ส่องสมรภูมิ 11 แบรนด์ชานมไข่มุกจีน เทรนด์สุขภาพมาแต่ทำไมยังโต
จากแก้วหวาน ๆ สู่สงครามธุรกิจ เปิดสมรภูมิชานมไข่มุกดังในจีน 11 แบรนด์ ใครคือเจ้าตลาด เทรนด์สุขภาพมาแรง แต่ทำไมแบรนด์ยังโตได้ และคนรุ่นใหม่จีนไม่เบื่อ
หากจะพูดถึงเครื่องดื่มที่เป็น "Soft Power" ระดับโลกในยุคนี้ คงหนีไม่พ้น ชานมไข่มุก โดยเฉพาะในจีนที่กำลังกลายเป็นอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ โดยมีคาดการณ์ว่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยอัตราเฉลี่ย 9.16% ต่อปี ไปจนถึงปี ค.ศ.2032 ตามรายงานวิจัยตลาด China Bubble Tea Market Size
นี่คือเรื่องราวของสงครามความหวานที่กำลังระอุ ทั้งในด้านนวัตกรรม สุขภาพ และการขยายอาณาจักรไปทั่วโลก
เกมการรุกคืบของ "ยักษ์ใหญ่" และ "ผู้ท้าชิง"
ในเมืองจีน เราจะเห็นภาพการขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดระหว่างแบรนด์ระดับตำนานและแบรนด์รุ่นใหม่ เช่น
- Mixue (มี่เสวี่ย) ราชาแห่งความคุ้มค่าที่เน้นการขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ซึ่งปี 2568 มีรายงานว่า มี่เสวี่ยมีสาขาเกิน 45,000 สาขา ทั่วโลก แม้จะยังไม่มี ตัวเลขทางการสำหรับปี 2569 แต่คาดว่าจำนวนสาขาของ Mixue จะมีมากกว่า 45,000 สาขา และยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
- Chagee ผู้ชูโรงเรื่องชาพรีเมียมและวัฒนธรรมจีนร่วมสมัย ซึ่งมีสาขามากกว่า 6,000-6,400 สาขา (ข้อมูลปลายปี 2567 ถึงกลางปี 2568) โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในประเทศจีนกว่า 97% และขยายไปในตลาดต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย, สิงคโปร์, ไทย และปารีส, สหรัฐอเมริกา และอีกหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรป
- HEYTEA (เฮย์ที) ผู้นำนวัตกรรมที่เคยสร้างปรากฏการณ์ "ชานมชีส" จนคนต้องต่อคิวนานหลายชั่วโมง ซึ่งล่าสุดประกาศศักดาด้วยการขยายสาขาไปกว่า 37 เมือง และมีสมาชิกในมือสูงถึง 63 ล้านราย
นอกจากนี้ก็ยังมีแบรนด์อื่นที่มีบทบาทสำคัญในตลาดจีน ได้แก่ The Alley, Chatime Group, Coco, Koi, Yediandian เป็นต้น
ทำไมคนรุ่นใหม่จีนไม่เบื่อชานม
สำหรับเทรนด์ผู้บริโภคเครื่องดื่ม หัวใจสำคัญที่ทำให้คนรุ่นใหม่จีนไม่เบื่อชานม คือการ "ไม่หยุดนิ่ง" ของรสชาติ ปัจจุบันตลาดก้าวข้ามชานมแบบเดิมๆ ไปสู่ Hybrid Flavors หรือรสชาติผสมผสาน
- Fruit Tea & Cheese Tea การนำผลไม้สดมาผสมกับชาและท็อปด้วยครีมชีสเค็มเพื่อตัดรสขม
- Local Vibes รสชาติยอดนิยมอย่าง พีช, อู่หลง, ถั่วแดง และมัทฉะ ยังคงเป็นตัวเลือกหลัก แต่ที่กำลังมาแรงคือ ชามะลิและ ชาขาว ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นและเบาสบายกว่า
"สุขภาพ" กลายเป็นโจทย์หลัก
แต่อุปสรรคใหญ่ของชานมคือภาพลักษณ์เรื่อง "น้ำตาลสูง" และ "ไขมันทรานส์" ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ กำลังแก้เกมอย่างหนัก
- Lactose-Free เมื่อคนจีนกว่า 85% มีภาวะแพ้แลคโตส (Lactose Intolerance) ตลาดจึงแห่กันไปหา "นมจากพืช" (Plant-based) เช่น นมข้าวโอ๊ต หรือ นมถั่วเหลือง อย่างที่แบรนด์ Mother Pearl ในฮ่องกงได้เปิดตัวร้านชานมวีแกนแห่งแรกเพื่อตอบโจทย์สายคลีนโดยเฉพาะ
- Functional Benefits มีงานวิจัยที่ระบุว่าการเคี้ยวไข่มุกมันสำปะหลังอาจช่วยเพิ่มระดับโปรตีนและแคลเซียมในน้ำลายได้ ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ ก็นำแง่มุมด้านสุขภาพเหล่านี้มาเป็นจุดขายใหม่
สงครามเทคโนโลยี หุ่นยนต์ชงชา
ในเซี่ยงไฮ้เริ่มเห็นก้าวต่อไปของอุตสาหกรรม เช่นแบรนด์ Happy Lemon เคยจับมือกับ Koubei แอปบริการท้องถิ่นของ Alibaba พัฒนาเทคโนโลยีภายในร้าน รวมถึงหุ่นยนต์ชงเครื่องดื่มที่สามารถทำได้ 8 เมนู ที่สามารถปรุงรสได้แม่นยำ ปรับระดับน้ำตาลและน้ำแข็งได้ตามใจลูกค้า ลดความผิดพลาดและเพิ่มความเร็วในการบริการ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในเมืองที่เร่งรีบ
จับตา 11 แบรนด์ชานมเป็นที่นิยมในตลาดจีน
1. Chatime Group ต้นกำเนิดจากไต้หวัน
เรื่องราวของ Chatime คือภาพของแบรนด์ที่ “โตเพราะระบบ” แม้จะเริ่มต้นจากไต้หวัน แต่จีนคือหนึ่งในตลาดหลักที่ผลักดันให้ Chatime ก้าวสู่เวทีโลก โมเดลแฟรนไชส์ที่ขยายตัวรวดเร็ว ทำให้แบรนด์ปักหมุดได้ทั้งในเมืองใหญ่และเมืองรอง
จุดแข็งของ Chatime ไม่ได้อยู่ที่เมนูใดเมนูหนึ่ง แต่คือมาตรฐาน ความหลากหลาย และการปรับสูตรให้เข้ากับพฤติกรรมผู้บริโภคแต่ละประเทศ ตั้งแต่การลดความหวาน ไปจนถึงการเพิ่มตัวเลือกที่ดูเฮลท์ตี้มากขึ้น การลงทุนควบคุมซัพพลายเชนวัตถุดิบอย่าง “ไข่มุก” เอง ยังช่วยให้แบรนด์รักษาคุณภาพและต้นทุนได้ในระยะยาว Chatime จึงไม่ใช่แค่ร้านชานม แต่คือ “Global Bubble Tea Brand” ที่วางหมากมาอย่างเป็นระบบ
2. Tiger Sugar จุดกระแสชานมไข่มุกน้ำตาลทรายแดง
หาก Chatime คือแบรนด์แห่งความหลากหลาย Tiger Sugar คือบทพิสูจน์ของพลัง “เมนูซิกเนเจอร์” ชานมไข่มุกน้ำตาลทรายแดงที่มีลวดลายคล้ายลายเสือบนแก้ว ไม่เพียงสร้างภาพจำ แต่กลายเป็นไวรัลระดับโลก
เริ่มต้นจากเมืองไถจง ไต้หวัน ในปี 2017 Tiger Sugar ถูกยกเครดิตว่าเป็นผู้จุดกระแส Brown Sugar Boba Milk ให้ดังไปทั่วไต้หวัน จีน และเอเชีย สิ่งที่ทำให้แบรนด์ยืนระยะได้ คือความยากในการลอกเลียนแบบ ทั้งสูตร ลวดลาย และประสบการณ์หน้าร้าน
Tiger Sugar เลือกโตด้วยกระแส ไม่ใช่จำนวนสาขา ใช้โซเชียลมีเดียและคำว่า “ต้องลอง” เป็นตัวขับเคลื่อน แต่ในวันที่ผู้บริโภคหันมาสนใจสุขภาพมากขึ้น แบรนด์ก็ต้องเดินเกมยาก ระหว่างการรักษาเอกลักษณ์เดิม กับการปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่
3. Xiangpiaopiao อาณาจักรชานมที่ไม่ต้องมีหน้าร้าน
ในขณะที่หลายแบรนด์แข่งกันเปิดร้าน Xiangpiaopiao เลือกเดินแบบ “ชานมพร้อมดื่ม” ที่เข้าถึงผู้บริโภคผ่านร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต
แบรนด์เติบโตจากชานมผงและชานมถ้วยสำเร็จรูป จนกลายเป็นผู้นำตลาด Ready-to-Drink ด้วยจุดเด่นด้านราคา อายุสินค้า และการกระจายสินค้าที่เข้าถึงแม้พื้นที่ที่ไม่มีร้านชานมพรีเมียม วันนี้ Xiangpiaopiao กำลังรีแบรนด์ตัวเอง ลดความหวาน พัฒนาสูตรจากพืช และสร้างแบรนด์ย่อยที่ดูทันสมัย สะท้อนว่าแม้ตลาดชานมพร้อมดื่มก็หนีไม่พ้นแรงกดดันด้านสุขภาพ
4. Heytea แบรนด์ที่เปลี่ยน “ชา” ให้เป็นไลฟ์สไตล์
Heytea คือสัญลักษณ์ของ “New Style Tea Drink” อย่างแท้จริง เริ่มจากเมืองเล็กในกวางตุ้ง ก่อนจะเขย่าตลาดด้วยเมนู “ชาใส่ชีส” ที่ครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าแปลก แต่กลับกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาด
Heytea ไม่ได้ขายแค่เครื่องดื่ม แต่ขายประสบการณ์ ตั้งแต่ดีไซน์ร้าน แก้ว ไปจนถึงการสื่อสารบนโซเชียลมีเดีย การใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงช่วยให้แบรนด์ตั้งราคาพรีเมียม และสร้างภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากชานมทั่วไปอย่างชัดเจน
5. Nayuki ชานมที่คนทำงานเลือกนั่ง
Nayuki เกิดขึ้นในเซินเจิ้น พร้อมแนวคิดที่แตกต่าง “ชา + เบเกอรี่ + ที่นั่ง” ร้านไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อซื้อกลับ แต่เพื่อให้นั่งใช้เวลา จนกลายเป็นพื้นที่พบปะของคนทำงาน โดยเฉพาะผู้หญิงที่คิดเป็นกว่า 70% ของลูกค้า
การไม่เปิดแฟรนไชส์ทำให้ Nayuki คุมคุณภาพได้อย่างเข้มงวด แม้จะขยายสาขาช้ากว่า แต่แบรนด์เลือกแลกความเร็วกับความเชื่อมั่นในระยะยาว และกลายเป็นยูนิคอร์นรายแรกของตลาดชาในจีน
6. Happy Lemon ความสดใสที่ยืนระยะ
Happy Lemon เปิดร้านแรกในเซี่ยงไฮ้เมื่อปี 2006 และเริ่มขยายสาขาต่างประเทศในปี 2010 ปัจจุบันมีมากกว่า 1,000 สาขาทั่วโลก แบรนด์เป็นที่รู้จักจากเมนูที่มีเอกลักษณ์และภาพลักษณ์สนุก สดใส เข้าถึงได้ง่าย
แม้จะไม่พรีเมียมเท่าแบรนด์รุ่นใหม่ แต่ Happy Lemon ครองใจกลุ่มวัยรุ่นและครอบครัว ด้วยความเข้าถึงง่ายและประสบการณ์ที่คุ้นเคย
7. Lele Tea ความเร็วคืออาวุธ
Lele Tea คือภาพสะท้อนของแบรนด์ที่ไม่หยุดนิ่ง เปิดตัวเมนูใหม่แทบทุกสัปดาห์ ทำการตลาดหนักบน Xiaohongshu และ Douyin จนกลายเป็นแบรนด์ที่ถูกพูดถึงในหมู่คนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง แบรนด์นี้เลือกเสี่ยงเพื่อโตเร็ว เหมาะกับตลาดที่รสนิยมผู้บริโภคเปลี่ยนแทบทุกฤดูกาล
8. Yi He Tang ชานมของนักศึกษา
Yi He Tang เติบโตจากการตั้งร้านใกล้มหาวิทยาลัย กว่า 90% ของสาขาอยู่ในพื้นที่การศึกษา ราคาเข้าถึงง่าย เมนูหลากหลาย ทำให้กลายเป็น “ชานมประจำวัน” ของนักเรียนและนักศึกษา นี่คือภาพของตลาดแมสที่ขับเคลื่อนด้วยปริมาณและความถี่ มากกว่าภาพลักษณ์
9. Dakasi ความมั่นคงที่ไม่หวือหวา
Dakasi อยู่ในจีนมาตั้งแต่ปลายยุค 90 เข้าใจตลาดท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง แม้ไม่โดดเด่นด้านการตลาด แต่มีฐานลูกค้าประจำเหนียวแน่น แบรนด์นี้พิสูจน์ว่า ในตลาดที่แข่งกันแรง “ความเสถียร” ก็ยังเป็นกลยุทธ์ที่ยืนระยะได้
10. The Alley สูตรตายตัวที่กลายเป็นเอกลักษณ์
The Alley แจ้งเกิดในจีน โดดเด่นด้านภาพลักษณ์และดีไซน์เครื่องดื่ม เป็นที่รู้จักจากไข่มุกน้ำตาลทรายแดง ชามัทฉะเลเยอร์ และชาดำสูตรพิเศษ และแนวคิดว่า “แบรนด์รู้ดีที่สุดว่ารสชาติที่สมบูรณ์คืออะไร” นอกจากนี้ การสร้าง IP ผ่านโลโก้ แก้ว และคนดัง บวกกับการใช้วัตถุดิบนำเข้าจากไต้หวัน ทำให้ The Alley รักษาภาพต้นตำรับได้อย่างแข็งแรง
11. Coco Tea ผู้เล่นใหญ่ของตลาดแมส
Coco Tea คือแบรนด์ที่โตด้วยความมั่นคง มีอายุมากกว่า 20 ปี ระบบแฟรนไชส์แข็งแรง ราคาจับต้องได้ และคุณภาพสม่ำเสมอ จากไต้หวันสู่จีน และขยายไปทั่วโลกกว่า 2,000 สาขา ในวันที่ตลาดเต็มไปด้วยแบรนด์หวือหวา Coco ยังคงยืนหนึ่งในฐานะผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดแมส
Source: https://www.fortunebusinessinsights.com/china-bubble-tea-market-107500


