posttoday

เปิดเหตุผล “เดนทิสเต้” จับมือ “ลิซ่า” ปีที่ 4 โปรโมทแบรนด์ 3 ประเทศ

18 มกราคม 2569

เปิดเหตุผล “เดนทิสเต้” จับมือ “ลิซ่า” ปีที่ 4 โปรโมทแบรนด์พร้อมกัน 3 ประเทศ “ไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส” วางหมากขยายตลาดให้ครบ 30 ประเทศ ลุยโมเดล Subscription 1 ล้านสมาชิก

หากเอ่ยชื่อ “เดนทิสเต้” (DENTISTE’) ภาพแรกในความทรงจำของผู้บริโภคไทยจำนวนไม่น้อย คือ ยาสีฟันก่อนนอน หรือแม้แต่แบรนด์ที่หลายคนเข้าใจว่าเป็นสินค้าต่างชาติ ทั้งที่ความจริงแล้ว เบื้องหลังเป็นแบรนด์สัญชาติไทยแท้ ที่ก่อตั้งและบ่มเพาะมายาวนานโดย เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุลกรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้ผลิตทั้งเดนทิสเต้และสมูทอี

 

เส้นทางของเดนทิสเต้ไม่ใช่การเติบโตแบบหวือหวาในชั่วข้ามคืน แต่เป็นการเดินอย่างมั่นคง จากแบรนด์ไทยที่เริ่มต้นในตลาดเฉพาะกลุ่ม ค่อย ๆ ขยายภาพลักษณ์สู่ความเป็นพรีเมียม จนได้รับการยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศ

 

โดยเฉพาะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ที่เดนทิสเต้ตัดสินใจดึง “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล” ศิลปินระดับโลกชาวไทย มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ ความร่วมมือที่เริ่มจากความเชื่อมั่น ค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นพลังทางการตลาดที่จับต้องได้ เดนทิสเต้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในยาสีฟันขายดีอันดับต้น ๆ และสร้างปรากฏการณ์ด้วยการครองตำแหน่ง No.1 หมวดยาสีฟัน ใน Olive Young ประเทศเกาหลีใต้ ท่ามกลางการแข่งขันดุเดือดกับแบรนด์ท้องถิ่น

 

ปี 2569 จากผู้นำในไทย สู่เป้าหมายเบอร์หนึ่งพรีเมียมเอเชีย

 

ในปี 2569 เดนทิสเต้ประกาศทิศทางธุรกิจตั้งเป้าขยับจาก “ผู้นำตลาดพรีเมียมในประเทศไทย” สู่การเป็น "ผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชีย" โดยหัวใจสำคัญยังคงเป็นการสานต่อความร่วมมือกับลิซ่าอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4

 

ศิวกร พิทยานุกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด อธิบายว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหาสินค้าที่ให้เพียง “ฟันขาว” อีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน หรือ Proactive Wellness มากขึ้น

 

แนวคิดนี้นำไปสู่การเปิดตัว Dentiste’ Premium Care 2026 ยาสีฟันนวัตกรรม 10 in 1 ที่รวมการดูแลเหงือกและฟันไว้ในหลอดเดียว ผสาน Postbiotics, Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยลดปัญหาเลือดออกตามไรฟัน เหงือกอักเสบ แผลในปาก พร้อมยับยั้งแบคทีเรียนานถึง 12 ชั่วโมง ขณะเดียวกัน ยังต่อยอดพอร์ตด้วย Dentiste’ Premium Mouth Spray Extra Fresh สูตรเข้มข้น เพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองที่ต้องการความมั่นใจตลอดวัน

 

เปิดเหตุผล “เดนทิสเต้” จับมือ “ลิซ่า” ปีที่ 4 โปรโมทแบรนด์ 3 ประเทศ

 

เหตุผล “ลิซ่า” ร่วมโปรโมทปีที่ 4 

เภสัชกร ดร.แสงสุข กล่าวถึงเหตุผลการดึงลิซ่าร่วมโปรโมทเป็นปีที่ 4 ว่า ลิซ่าเป็นแรงบันดาลใจด้านความมั่นใจและการไม่ยอมแพ้ เป็นคนไทยที่มองเห็นตัวตนของตนเองอย่างชัดเจน และเป็นบุคคลที่ตนพร้อมสนับสนุนมาโดยตลอด

 

“สิ่งที่เรามีเหมือนกัน คือความเป็นพรีเมียมและความมั่นใจ ความเชื่อมั่นในตัวเองเป็นพลังที่สำคัญมาก แต่ก็ใช้พลังเยอะ ถ้าไม่แข็งแรงจริงก็ไปไม่ไหว”

 

แนวคิดการสร้างแบรนด์ของเดนทิสเต้จึงไม่ใช่แค่การขายสินค้า แต่คือการสร้างประสบการณ์และโมเมนต์ที่ดีให้กับผู้บริโภค ภายใต้แนวคิด “Your Best Me”การช่วยให้ผู้คนมีความมั่นใจและประสบความสำเร็จในแบบของตัวเอง

 

เภสัชกร ดร.แสงสุข ยังเล่าย้อนประสบการณ์เคยถามลิซ่า แทนแฟนคลับว่า อะไรคือกุญแจความสำเร็จโดยไม่มี “โพย”

 

คำตอบของลิซ่ามีเพียงสองข้อ หนึ่งเชื่อมั่นในตัวเอง และสอง Never give up

 

คำตอบนั้นสะท้อนประสบการณ์ชีวิตของเภสัชกร ดร.แสงสุข เอง ช่วงเริ่มต้นทำธุรกิจที่ล้มเหลวต่อเนื่อง 3–4 ปี จนถูกแนะนำให้เลิก แต่เลือกไม่ยอมแพ้

 

“ผมบอกตัวเองว่า ถ้าชาตินี้ทำไม่สำเร็จ ชาติหน้าก็จะทำต่อ แต่สุดท้ายพอเข้าปีที่ 5 ทุกอย่างก็เริ่มเกิดขึ้น ถ้าผมยอมเลิกไปตั้งแต่ปีที่ 4 มันก็จะไม่มีวันนี้”

 

เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล และศิวกร พิทยานุกูล

ลุย 3 ประเทศ ขยายตลาดพรีเมียมเอเชีย

เภสัชกร ดร.แสงสุข เผยอีกว่า ปีนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ลิซ่าจะทำหน้าที่พรีเซนเตอร์ให้เดนทิสเต้พร้อมกัน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นตลาดพรีเมียมที่เติบโตสูงและมีฐานแฟนคลับลิซ่าแข็งแรง 

 

บริษัทจะทำตลาดเชิงรุกในสิงคโปร์และฟิลิปปินส์มากขึ้น โดยตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในสิงคโปร์มีมูลค่า 115 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2568 เติบโต 1.07% จากปี 2567 นอกจากนี้ประชากรสิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีนวัตกรรมมากๆ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ของเดนทิสเต้ จะมีวางทุกเชลฟ์ในสิงคโปร์ 

   

สำหรับฟิลิปปินส์ มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากโดยรวมในอยู่ที่ประมาณ 110 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เติบโต 4.45% โดยเฉพาะตลาดพรีเมียมที่เติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ เดนทิสเต้ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาด 5–10% 

 

นอกจากนี้สาเหตุที่จะขยายตลาดในฟิลิปปินส์มากขึ้นเพราะคู่แข่งน้อย และมีแฟนคลับลิซ่ามากเป็นลำดับต้นๆ ในเอเชีย อาจจะมากกว่าไทยด้วยซ้ำ ขณะเดียวกันผู้บริโภคทั้งไทย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ก็มีจุดที่เหมือนกันคือต้องการสินค้าเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น และคาดว่ารายได้จากสองประเทศนี้จะเพิ่มขึ้นเท่าตัวภายใน 12 เดือน

 

จากอาเซียน สู่ลาตินอเมริกา แอฟริกา และยุโรป

ผู้บริหารเดนทิสเต้เปิดเผยว่า ปัจจุบันแบรนด์วางจำหน่ายแล้วใน 27 ประเทศทั่วโลก โดยมี 3 ตลาดหลักสำคัญ ได้แก่ เกาหลีใต้ ซึ่งครองอันดับหนึ่ง ตามด้วย ประเทศไทย และ ญี่ปุ่น ตามลำดับ และในปีนี้ เดนทิสเต้เตรียมเร่งขยายการเข้าถึงตลาดใหม่ในรูปแบบการนำสินค้าเข้าไปจำหน่าย โดยมีสหรัฐอเมริกา เป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญ

 

สำหรับตลาดสหรัฐฯ คิดว่าไม่น่ายากมาก แบรนด์มุ่งเจาะกลุ่มชาวเกาหลีในอเมริกาซึ่งมีประชากรราว 5 ล้านคน ควบคู่กับกลุ่มชาวเม็กซิกันกว่า 30 ล้านคน ที่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารรสจัด ทำให้ผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากของเดนทิสเต้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยผู้บริหารมองว่าโอกาสทางการตลาดเปิดกว้างมากขึ้นอย่างชัดเจน หลังการมี ลิซ่า เป็นพรีเซนเตอร์ช่วยยกระดับการรับรู้แบรนด์ในระดับสากล

เปิดเหตุผล “เดนทิสเต้” จับมือ “ลิซ่า” ปีที่ 4 โปรโมทแบรนด์ 3 ประเทศ

นอกจากนี้ยังตั้งเป้าเพิ่มจำนวนประเทศที่วางจำหน่ายเป็น 30–35 ประเทศโดยเล็งขยายสู่ตลาดใหม่ใน ลาตินอเมริกา แอฟริกา และยุโรป แม้บางประเทศในแอฟริกายังต้องพิจารณาปัจจัยด้านความไม่สงบและเสถียรภาพทางการเมืองเป็นพิเศษ

 

เภสัชกร ดร.แสงสุข กล่าวเพิ่มเติมว่า ความแข็งแกร่งของเดนทิสเต้อยู่ที่การตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดพรีเมียม ซึ่งมีแนวโน้มยอมจ่ายมากขึ้นเพื่อเลือกสิ่งที่ดีกว่า เนื่องจากตระหนักว่าค่ารักษาทางทันตกรรมมีต้นทุนสูงกว่าค่าผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากหลายเท่า ส่งผลให้แม้ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว แบรนด์ยังคงได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เพราะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อยังคงเชื่อมั่นในคุณภาพ

 

ทั้งนี้ตนพร้อมด้วยนักธุรกิจและแบรนด์สินค้าไทยหลายราย อยู่ระหว่างการลงพื้นที่สำรวจตลาดและหาโอกาสขยายเดนทิสเต้สู่ ลาตินอเมริกา ในเร็ว ๆ นี้ ภายหลังจากเริ่มวางกลยุทธ์ขยายตลาดไปยังแอฟริกาและยุโรปควบคู่กัน

 

วางเป้าระบบสมาชิก 1 ล้านราย 

รวมถึงการทำระบบ Subscription ที่พึ่งเริ่มนำโมเดลการสมัครสมาชิกรายเดือนมาใช้  เป็นการส่งผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากถึงบ้านทุก 3 เดือน โดยมี 3 แพ็กเกจหลักคือ Basic (999 บาท/ปี), Advanced (1,599 บาท/ปี) และ Elite (1,999 บาท/ปี) ซึ่งจะได้รับสินค้าแตกต่างกันไป (แปรง, ยาสีฟัน, สเปรย์, ไหมขัดฟัน, น้ำยาบ้วนปาก) เป็นการส่งชุดผลิตภัณฑ์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์เพื่อแก้ปัญหาสุขภาพช่องปากเฉพาะบุคคล

 

ตั้งเป้าหมายสมาชิกที่ 1 ล้านคน และมีแผนทำโปรเจกต์ร่วมกับสายการบินต่างๆ เพื่อให้ผู้โดยสารได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เน้นการสร้างประสบการณ์ตรงให้กับผู้บริโภค

 

ภาพรวมตลาดยาสีฟัน มูลค่า 1.8 หมื่นล้าน 

ศิวกร เปิดเผยว่า ในภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากในปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 18,500 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นราว 6% จากปี 2567 จากปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น ควบคู่กับความต้องการผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมที่ตอบโจทย์การดูแลในระยะยาว

 

ขณะที่ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมในปีเดียวกัน มีมูลค่ารวมประมาณ 4,000 ล้านบาท และขยายตัวสูงถึง 10%จากปีก่อนหน้า สะท้อนการยอมรับของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้นต่อผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและมีนวัตกรรม รวมถึงแนวโน้มการให้ความสำคัญกับการป้องกันและการดูแลสุขภาพช่องปากในระยะยาวมากกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด พบ เชียงราย ไทยลีก1 วันนี้ 18 ม.ค.69