โดยการใช้เงินเก็บทั้งชีวิตเดิมพันกับธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มในวัยเพียง 25 ปี ประเดิมด้วยแบรนด์ “YoPPa Yogurt” โยเกิร์ตปั่น ที่กำลังเป็นกระแสในตอนนี้
คำถามจึงไม่ได้มีแค่ว่า ทำไมต้องทำธุรกิจ ทั้งที่ภาพจำของอาชีพนักแสดงมักถูกมองว่ามีรายได้สูง แต่ยังรวมถึงคำถามที่ท้าทายยิ่งกว่า ว่าทำไมเธอถึงเลือกเริ่มต้นด้วยธุรกิจโยเกิร์ตปั่น ในวันที่ตลาดแข่งขันดุเดือด และมีผู้เล่นจำนวนมากอยู่ก่อนแล้ว
บทความนี้ โพสต์ทูเดย์ ชวนอ่านแนวคิดของ “ญดา” ที่กำลังเริ่มต้นบทบาทสู่ผู้ประกอบการเต็มตัว ภายใต้บริษัทชื่อสะดุดหู “บริษัท เด็กพุงป่อง จำกัด”
จากหน้ากล้องสู่โลกธุรกิจ
ญดา เล่าว่า เมื่อช่วงต้นปี 2025 คือจุดเริ่มต้นของไอเดีย ขณะที่คิวถ่ายละครแน่นเอี๊ยด ทั้งละครพีเรียดอย่าง เพลิงพระนาง และซีรีส์แนวแซฟฟิกของช่อง 3 ญดาเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า นอกจากงานแสดงแล้ว เธออยากสร้างอะไรที่เป็นของตัวเองบ้าง เธอมองถึงธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (Food and Beverage - F&B) เป็นอันดับแรก เพราะเป็นหนึ่งใน “ปัจจัย 4” ที่ทุกคนต้องพึ่งพา และหากได้ทำแบรนด์ที่ดีต่อสุขภาพ ก็อาจส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้คนอื่นได้ในระยะยาว
แล้วทำไมเป็นโยเกิร์ตปั่น?
ญดา เล่าว่า แรงผลักดันสำคัญไม่ได้มาจากเทรนด์ แต่เกิดจากร่างกายของเธอเอง ปีที่ผ่านมา ญดาทำงานหนักจนร่างกายเริ่มส่งสัญญาณเตือน ทั้งโรคหอบหืดและไทรอยด์ที่ต้องดูแลใกล้ชิด ประกอบกับอาการอาหารเป็นพิษและท้องอืดที่เป็นมาตั้งแต่เด็ก
ทำให้เริ่มสำรวจตัวเองว่าปัญหาเกิดจากอะไร และพบว่าการรับประทานโยเกิร์ตช่วยปรับสมดุลลำไส้ได้ดี จึงเริ่มศึกษาข้อดีข้อเสียของโยเกิร์ตแบรนด์ต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อนำมาพัฒนาสูตรของตัวเอง
ก่อนจะเดินหน้าผลิตจริง ญดา ตั้งโจทย์กับตัวเองชัดเจนว่า หากจะทำแบรนด์โยเกิร์ตในวันที่ตลาดมีผู้เล่นจำนวนมาก สินค้าต้องมี “ความแตกต่าง” มากพอที่จะยืนระยะได้ในระยะยาว
นั่นจึงเป็นที่มาของการเลือกใช้นวัตกรรม “ซินไบโอติก” (Synbiotic) การผสาน “พรีไบโอติก” และ “โพรไบโอติก” เข้าด้วยกันในแก้วเดียว
เธออธิบายว่า โดยทั่วไปโยเกิร์ตในท้องตลาดมักมีเพียงโพรไบโอติก ซึ่งเป็นจุลินทรีย์ที่ดีต่อร่างกาย แต่หากเติมพรีไบโอติกเข้าไป จะช่วยเป็นอาหารให้จุลินทรีย์เหล่านั้นทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้ระบบลำไส้สมดุล ลดอาการท้องอืด ท้องผูก และอาหารไม่ย่อย เมื่อระบบขับถ่ายดีขึ้น การดูดซึมสารอาหารก็มีประสิทธิภาพตามไปด้วย
อย่างไรก็ตาม YoPPa Yogurt ไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องลำไส้ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่รู้สึกว่าตัวเองได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เพราะเป็นคนทานอาหารยาก ญดาจึงต่อยอดสูตรด้วยการเติมโปรตีน 12 กรัมต่อหนึ่งแก้ว เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ตอบโจทย์ทั้งการดูแลระบบย่อยอาหารและการเสริมสร้างร่างกายในเวลาเดียวกัน
แนวคิดทั้งหมดสอดคล้องกับเทรนด์ “Longevity” ที่กำลังเติบโตในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพระยะยาว มากกว่าการบริโภคเพื่อความอิ่มหรือความอร่อยเพียงอย่างเดียว
“เทรนด์ Longevity ตอนนี้คนสนใจมากขึ้น สินค้าของเราก็ตอบโจทย์เรื่องนี้ หนูเป็นเด็กอ้วน ชอบกินของอร่อย เลยอยากให้โยเกิร์ตหนึ่งแก้วได้ทั้งประโยชน์และความอร่อยไปพร้อมกัน”
ใช้เทรนด์เกาหลีดึงดูดเจนซี
สำหรับชื่อแบรนด์ YoPPa ได้แรงบันดาลใจจากคำว่า “Oppa” ในภาษาเกาหลี ญดา มองว่าอะไรที่เป็นเกาหลีที่ยังคงได้รับความนิยมในกลุ่ม Gen Z ซึ่งสอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ ทั้งชื่อ โลโก้ และโทนการสื่อสารจึงถูกออกแบบให้ร่วมสมัย ขณะเดียวกันก็พยายามขยายฐานลูกค้าให้ครอบคลุมทุกวัย
ซึ่ง YoPPa Yogurt สาขาแรกจะเปิดที่สยามสแควร์ ซอย 3 ในรูปแบบ Grab & Go พร้อมที่นั่งขนาดเล็ก 3 ที่ สาขานี้ลงทุนไปประมาณ 7 ล้านบาท และถือหุ้นเอง 100% พร้อมสร้างทีมขึ้นมา โดยดึงผู้เชี่ยวชาญในสายงาน F&B เข้ามาร่วมขับเคลื่อน
ราคาเริ่มต้น 49 บาท
ส่วนกลยุทธ์ด้านราคา ราคาของโยเกิร์ตจะอยู่ที่ 49 - 129 บาท เราต้องการให้เป็นราคาที่สมเหตุสมผล สบายกระเป๋า เพื่อให้นักศึกษาหรือพนักงานออฟฟิศสามารถซื้อทานได้ทุกวันแทนการทานน้ำหวานอื่น ๆ โดยพยายามคุมต้นทุนให้ทำราคาหลักสิบได้จริงหลังจากศึกษาคอมเมนต์จากผู้บริโภคในโซเชียล
การตั้งราคาเริ่มต้นเพียง 49 บาท ซึ่งถือว่าต่ำกว่าหลายแบรนด์ในตลาด ไม่ได้เกิดจากการตั้งใจทำโปรโมชั่นระยะสั้น แต่เป็นผลจากการรับฟังเสียงผู้บริโภคอย่างจริงจัง
ญดามองว่า ราคาคือปัจจัยสำคัญในการสร้างฐานลูกค้าในช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะทำเลสยามสแควร์ที่มีกลุ่มนักเรียน นักศึกษา และคนรุ่นใหม่เป็นทราฟฟิกหลัก การตั้งราคาที่สมเหตุสมผลจึงเป็นกลยุทธ์เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้รวดเร็ว และสร้างการทดลองซื้อในวงกว้างตั้งแต่วันแรกที่เปิดร้าน
ปีแรก ตั้งเป้า 50 ล้าน พร้อมแฟรนไชส์ 50 สาขา
ส่วนในพาร์ทธุรกิจ ญดาเล่าว่า แม้ตลาดโยเกิร์ตจะมีผู้เล่นจำนวนมาก แต่เธอมองว่ายังไม่ใช่ Red Ocean ยังเป็น Blue Ocean อยู่ และมีพื้นที่ให้แทรกตัวเข้าไปได้ ความเชื่อมั่นนี้ไม่ได้ตั้งอยู่บนความรู้สึก
โมเดลธุรกิจที่ “ทุ่มหมดหน้าตัก” และคิดเผื่อไกลกว่าปีแรก
สำหรับ YoPPa Yogurt ไม่ใช่แค่โปรเจกต์ลองตลาด แต่คือการเดิมพันครั้งใหญ่ของ “ญดา” เรียกได้ว่า เธอตัดสินใจใช้เงินเก็บทั้งชีวิตลงทุนสร้างแบรนด์นี้ตั้งแต่ศูนย์
ญดาเปรียบเทียบการนำเงินเก็บมาลงทุนทำแบรนด์เองครั้งนี้ว่าเหมือนการเล่น "รถไฟเหาะ" (Roller Coaster) ที่มีความตื่นเต้นและมีเรื่องใหม่ ๆ ให้แก้ปัญหาทุกวัน
ในปีแรก แผนของเธอคือเปิดสาขาที่บริหารเองไม่เกิน 5 แห่ง เพื่อควบคุมมาตรฐานให้แน่นที่สุด ทำเลที่เล็งไว้ล้วนเป็นพื้นที่ไลฟ์สไตล์และมีกำลังซื้อสูง ไม่ว่าจะเป็น Central Dusit, One Bangkok รวมถึงรูปแบบ Pop-up ที่ EmSphere และ Union Mall คอนเซ็ปต์ร้านเน้น Grab & Go ตอบโจทย์คนเมือง ใช้พื้นที่ขนาดกะทัดรัด มีที่นั่งเพียง 2–3 ที่ เพื่อเน้นการซื้อกลับหรือสั่งผ่านเดลิเวอรีเป็นหลัก ลดต้นทุนพื้นที่ แต่เพิ่มรอบหมุนเวียนลูกค้า โดยตั้งเป้ายอดขายปีแรกที่ 50 ล้านบาท
เจ้าของลงลึกทุกขั้นตอน
แม้จะเป็นธุรกิจแรก แต่ญดาเลือก “ลงมือเอง” แทบทุกกระบวนการ ตั้งแต่เซ็ตทีม RD (Research & Development) พัฒนาสูตร ไปจนถึงวางทีมบริหาร คุมตั้งแต่ขั้นตอนก่อสร้างร้าน การออกแบบ ไปจนถึงการคัดเลือกและสั่งซื้อวัตถุดิบ
ดังนั้น เมื่อเว้นว่างจากบทบาทนักแสดงที่ใช้เวลาเกือบตลอดวัน ก็ใช้เวลาที่เหลือไปกับการรีเสิร์ชและติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด โดยระบุว่าความท้าทายสำคัญคือการแข่งขันจากแบรนด์ใหม่ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทั้งยังมีกลุ่มลูกค้าเดียวกัน การสร้างความแตกต่างด้วยโยเกิร์ตผสมโปรตีนจึงเป็นจุดขายหลัก
เธอเปรียบเทียบการสร้างแบรนด์ครั้งนี้ไม่ต่างจากการทำงานแสดง
“เวลาเป็นนักแสดง จะรับบทอะไรก็ต้องศึกษาคาแรกเตอร์ละเอียดมาก ธุรกิจก็เหมือนกัน หนูรีเสิร์ชข้อมูลเยอะมาก กว่าจะพัฒนาสูตรโยเกิร์ตออกมาได้ ตั้งแต่ปีที่แล้วก็เริ่มทดลองแล้ว”
โมเดลแฟรนไชส์เต็มตัว
เธอยอมรับว่าในช่วงเริ่มต้นยังไม่มั่นใจระบบ Operation มากนัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเหนือความคาดหมายคือ เมื่อมีข่าวลือว่าจะเปิดแบรนด์ ก็กระแสตอบรับจากนักลงทุนที่ติดต่อขอซื้อแฟรนไชส์เข้ามาตั้งแต่ร้านยังไม่เปิด มากถึงประมาณ 10 ราย
ซึ่งญดา ตัดสินใจเดินหน้าโมเดลแฟรนไชส์ควบคู่กับสาขาที่บริหารเอง โดยตั้งเป้าเปิดแฟรนไชส์ไม่เกิน 50 แห่งภายในปีนี้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด
แต่สิ่งที่เธอให้ความสำคัญสูงสุดคือ “คุณภาพ” วัตถุดิบหลักจะผลิตผ่านโรงงาน OEM เพื่อควบคุมรสชาติและมาตรฐานให้คงที่ทุกสาขา ลดความเสี่ยงด้านความแปรปรวนของสินค้า
โดยขายค่าแรกเข้าอยู่ที่ 250,000 บาท ค่า royalty fee 2% จากยอดขาย และแบรนด์จะซัพพอร์ตในเรื่องวัตถุดิบบางส่วน ผู้ซื้อแฟรนไชส์สามารถหาซื้อเองได้ในบางส่วน เพราะอยากให้ผู้ซื้อแฟรนไชส์มีต้นทุนน้อยที่สุด
เมื่อถูกถามถึงความมั่นใจในการทำธุรกิจ ในฐานะผู้ประกอบการหน้าใหม่ ญดาบอกว่า ก่อนหน้านี้ในปี 2023-2024 เคยทำแบรนด์เครื่องประดับออนไลน์ “Today I miss u ซึ่งทำเองทุกขั้นตอนตั้งแต่โลโก้จนถึงการแพ็คของส่ง ทำให้เห็นศักยภาพว่าสามารถทำแบรนด์ให้เติบโตได้มากกว่าแค่ขายกลุ่มแฟนคลับ
ทั้งนี้ ญดา เผยถึงเป้าหมายในอนาดคตของที่เธอตั้งไว้ว่า YoPPa เราไม่ได้อยากหยุดแค่ในประเทศไทย แต่อยากไปต่างประเทศด้วย หากโครงสร้างแฟรนไชส์และมาตรฐานการผลิตแข็งแรงเพียงพอ อยากให้มีสาขาที่ต่างประเทศ ซึ่งก็เริ่มมีคนติดต่อมาบ้างแล้ว
ที่มา เด็กพุงป่อง
และสิ่งที่ชวนสงสัยมากสุดคือชื่อบริษัท เด็กพุงป่อง ญดา บอกว่า ชื่อบริษัท “เด็กพุงป่อง” มาจากคาแรกเตอร์ส่วนตัวของเธอที่เป็นคนชอบรับประทานอาหาร และมองว่า “พุงป่อง” เป็นโหงวเฮ้งที่สื่อถึงความกินดีอยู่ดี มีทรัพย์ และความอุดมสมบูรณ์ จึงหยิบมาใช้เป็นชื่อบริษัทอย่างตั้งใจ
นอกจาก YoPPa Yogurt แล้ว ญดาเผยว่ายังเตรียมต่อยอดพอร์ตธุรกิจด้วยแบรนด์ขนมออนไลน์ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวสู่ตลาดเร็ว ๆ นี้ด้วย
บริหารเวลา เป็นนักแสดง+นักธุรกิจ
สุดท้ายเธอยอมรับว่าความท้าทายที่ยากที่สุดไม่ใช่การแข่งขันทางธุรกิจ แต่คือการบริหารเวลา ในวันที่งานแสดงต้องใช้เวลาถึงวันละ 16–18 ชั่วโมง เวลาพักผ่อนที่เหลือจึงกลายเป็นช่วงสำหรับการรีเสิร์ชตลาด ติดตามคอมเมนต์ผู้บริโภค และส่องเทรนด์บนโซเชียลเพื่อหาแรงบันดาลใจใหม่ ๆ
บทบาทนักแสดงกับบทบาทผู้ประกอบการจึงดำเนินควบคู่กันไป และกลายเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า เธอพร้อมเติบโตในอีกเส้นทางหนึ่งอย่างจริงจัง






