"ซูชิสายพาน" ขาขึ้น มูลค่าพุ่ง 8 พันล้าน เขย่าตลาดอาหารญี่ปุ่น
ศึกสมรภูมิร้านอาหารญี่ปุ่นปี 69 ยังไม่ถึงจุดอิ่มตัวแบบที่คิด แต่เข้าสู่ยุคไม้ผลัดใบ กดดันร้านดั้งเดิม ซูชิสายพานกลับขาขึ้น มูลค่าตลาดพุ่ง 8,000 ล้านบาท
KEY
POINTS
- สมรภูมิร้านอาหารญี่ปุ่น "ยุคไม้ผลัดใบ" อยู่ในช่วงอิ่มตัวไหม?
- ร้านดั้งเดิมปิดตัว สวนทางกระแสซูชิสายพานขาขึ้นมีมูลค่าตลาดพุ่งสูงจากไม่ถึง 1,000 ล้านบาท เป็น 8,000 ล้านบาทในปัจจุบัน
- จับตา 5 แบรนด์ใหญ่ กลายเป็นผู้เล่นหลักในตลาด
ช่วงต้นปี 2569 องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) กรุงเทพฯ ได้เผยผลสำรวจร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยของปี 2568 พบว่ามีจำนวน 5,781 ร้าน ซึ่งลดลง 135 ร้าน จากการสำรวจครั้งก่อน ตัวเลขดังกล่าวแม้ไม่ใช่จำนวนมาก แต่เป็นการลดลงครั้งแรกนับตั้งแต่เริ่มสำรวจเมื่อปี 2550 นั่นหมายความว่าที่ผ่านมาไทยมักจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นเปิดใหม่ตลอด ๆ
ส่งผลให้เกิดคำถามต่อผู้บริโภคว่า ร้านอาหารญี่ปุ่นในไทย ใกล้ถึงจุดอิ่มตัวแล้วหรือ?
โพสต์ทูเดย์ ได้มีโอกาสได้พบ จักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MAGURO ในวันแถลงข่าวเปิดแผนธุรกิจของ MAGURO GROUP และเปิด 2 แบรนด์ใหม่ในเครือ เขาให้มุมมองถึงเรื่องนี้ว่า
สถานการณ์ตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นยุค "ไม้ผลัดใบ"
เพราะภาพรวมของอุตสาหกรรมร้านอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ หรือที่เรียกว่า "ไม้ผลัดใบ" ที่สิ่งใหม่ ๆ จะเข้ามาแทนที่สิ่งเดิมตามกาลเวลาและไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค
จากผลสำรวจของเจโทรในปีที่ผ่านมาจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นที่ปิดตัวลงมีมากกว่าร้านที่เปิดใหม่ โดยเฉพาะร้านที่ตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้า ปัจจัยหลักมาจาก
- การแข่งขันที่รุนแรง (Red Ocean)
ปัจจุบันมีร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยประมาณ 5,700 ร้าน และเป็นตลาดที่ยากขึ้นสำหรับผู้เล่นใหม่ เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มมองหาความหลากหลายและไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ทำให้ผู้เล่นต้องสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนเพื่ออยู่รอด ขณะที่แบรนด์ชาและมัทฉะมองว่าเติบโตสูงถึง 100%
- การถดถอยของร้านซูชิทั่วไป
แต่ขณะเดียวกัน ร้านซูชิแบบดั้งเดิม (General Sushi) กำลังลดจำนวนลงเรื่อย ๆ เนื่องจากถูกโมเดลธุรกิจซูชิสายพานเข้ามาแทนที่
- แรงกดดันรอบด้าน
เขามองว่า สิ่งที่ทำให้ร้านอาหารหลายแห่งไปต่อไม่ได้คือ "แรงกดดันรอบด้าน" ในการควบคุมต้นทุน เช่น ค่าเช่าที่พุ่งสูง เป็นปัจจัยที่กดดันอย่างมาก เนื่องจากทุกครั้งที่สิ้นสุดสัญญาและมีการต่อสัญญาใหม่ ราคาค่าเช่ามักจะถูกปรับเพิ่มขึ้นเสมอ ดังนั้นจึงเห็นปรากฏการณ์ร้านปิดไป ร้านใหม่มา ซึ่งไม่ใช่แค่ร้านอาหารญี่ปุ่น รวมถึงการปรับเพิ่มขึ้นของค่าแรงขั้นต่ำทุกปี และราคาวัตถุดิบที่ผันผวนจากสภาวะเงินเฟ้อและสงคราม เป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้กำไรต่ำกว่าเป้าหมาย หรือในบางรายต้องปิดตัวลง
ปรากฏการณ์ "ซูชิสายพาน" มูลค่า 8,000 ล้านบาท
ในขณะที่ร้านอาหารญี่ปุ่นรูปแบบเดิมเผชิญความยากลำบาก แต่ซูชิสายพานอยู่ในช่วงขาขึ้น จักกฤติ กล่าวว่า ตลาดซูชิสายพาน (Kaiten Sushi) กลับเติบโตสวนกระแสอย่างโดดเด่น มูลค่าตลาดก้าวกระโดด จากเมื่อ 6 ปีที่แล้วที่มูลค่ายังไม่ถึง 1,000 ล้านบาท หรืออาจไม่ถึง 500 ล้านบาทด้วยซ้ำ แต่ปัจจุบันพุ่งสูงขึ้นถึง 8,000 ล้านบาทโดยเติบโตเกือบ 100% ทุกปีในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา
ปัจจัยขาขึ้นคืออะไร?
เขามองว่าซูชิสายพาน มีการควบคุมงบประมาณ ลูกค้าได้รับอิสระในการเลือกทานตามงบประมาณ (Budget Control) จะทานเพียงไม่กี่คำในราคาหลักร้อย หรือทานมื้อใหญ่ก็ได้ รวมถึงอิทธิพลจากกลุ่มเด็ก เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี มักตื่นเต้นกับบรรยากาศของสายพานที่มีอาหารวิ่งไปมา ทำให้กลุ่มครอบครัวเปลี่ยนพฤติกรรมจากร้านใกล้บ้านมาเข้าห้างเพื่อทานซูชิสายพาน
5 แบรนด์ใหญ่ซูชิสายพาน
ปัจจุบันตลาดซูชิสายพานในไทยคึกคักอย่างมาก โดยมีผู้เล่นรายใหญ่หลัก ๆ 5 แบรนด์ ได้แก่
1.Sushiro เชนซูชิสายพานอันดับ 1 จากญี่ปุ่น ที่มีสาขามากกว่า 800 แห่งทั่วโลก เข้ามาทำตลาดในไทยผ่าน บริษัท ซูชิโร่ จีเอช (ประเทศไทย) จำกัด เปิดสาขาแรกเมื่อเดือนมีนาคม 2564 ปัจจุบันขยายแล้วกว่า 40 สาขา ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล นับเป็น “พี่ใหญ่” ของตลาดซูชิสายพานไทยในเวลานี้
2.Katsu Midori เชนซูชิสายพานชื่อดังจากโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ถูกนำเข้ามาโดยบริษัท เดอะ ฟู้ด ซีเล็คชั่น กรุ๊ป จำกัด เจ้าของแบรนด์ Shinkanzen Sushi เปิดสาขาแรกในไทยเมื่อเดือนธันวาคม 2567 ที่เซ็นทรัลเวิลด์ ปัจจุบันมี 4 สาขา ชูจุดเด่นเรื่องคุณภาพวัตถุดิบระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้
3.Hama Sushi แบรนด์ซูชิสายพานในเครือ Zensho Holdings กลุ่มธุรกิจร้านอาหารยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่น เจ้าของแบรนด์ดังอย่าง Sukiya และ Nakau โดย Hama Sushi มีมากกว่า 700 สาขาในญี่ปุ่นและหลายประเทศในเอเชีย สำหรับประเทศไทย เปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัลปิ่นเกล้า เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568
4.Genki Sushi แบรนด์ซูชิสายพานจากญี่ปุ่นที่สร้างความแตกต่างด้วยการใช้ “รถไฟความเร็วสูง” เสิร์ฟซูชิสดใหม่ส่งตรงจากครัวถึงโต๊ะลูกค้า เปิดให้บริการในไทยที่ชั้น 5 เซ็นทรัลเวิลด์ กลายเป็นอีกหนึ่งสีสันของตลาดซูชิสายพานบ้านเรา
5.Kaiten Sushi Ginza Onodera จากเครือ MAGURO GROUP แบรนด์ซูชิสายพานระดับพรีเมียมจากเครือ Onodera Group กลุ่มธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำระดับโลก ที่นักชิมจำนวนมากยกให้เป็นหนึ่งใน Food Destination ที่ต้องไปให้ได้สักครั้งเมื่อเดินทางถึงญี่ปุ่น คาดว่าจะเปิดในไตรมาส 3 ปี 2569 ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยจะเป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และถูกวางให้เป็นแฟลกชิพสโตร์ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย
ภาพรวมสะท้อนว่า ตลาดซูชิสายพานในไทยกำลังเดือด โดยมีทั้งแบรนด์ยักษ์ใหญ่จากญี่ปุ่นและผู้ประกอบการไทยที่ร่วมวงชิงส่วนแบ่งในสมรภูมิอาหารญี่ปุ่นที่ยังเติบโตต่อเนื่อง


