สัญญาณบวกกาแฟไทย เตรียมติดปีก ปลุกกระแสแปรรูปโกยรายได้ต่างแดน
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ชี้สัญญาณบวกกาแฟไทย โอกาสแปรรูปชิงรายได้ตลาดโลก เปิดโผ 5 ชาติผู้ผลิต–ส่งออกรายใหญ่
KEY
POINTS
- สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า ชี้ตลาดกาแฟโลกโต หนุนโอกาสส่งออกและรายได้อุตสาหกรรมไทย
- เร่งแปรรูปเพิ่มมูลค่า ยกระดับขีดแข่งขันกาแฟไทยในเวทีโลก
- ปรับสมดุลต้นทุน–เกษตรกร เพื่อการเติบโตเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
เมื่อการดื่มกาแฟไม่ใช่แค่กิจวัตรยามเช้า แต่กลายเป็นวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และธุรกิจระดับโลก
กระแสการบริโภคที่เติบโตต่อเนื่องกำลังเปิดประตูบานใหม่ให้ประเทศผู้เล่นในอุตสาหกรรมนี้ รวมถึงไทย ที่เริ่มถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะผู้แปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่แค่ผู้ผลิตวัตถุดิบ
นี่คือภาพใหญ่ที่ สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) มองเห็นว่า โลกกำลังดื่มกาแฟมากขึ้น ตลาดกำลังขยาย และหากไทยวางเกมถูกจังหวะ จากแก้วกาแฟธรรมดา อาจกลายเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่พาอุตสาหกรรมไทยก้าวไกลสู่เวทีโลก
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้ากาแฟ ซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมบริโภคทั่วโลก มีบทบาทเกี่ยวข้องทั้งด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และวิถีชีวิตประจำวันของผู้คน นอกจากนี้ กาแฟกลายเป็นไลฟ์สไตล์และสัญลักษณ์ในการเข้าสังคมของคนบางกลุ่ม
5 ประเทศผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก
ข้อมูลจากกระทรวงเกษตรแห่งสหรัฐอเมริกา (USDA) ระบุว่า ปีการผลิต 2568/2569 โลกมีผลผลิตกาแฟ 174.4 ล้านกระสอบ (60 กิโลกรัม/กระสอบ) (หรือประมาณ 10.5 ล้านตัน) ประเทศผู้ผลิตกาแฟรายใหญ่ของโลก 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่
- บราซิล (64.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 37% ของผลผลิตกาแฟโลก) ผลิตกาแฟอาราบิก้า อันดับ 1 ของโลก
- เวียดนาม (29 ล้านกระสอบ สัดส่วน 17%) ผลิตกาแฟโรบัสตา อันดับ 1 ของโลก
- โคลอมเบีย (13.2 ล้านกระสอบ สัดส่วน 8%)
- อินโดนีเซีย (10.7 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%)
- เอธิโอเปีย (10.6 ล้านกระสอบ สัดส่วน 6%)
สำหรับไทย (0.9 ล้านกระสอบ สัดส่วน 0.5%) มีผลผลิตมากเป็นอันดับที่ 18 ของโลก
นอกจากนี้ USDA ยังรายงานว่า คนทั่วโลกบริโภคกาแฟมากถึง 10.0 ล้านตัน ขยายตัว 1.6% จากปีก่อนหน้า โดยสหภาพยุโรปมีการบริโภคสูงสุด รองลงมา ได้แก่ สหรัฐอเมริกา บราซิล ญี่ปุ่น และฟิลิปปินส์ (ไทยบริโภคกาแฟเป็นอันดับที่ 24 ของโลก และคาดว่าปี 2568/69 จะมีความต้องการบริโภคในประเทศเพิ่มขึ้น 1.7% จากปีก่อนหน้า)
5 ประเทศส่งออกเมล็ดกาแฟสูงสุด
การค้ากาแฟของโลก ในปี 2567 โลกส่งออกเมล็ดกาแฟ (พิกัดศุลกากร 0901) เป็นปริมาณ 9.3 ล้านตัน เป็นมูลค่า 51,544.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 21.7% ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- บราซิล (สัดส่วน 22.1% ของมูลค่าการส่งออกเมล็ดกาแฟของโลก)
- เวียดนาม (8.1%)
- สวิตเซอร์แลนด์ (7.7%)
- เยอรมนี (7.4%)
- โคลอมเบีย (6.9%) และส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟ (พิกัดศุลกากร 210111 และ 210112) เป็นปริมาณ 1.3 ล้านตัน เป็นมูลค่า 10,836.9 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 15.3%
ประเทศที่มีมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
- เยอรมนี (สัดส่วน 10.1% ของมูลค่าการส่งออกผลิตภัณฑ์กาแฟของโลก)
- บราซิล (8.9%)
- เวียดนาม (8.7%)
- สเปน (6.3%)
- อินโดนีเซีย (6.0%)
การค้ากาแฟของไทยไทยเป็นผู้นำเข้าสุทธิสินค้ากาแฟ (พิกัดศุลกากร 0901 210111 และ 210112) ในปี 2568 ทั้งการนำเข้าและส่งออกขยายตัว โดยไทยนำเข้าเป็นมูลค่า 703.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัว 58.92% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการนำเข้า 442.4 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 23,296.9 ล้านบาท แหล่งนำเข้าที่สำคัญ ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย สปป.ลาว อินโดนีเซีย และญี่ปุ่น และส่งออกเป็นมูลค่า 169.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ขยายตัว 10.19% จากปีก่อนที่มีมูลค่าการส่งออก 154.0 ล้านเหรียญสหรัฐ) หรือ 5,571.3 ล้านบาท ตลาดส่งออกที่สำคัญ ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว ออสเตรเลีย เมียนมา และฟิลิปปินส์
สมาคมกาแฟไทยให้ข้อมูลว่า ประเทศไทยได้พัฒนาบทบาทจากการเป็นผู้ผลิตกาแฟในอดีต มาสู่การเป็นผู้แปรรูปและส่งออกในปัจจุบัน และยังมีโอกาสที่จะก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางด้านการแปรรูปและส่งออกสำคัญของอาเซียน (Hub of ASEAN)
โดยนอกจากการใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพภายในประเทศแล้ว จะต้องปลดล็อกทางการค้าให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงเมล็ดกาแฟจากแหล่งผลิตที่หลากหลายทั่วโลก เพื่อให้สามารถสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์กาแฟที่มีรสชาติแปลกใหม่ สินค้ามีคุณภาพและราคาแข่งขันได้ ในตลาดโลก
สนค.ชี้แนวทางส่งเสริมส่งออกกาแฟไทย
นายนันทพงษ์ กล่าวเสริมว่า ในภาพรวมการค้าสินค้ากาแฟ เป็นโอกาสของไทยในการปรับกลยุทธ์ทางการค้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เช่น ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เยอรมนี และมาเลเซีย ที่ไม่ได้ปลูกกาแฟเป็นหลัก แต่เป็นผู้ส่งออกกาแฟอันดับต้น ๆ ของโลกได้ โดยมีบทบาทเป็นผู้แปรรูปและส่งออกกาแฟคั่วรวมทั้งผลิตภัณฑ์กาแฟ จึงเห็นว่าการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย จำเป็นจะต้องดำเนินการทบทวนกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมให้อุตสาหกรรมและการค้ากาแฟของไทยเติบโตและแข่งขันได้ โดยมีแนวทางสำคัญ ดังนี้
- การลดต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย
- รักษาสมดุลตลาดให้เกษตรกรไทยอยู่ได้ และคุ้มครองราคากาแฟของเกษตรกรไทยไม่ให้ถูกกดดันจากกาแฟนำเข้า
- ส่งเสริมการเพิ่มมูลค่าและการแปรรูป เน้นกาแฟคุณภาพ และสนับสนุนการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีเพื่อการแปรรูปที่ทันสมัย (การคั่ว การบด การบรรจุ และการผลิตกาแฟสำเร็จรูป) รวมทั้งพิจารณาจัดตั้งศูนย์กลางการแปรรูปและกระจายกาแฟในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและโลจิสติกส์
- ส่งเสริมการค้าที่ยั่งยืนและเป็นธรรม เช่น การผลิตกาแฟแบบลดคาร์บอน บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนส่งเสริมกลไกตลาดที่ทำให้เกษตรกรได้ราคาที่เป็นธรรม เช่น การทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การรับรองการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) เป็นต้น


