สหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเกมค้าโลก กดดัน SME เตือน 15 กลุ่มสินค้าเสี่ยงสูง
แนะเร่งใช้ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล ขยายตลาดใหม่ เสริมความแกร่งตามแนวคิด Reinvent Thailand ผ่านความร่วมมือรัฐ–เอกชน
ภวิกา กล้าหาญ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ปี 2025 นี้ นับเป็นปีที่ภาคการค้าโลกต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากมาตรการจัดระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ รวมทั้งเข้มงวดต่อการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อลดการขาดดุลการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ในอัตรา 19% กับสินค้าของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ พร้อมทั้งมีข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนในการซื้อขายสินค้ากลุ่มเกษตร พลังงาน และการบิน
การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นแรงกดดันสำคัญต่อรายได้ของภาคการส่งออกไทย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 โดยในช่วงปี 2022-2024 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี การปรับขึ้นของภาษีนำเข้าไม่เพียงเพิ่มต้นทุน แต่ยังท้าทายขีดความสามารถของผู้ส่งออกไทย
โดยเฉพาะ SME ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจำกัด มีฐานะทางการเงินอ่อนแอ และต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ความท้าทายนี้จึงอาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและการขยายตลาดในระยะยาว
ภาคการส่งออกมีบทบาทสำคัญกับเศรษฐกิจ SME ไทย มีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท/ปี คิดเป็น 18% ของ GDP SME และมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็น 18% ของมูลค่าส่งออก SME ทั้งหมด โดยสินค้าหลักของ SME ไทยในตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูงและกำลังเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ เกิน 60% หลายรายการถูกจัดเก็บภาษีเฉลี่ย 20–30% หรือสูงกว่า
ผู้ส่งออก SME ใน 15 จาก 31 กลุ่มสินค้าหลักที่ SME ส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น สินค้าในหมวดวัสดุตกแต่งและอุปกรณ์ที่ใช้ในอาคาร ของใช้ทั่วไป เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกราว 24,000 ล้านบาท/ปี ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางสูงถึงเปราะบางสูงสุด เนื่องจาก 1) SME พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากกว่า 20% 2) สินค้าไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ต่ำ(ไม่เกิน 30%) ทำให้อำนาจต่อรองมีจำกัด และ 3) Gross Profit Margin ไม่เพียงพอที่จะรองรับภาษีส่วนเพิ่มได้ทั้งหมด
สินค้า 15 กลุ่มข้างต้นมีมูลค่าส่งออกในปี 2024 รวมกันกว่า 678 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 23,723 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน หากจำแนกเป็นหมวดสินค้า จะพบว่าหมวดที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด คือ วัสดุตกแต่งและอุปกรณ์ที่ใช้ในอาคาร อย่างหินสังเคราะห์สำหรับตกแต่งอาคาร พลาสติกปูพื้นและผนัง
รวมทั้งโคมไฟและหลอดไฟ รองลงมาคือหมวดของใช้ทั่วไป อย่างเครื่องหอม กระเป๋าเดินทาง กระติกสูญญากาศและส่วนประกอบ ของใช้ในบ้านที่ทำจากอะลูมิเนียม รวมทั้งถุงและกระสอบพลาสติก นอกจากนี้ยังกระจายอยู่ในสินค้าหมวดอื่นๆ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โลหะ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอาหาร เป็นต้น
นอกจากนี้ยังมีสินค้าหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกระบุเป็น Transshipment จากการเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มใช้วัตถุดิบในภูมิภาคหรือในประเทศในสัดส่วนที่ต่ำ สะท้อนถึงความเสี่ยงส่วนเพิ่มของสินค้าหลักที่ SME ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และความเปราะบางด้านโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ SME ไทย
การเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการใช้วัตถุดิบในประเทศ ควบคู่กับการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแหล่งกำเนิดของสินค้าไทยในกลุ่มอื่นๆ ด้วย
SME ไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน เพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนภาษี ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ ขณะเดียวกันต้องต่อยอดด้วยการพัฒนานวัตกรรมสินค้ายกระดับมาตรฐานสากล และขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่มการใช้วัตถุดิบและการผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย สอดคล้องกับ Reinvent Thailand ที่มุ่งเสริมศักยภาพ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน


