ไม่มีคู่ไม่เป็นไร! ขอรักตัวเองก่อน คนโสดกำลังเปลี่ยนโฉมตลาด
เดือนแห่งความรักยุคใหม่ คนโสดไม่รอความรักจากใคร แต่เลือกลงทุนกับตัวเอง ไลฟ์สไตล์นี้กำลังผลักเศรษฐกิจคนโสดให้กลายเป็นตลาดที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้
เมื่อเข้าสู่เดือนแห่งความรัก ภาพจำของหลายคนมักผูกกับดอกไม้ ช็อกโกแลต ร้านอาหาร หรือสถานที่ออกเดต ธุรกิจเหล่านี้คึกคักขึ้นทุกปี เพราะ “ความรัก” ถูกถ่ายทอดผ่านการใช้จ่ายและการสร้างประสบการณ์ร่วมกัน
แต่ในปีนี้ โพสต์ทูเดย์ ชวนมองความรักในอีกมุม ความรักที่ไม่ได้ผูกกับความสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่เริ่มต้นจากการให้คุณค่ากับตัวเอง และแนวคิดนี้เองกำลังผลักดันเทรนด์เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างเงียบ ๆ แต่ทรงพลัง นั่นคือ “Solo Economy” หรือเศรษฐกิจของการใช้ชีวิตคนเดียว
คนโสด = กำลังซื้อที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้
งานวิจัยจำนวนมากสะท้อนตรงกันว่า กลุ่มคนโสดหรือผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง ด้วยเหตุผลที่เรียบง่าย ไม่มีภาระครอบครัว เงินที่หามาได้จึงถูกใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความสุขให้ตนเอง พูดให้ชัดคือ “เปย์หนัก เพราะรักตัวเอง”
พฤติกรรมนี้กำลังทำให้ธุรกิจออกแบบสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตแบบเดี่ยวมากขึ้น โดยคำว่า “คนโสด” ในบริบทนี้ ไม่ได้หมายถึงผู้ที่ไม่มีคู่เท่านั้น แต่รวมถึงคนที่เลือกอยู่คนเดียวด้วยความสมัครใจ กลุ่มนี้มักถูกเรียกว่า SINK (Single Income, No Kids) ผู้มีรายได้คนเดียวและไม่มีภาระเรื่องบุตร ซึ่งมักจะให้ความสำคัญกับอิสระในการใช้ชีวิต มองความปลอดภัยและความสบายใจเป็นอันดับแรก ให้คุณค่ากับสุขภาพกายและสุขภาพจิตยอมจ่ายเพื่อประสบการณ์ ความสะดวกสบาย และการดูแลตัวเอง
ยกตัวอย่าง รูปแบบการใช้จ่ายจึงแตกต่างจากครัวเรือนทั่วไป โดยเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่
- ประสบการณ์ (Experience) ลงทุนกับการท่องเที่ยว คอนเสิร์ต หรือกิจกรรมเฉพาะทาง
- ความสะดวกสบาย (Convenience) ใช้บริการที่ช่วยลดภาระในชีวิตประจำวัน
- การดูแลตัวเอง (Self-care) ลงทุนกับสุขภาพ ความงาม และความผ่อนคลาย
สิ่งเหล่านี้กำลังกลายเป็นไลฟ์สไตล์กระแสหลักที่ธุรกิจต้องจับตา
4 หมวดธุรกิจที่เติบโตตามไลฟ์สไตล์คนโสด
1. บ้านและของใช้ พื้นที่เล็ก แต่คุณภาพชีวิตใหญ่
สำหรับผู้ที่อยู่คนเดียว บ้านคือพื้นที่ส่วนตัวที่ต้องทั้ง “พอดี” และ “คุ้มค่า” ความต้องการจึงมุ่งไปที่คอนโดขนาดกะทัดรัด เฟอร์นิเจอร์มัลติฟังก์ชัน เครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก รวมถึงบริการทำความสะอาดแบบรายครั้ง
ตัวอย่างที่ชัดคือ MUJI แบรนด์ที่ออกแบบสินค้าให้สอดคล้องกับชีวิตเรียบง่าย ใช้พื้นที่น้อย และสร้างความสงบ แม้ไม่ได้ระบุว่าทำสินค้าเพื่อคนโสดโดยตรง แต่ปรัชญา “No-brand Quality Goods” กลับตอบโจทย์ผู้ที่ใช้ชีวิตลำพังได้อย่างลงตัว ทั้งในแง่ฟังก์ชันและประสบการณ์ภายในร้านที่เน้นความเป็นส่วนตัว
2. อาหาร-เครื่องดื่ม การกินคนเดียวคือเรื่องปกติ
ภาพการนั่งกินข้าวคนเดียวที่เคยถูกมองว่าน่าเขิน กำลังกลายเป็นเรื่องธรรมดา ร้านอาหารยุคใหม่จึงออกแบบพื้นที่และเมนูสำหรับ Solo Dining โดยเฉพาะ
เกาหลีใต้ถือเป็นภาพสะท้อนชัดของการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภค จากสังคมที่เคยให้ความสำคัญกับการกินเป็นกลุ่ม ในอดีตร้านอาหารจำนวนไม่น้อยถึงขั้นไม่รับลูกค้าที่มาคนเดียว แต่เมื่อจำนวนคนโสดและผู้ที่อยู่อาศัยลำพังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจร้านอาหารจึงต้องปรับตัว
ร้านอาหารยุคใหม่เริ่มออกแบบพื้นที่รองรับลูกค้าที่มาคนเดียวโดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นเคาน์เตอร์บาร์หรือโต๊ะเดี่ยวที่จัดระยะห่างอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความเป็นส่วนตัว บางแห่งติดตั้งพาร์ติชันหรือฉากกั้นเตี้ย ช่วยลดความรู้สึกกดดันและทำให้การรับประทานอาหารคนเดียวกลายเป็นประสบการณ์ที่ผ่อนคลาย
สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับตัวดังกล่าวไม่ได้ตอบโจทย์เพียงด้านการใช้งาน แต่ยังสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้บริโภคที่ต้องการใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ส่งผลให้อุตสาหกรรมร้านอาหารในเกาหลีใต้เติบโตอย่างมั่นคง โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงานและคนรุ่นใหม่
ขณะเดียวกันอาหาพร้อมทาน และอาหารออนไลน์ ได้กลายเป็นหนึ่งในธุรกิจดาวรุ่ง แม้เศรษฐกิจมีช่วงชะลอตัว แต่พฤติกรรมการสั่งอาหารผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลยังขยายตัวต่อเนื่อง โดยข้อมูลไตรมาสแรกปี 2567 ระบุว่า มูลค่าการขายอาหารออนไลน์ในเกาหลีใต้แตะ 26,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อน และสูงกว่าช่วงก่อนโควิดปี 2562 ถึง 179%
สำหรับในประเทศไทย มีหลายธุรกิจร้านอาหารก็เริ่มปรับตัวในทิศทางเดียวกัน ขอตัวอย่างเช่น บาร์บีคิวพลาซ่าที่ออกแบบโต๊ะเดี่ยวและเมนู Solo Set ปริมาณเหมาะสม ราคาจับต้องได้ ช่วยลด Food Waste และลดแรงกดดันทางสังคมของลูกค้าที่ต้องการรับประทานอาหารคนเดียว
3. การท่องเที่ยว ไปคนเดียว คือการให้เวลากับตัวเอง
คำว่า “ไปคนเดียวก็ได้” ไม่ใช่คำปลอบใจอีกต่อไป แต่เป็นพฤติกรรมจริงของคนวัยทำงานที่ต้องการพักจากความวุ่นวาย ทริปนักเดินทางเดี่ยว เวิร์กช็อปเฉพาะทาง คาเฟ่ ร้านหนังสือ หรือ Yoga Retreat กลายเป็นกิจกรรมยอดนิยม เพราะเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเองอย่างเต็มที่
4. สุขภาพและการดูแลตัวเอง ลงทุนเพื่อชีวิตระยะยาว
สำหรับคนที่ใช้ชีวิตลำพัง สุขภาพคือเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ การป้องกันจึงสำคัญกว่าการรักษา ตลาดจึงเห็นการเติบโตของฟิตเนสส่วนตัว โค้ชสุขภาพ ประกันเฉพาะบุคคล บริการดูแลสัตว์เลี้ยง เพราะสัตว์เลี้ยงกลายเป็น “เพื่อนร่วมชีวิต” ที่คนโสดจำนวนมากพร้อมทุ่มเททุกอย่างให้ ไปจนถึงสินค้า Self-care อย่างสกินแคร์ เทียนหอม และสปา ที่ตอบโจทย์การดูแลทั้งกายและใจ
Solo Wedding เมื่อความรักเริ่มต้นจากตัวเอง
อีกหนึ่งปรากฏการณ์ที่สะท้อนกระแสรักตัวเองอย่างชัดเจนคือ “Solo Wedding” แต่งงานกับตัวเอง เทรนด์จากต่างประเทศที่ไม่ได้เป็นเพียงสีสันของคนโสด แต่คือการประกาศคุณค่าของการอยู่กับตัวเองอย่างภาคภูมิ ว่าความสุขไม่จำเป็นต้องมีคู่เป็นเงื่อนไขเสมอไป
ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแนวคิดนี้อย่างจริงจัง ธุรกิจท่องเที่ยวและสตูดิโอถ่ายภาพได้ออกแบบแพ็กเกจ Solo Wedding แบบครบประสบการณ์
ตัวอย่างเช่นบริการที่รวมการเลือกชุดเจ้าสาว ช่อดอกไม้ และการจัดแต่งทรงผมเฉพาะบุคคล พร้อมกิจกรรมเสริมอย่างการนั่งรถลีมูซีน เข้าพักโรงแรม และถ่ายภาพเป็นอัลบั้มที่ระลึก บางแพ็กเกจยังผสานการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เช่น การเยี่ยมชมแหล่งมรดกโลก เพื่อยกระดับประสบการณ์ให้กลายเป็นช่วงเวลาพิเศษของชีวิต
แก่นของแนวคิดนี้คือการเฉลิมฉลองความสำเร็จและการให้คุณค่ากับตัวเอง เป็นการยืนยันว่า “เราสามารถมีความสุขได้ด้วยตัวเอง” โดยไม่ต้องยึดติดกับรูปแบบความสัมพันธ์แบบเดิม
คนโสด คือทิศทางใหม่ของตลาด
Solo Economy สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ลึกกว่าพฤติกรรมการใช้จ่าย มันคือการยอมรับว่าความสุขสามารถเริ่มต้นจากตัวเอง และสำหรับธุรกิจ นี่ไม่ใช่แค่โอกาสในการขาย แต่คือการออกแบบประสบการณ์ที่เข้าใจชีวิตแบบ “อยู่คนเดียว” อย่างแท้จริง คำถามจึงไม่ใช่ว่า คนโสดต้องการอะไร แต่คือ ธุรกิจจะสร้างอะไรเพื่อให้ผู้คนรักตัวเองได้ดีขึ้น
Source : Bangkokbanksme , กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ , https://www.ndtv.com/feature/japan-solo-wedding-trend-a-wedding-without-the-bridegroom-6061009


