posttoday
สหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเกมค้าโลก กดดัน SME เตือน 15 กลุ่มสินค้าเสี่ยงสูง

สหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเกมค้าโลก กดดัน SME เตือน 15 กลุ่มสินค้าเสี่ยงสูง

29 มกราคม 2569

แนะเร่งใช้ดิจิทัลและระบบอัตโนมัติ ลดต้นทุนการผลิต พัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล ขยายตลาดใหม่ เสริมความแกร่งตามแนวคิด Reinvent Thailand ผ่านความร่วมมือรัฐ–เอกชน

ภวิกา กล้าหาญ ศูนย์วิจัย Krungthai COMPASS เปิดเผยว่า ปี 2025 นี้ นับเป็นปีที่ภาคการค้าโลกต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ จากมาตรการจัดระเบียบการค้าใหม่ของสหรัฐฯ ที่มีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าหลายรายการ รวมทั้งเข้มงวดต่อการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อลดการขาดดุลการค้าและปกป้องอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญของสหรัฐฯ โดยสหรัฐฯ เก็บภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff)  ในอัตรา 19% กับสินค้าของไทยที่ส่งออกไปสหรัฐฯ พร้อมทั้งมีข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนในการซื้อขายสินค้ากลุ่มเกษตร พลังงาน และการบิน

การปรับขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เป็นแรงกดดันสำคัญต่อรายได้ของภาคการส่งออกไทย ซึ่งมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 โดยในช่วงปี 2022-2024 ไทยมีมูลค่าการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ เฉลี่ยสูงถึง 5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ/ปี การปรับขึ้นของภาษีนำเข้าไม่เพียงเพิ่มต้นทุน แต่ยังท้าทายขีดความสามารถของผู้ส่งออกไทย

โดยเฉพาะ SME ที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างจำกัด มีฐานะทางการเงินอ่อนแอ และต้องรับแรงกดดันจากต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่แล้ว ความท้าทายนี้จึงอาจกระทบต่อความสามารถในการรักษาอัตรากำไรและการขยายตลาดในระยะยาว

ภาคการส่งออกมีบทบาทสำคัญกับเศรษฐกิจ SME ไทย มีมูลค่ากว่า 1.2 ล้านล้านบาท/ปี คิดเป็น 18% ของ GDP SME และมีสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกอันดับ 1 คิดเป็น 18% ของมูลค่าส่งออก SME ทั้งหมด โดยสินค้าหลักของ SME ไทยในตลาดสหรัฐฯ ส่วนใหญ่พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ในระดับสูงและกำลังเผชิญอัตราภาษีนำเข้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ เกิน 60% หลายรายการถูกจัดเก็บภาษีเฉลี่ย 20–30% หรือสูงกว่า

สหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเกมค้าโลก กดดัน SME เตือน 15 กลุ่มสินค้าเสี่ยงสูง

ผู้ส่งออก SME ใน 15 จาก 31 กลุ่มสินค้าหลักที่ SME ส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น สินค้าในหมวดวัสดุตกแต่งและอุปกรณ์ที่ใช้ในอาคาร ของใช้ทั่วไป เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ ซึ่งมีมูลค่าส่งออกราว 24,000 ล้านบาท/ปี ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเปราะบางสูงถึงเปราะบางสูงสุด เนื่องจาก 1) SME พึ่งพาตลาดสหรัฐฯ มากกว่า 20% 2) สินค้าไทยมีส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐฯ ต่ำ(ไม่เกิน 30%) ทำให้อำนาจต่อรองมีจำกัด และ 3) Gross Profit Margin ไม่เพียงพอที่จะรองรับภาษีส่วนเพิ่มได้ทั้งหมด

สหรัฐฯ จุดเปลี่ยนเกมค้าโลก กดดัน SME เตือน 15 กลุ่มสินค้าเสี่ยงสูง

สินค้า 15 กลุ่มข้างต้นมีมูลค่าส่งออกในปี 2024 รวมกันกว่า 678 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือ 23,723 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 11% ของมูลค่าการส่งออกไปยังสหรัฐฯ ในปีเดียวกัน หากจำแนกเป็นหมวดสินค้า จะพบว่าหมวดที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด คือ วัสดุตกแต่งและอุปกรณ์ที่ใช้ในอาคาร อย่างหินสังเคราะห์สำหรับตกแต่งอาคาร พลาสติกปูพื้นและผนัง

รวมทั้งโคมไฟและหลอดไฟ รองลงมาคือหมวดของใช้ทั่วไป อย่างเครื่องหอม กระเป๋าเดินทาง กระติกสูญญากาศและส่วนประกอบ ของใช้ในบ้านที่ทำจากอะลูมิเนียม รวมทั้งถุงและกระสอบพลาสติก นอกจากนี้ยังกระจายอยู่ในสินค้าหมวดอื่นๆ อาทิ เฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โลหะ ชิ้นส่วนรถยนต์ และอาหาร เป็นต้น

นอกจากนี้ยังมีสินค้าหลายกลุ่มที่มีความเสี่ยงถูกระบุเป็น Transshipment จากการเป็นสินค้าที่มีแนวโน้มใช้วัตถุดิบในภูมิภาคหรือในประเทศในสัดส่วนที่ต่ำ สะท้อนถึงความเสี่ยงส่วนเพิ่มของสินค้าหลักที่ SME ส่งออกไปยังสหรัฐฯ และความเปราะบางด้านโครงสร้างห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ SME ไทย

การเพิ่มสัดส่วนการผลิตและการใช้วัตถุดิบในประเทศ ควบคู่กับการมีระบบตรวจสอบย้อนกลับที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ จึงเป็นแนวทางสำคัญเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว และยังสร้างความน่าเชื่อถือให้กับแหล่งกำเนิดของสินค้าไทยในกลุ่มอื่นๆ ด้วย

SME ไทยควรเร่งยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน เพื่อลดแรงกดดันจากต้นทุนภาษี ด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและระบบอัตโนมัติมาใช้ ขณะเดียวกันต้องต่อยอดด้วยการพัฒนานวัตกรรมสินค้ายกระดับมาตรฐานสากล และขยายตลาดใหม่ๆ เพิ่มการใช้วัตถุดิบและการผลิตในประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและสร้างความแตกต่างให้กับสินค้าไทย สอดคล้องกับ Reinvent Thailand ที่มุ่งเสริมศักยภาพ SME ให้เติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน