posttoday

ZUS Coffee จากคีออสเล็กๆ สู่เชนร้านกาแฟใหญ่สุดในมาเลเซีย

06 กุมภาพันธ์ 2569

จากคีออสเล็กๆ สู่เชนกาแฟพันสาขา สูตรโต ZUS Coffee แบรนด์จากมาเลเซีย ทำยังไงถึงโตแรง ขยายสาขาแซงหน้ายักษ์ใหญ่อย่างสตาบัคได้ในประเทศ

KEY

POINTS

  • จากคีออสเล็ก ๆ ที่ก่อตั้งโดยสตาร์ทอัพ  ZUS COFFEE แบรนด์จากมาเลเซีย ภายในไม่กี่ปีขยายสาขาแซงหน้ายักษ์ใหญ่ ขึ้นแท่นเชนกาแฟที่ใหญ่สุดในประเทศ
  • โมเดลธุรกิจขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีนำ 
  • เร่งขยายตลาดอาเซียน หลังขยายครบ 1,000 สาขา รวมในบ้านเกิด ปรับเมนูตามตลาดท้องถิ่น ความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคแต่ละประเทศ

 

ในโลกที่กาแฟกลายเป็นมากกว่าเครื่องดื่ม แต่คือ “ไลฟ์สไตล์” และ “กิจวัตรประจำวัน” การเกิดขึ้นของแบรนด์ใหม่ ๆ มักถูกมองว่าเป็นเรื่องท้าทาย โดยเฉพาะเมื่อสนามแข่งขันเต็มไปด้วยยักษ์ใหญ่ระดับโลก 

 

การเติบโตของ ZUS COFFEE (ซุส คอฟฟี่) จากมาเลเซีย เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจของแบรนด์กาแฟท้องถิ่น ที่สามารถเร่งขยายสาขาได้อย่างรวดเร็ว และยืนหยัดแข่งขันกับผู้เล่นระดับโลกได้อย่างแข็งแกร่ง

 

ล่าสุด ZUS COFFEE เปิดตัวในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ พร้อมตั้งเป้าขยาย 50 สาขาภายในปี 2569 นี่ไม่ใช่เพียงการเปิดร้านกาแฟเพิ่มอีกหนึ่งแบรนด์ แต่คือการเดินเกมเชิงกลยุทธ์ของบริษัทที่เพิ่งขยายสาขาครบ 1,000 แห่งทั่วภูมิภาคอาเซียนในปี 2568 ตัวเลขที่สะท้อนความเร็วในการเติบโตระดับ “สตาร์ทอัพสายจรวด”

ZUS COFFEE รุกไทย! ปักหมุด 50 สาขาปี 69 ชูเทคโนโลยีนำธุรกิจ

 

จากคีออส 19 ตารางเมตร สู่เชนกาแฟอันดับหนึ่งในมาเลเซีย

เรื่องราวของ ZUS COFFEE (บริษัท Zuspresso (M) Sdn. Bhd.) เริ่มต้นปลายปี 2019 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ Ian Chua และ Venon Tian ผู้มีพื้นฐานด้านสตาร์ทอัพและเทคโนโลยี เปิดตัวครั้งแรกในรูปแบบคีออสขนาดเพียง 19 ตารางเมตร ที่ Binjai 8, KLCC ก่อน

 

แต่สิ่งที่แตกต่างคือ พวกเขาเปิดตัวแอปพลิเคชัน ZUS App ตั้งแต่วันแรกบริการสั่งซื้อและรับส่ง ก่อนเปิดร้านจริง ด้วยแนวคิด “online-first” ทำให้ลูกค้าสามารถสั่งล่วงหน้า รับสินค้าแบบไม่ต้องสัมผัส และสะสมแต้มได้ทันที โมเดลนี้ กลายเป็นข้อได้เปรียบช่วงโควิด ช่วงต้องเว้นระยะห่าง เพราะวางรากฐานการเติบโตแบบดิจิทัลตั้งแต่ต้น

Credit : ZUS COFFEE THAILAND

ภายในเวลาไม่กี่ปี ZUS Coffee จำหน่ายกาแฟไปแล้วกว่า 39 ล้านแก้ว สร้างฐานแฟนลูกค้าที่เรียกว่า “ZUSsies” และขยายสาขาทั่วมาเลเซียอย่างรวดเร็ว จนต้นปี 2024 สามารถแซง Starbucks ขึ้นเป็นเชนกาแฟที่มีสาขามากที่สุดในประเทศ ด้วย 743 สาขา เทียบกับ 320 สาขาของคู่แข่งระดับโลก

 

ตัวเลขรายได้สะท้อนการเติบโตแบบก้าวกระโดด จาก 15.7 ล้านริงกิต (ประมาณ 125.6 ล้านบาท) ในปี 2021 เพิ่มเป็นกว่า 200 ล้านริงกิต (ประมาณ 1,600 ล้านบาท)ในปี 2023 ขณะที่กำไรสุทธิเพิ่มจากหลักแสนสู่หลักสิบล้านริงกิต ยิ่งตอกย้ำศักยภาพของโมเดลธุรกิจ

 

คีย์ซักเซส เทคโนโลยี + ราคาเข้าถึงง่าย + เมนูที่เข้าใจพื้นที่

 

1.ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี  หัวใจของ ZUS COFFEE คือการเป็นแบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (data-led brand) โดยกว่า 70% มาจากการสั่งซื้อผ่านแอป ทั้ง pickup และ delivery แอปของแบรนด์ไม่ได้เป็นเพียงช่องทางสั่งซื้อ แต่คือระบบที่ใช้ Big Data และ AI วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อนำไปพัฒนาเมนูและประสบการณ์ที่ตรงใจลูกค้า

 

2.ตั้งราคาเข้าถึงง่าย ZUS วางตำแหน่งราคากลาง ๆ ระหว่างกาแฟร้านสะดวกซื้อกับกาแฟพรีเมียมตั้งราคาขายอยู่ระหว่างกาแฟร้านสะดวกซื้อราว 5 ริงกิต (ประมาณ 40 บาท) ไปจนถึงกาแฟพรีเมียมราว 11 ริงกิต (ประมาณ 88 บาท) ขึ้นไป ทำให้ specialty coffee กลายเป็นสินค้าที่คนเข้าถึงได้ทุกวัน ไม่ใช่สินค้าราคาหรูเกินที่จะเอื้อมได้ ถูกกว่าสตาร์บัคส์ 20% 

 

3.ปรับเมนูตอบโจทย์คนในแต่ละประเทศ อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการ “localise” เมนูให้เข้ากับรสนิยมแต่ละประเทศ เช่น Gula Melaka Latte ในมาเลเซีย หรือ Purple Yam Coffee ในฟิลิปปินส์ สำหรับตลาดไทย เมนูอย่าง Spanish Latte, Buttercrème และ Seasalt Brown Sugar ถูกวางเป็นตัวชูโรง เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับรสชาติพรีเมียมแต่เข้าถึงง่าย

 

Venon Tian ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการกลุ่ม ZUS COFFEE อธิบายว่า เทคโนโลยีช่วยให้แบรนด์เข้าใจรสนิยมท้องถิ่นได้ลึกขึ้น ขณะเดียวกันก็รักษามาตรฐานคุณภาพได้แม้ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว

 

 มุ่งเป้าแบรนด์ระดับภูมิภาค 

ที่ผ่านมา ZUS ได้ขยายการเติบโตออกนอกมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง โดยฟิลิปปินส์ถือเป็นหนึ่งในตลาดต่างประเทศหลักที่แบรนด์เข้าไปปักหมุดตั้งแต่ระยะแรก และมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สิงคโปร์ถูกวางเป็นตลาดยุทธศาสตร์ด้านภาพลักษณ์และการรับรู้แบรนด์ ส่วนบรูไนและอินโดนีเซียอยู่ในแผนขยายสาขาต่อเนื่องเช่นกัน สะท้อนความตั้งใจของบริษัทในการครอบคลุมภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้ได้มากที่สุดในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า

Credit : ZUS COFFEE THAILAND

ทั้งนี้ การขยายธุรกิจได้รับแรงหนุนจากเงินลงทุนใหญ่ราว 250 ล้านริงกิต จากกลุ่มนักลงทุนระดับภูมิภาค เพื่อนำไปใช้ขยายสาขาและต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น เครื่องดื่มพร้อมดื่ม (FMCG) สะท้อนวิสัยทัศน์การเติบโตที่ไม่จำกัดอยู่เพียงหน้าร้าน ตามปรัชญาของแบรนด์  “ZUS Coffee is a Necessity, not a Luxury.” กาแฟคุณภาพควรเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และต้องการสร้างระบบนิเวศธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจร

 

ไทย ตลาดยุทธศาสตร์ของการเติบโตระดับภูมิภาค

การเข้าสู่ตลาดไทยถือเป็นก้าวสำคัญในแผนขยายอาเซียน จากช่วงแรก ๆ เปิด 2 สาขาที่อารีย์และอโศก แต่ปัจจุบันเปิดดำเนินการแล้ว 15 สาขา พร้อมตั้งเป้า 50 สาขาภายในปี 2569 

 

โดยรวมแล้ว ZUS วางแผนที่จะขยายการเข้าถึงทั้งหมดเป็น 1300 ร้านภายในสิ้นปี 2026 รวมถึงการเพิ่มร้านใหม่หลักร้อยสาขาในตลาดบ้านเกิดของมาเลเซีย

 

นอกจากสินค้า ZUS ยังเน้นการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน ผ่านการจัดหาวัตถุดิบท้องถิ่น การจ้างงาน และความร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ เพื่อให้แบรนด์เติบโตไปพร้อมระบบนิเวศทางธุรกิจ

 

นักวิเคราะห์มองว่า ความสำเร็จของ ZUS COFFEE ในการขยายตลาดต่างประเทศเกิดจากการผสมผสานระหว่างราคาที่เข้าถึงได้ เทคโนโลยี และการปรับตัวเชิงวัฒนธรรม แบรนด์เลือกพัฒนาเมนูเฉพาะตลาด เช่น เครื่องดื่มที่สะท้อนวัตถุดิบหรือรสนิยมท้องถิ่น เพื่อสร้างความเชื่อมโยงกับผู้บริโภคในแต่ละประเทศ กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทสามารถยืนหยัดในตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมาก และรักษาอัตราการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

ZUS Coffee จากคีออสเล็กๆ สู่เชนร้านกาแฟใหญ่สุดในมาเลเซีย

กรณีศึกษาจาก ZUS Coffee

กรณีของ ZUS Coffee สะท้อนภาพชัดเจนว่า “ความเข้าใจผู้บริโภค + เทคโนโลยี + การปรับตัวเชิงวัฒนธรรม” สามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน แม้ต้องเผชิญแบรนด์ระดับโลก การเติบโตของ ZUS ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของจำนวนสาขา แต่คือโมเดลธุรกิจที่ออกแบบมาเพื่อยุคดิจิทัล และยึดโยงกับผู้บริโภคท้องถิ่น

 

Source : TheStar, Global Coffee Report, Marketing-Interactive, malaymail

 

ข่าวล่าสุด

จากของเสียสู่พลังงานทดแทนเตาเผา ซีเมนต์ TCMA มุ่งสู่ Net Zero 2050