สองทายาท ต่างเส้นทาง KARMART–ศรีจันทร์ ปักธง “T-Beauty” บนเวทีโลก
สองทายาทธุรกิจเลือก “คิดต่าง” ก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม กับการสร้างอาณาจักรเครื่องสำอางของ KARMART และ การรีแบรนด์ตำนานกว่า 70 ปี ของ ศรีจันทร์ แต่มีความฝันเดียวกัน ปักหมุด T-Beauty ไทย สู่การยอมรับระดับสากล
KEY
POINTS
- สองทายาทธุรกิจ พงศ์วิวัฒน์แห่ง KARMART และรวิศแห่งศรีจันทร์ แม้จะมีเส้นทางที่แตกต่าง แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือการปักธง “T-Beauty” บนเวทีโลก
- เส้นทางของ KARMART คือการ “พลิกวิกฤตเป็นโอกาส” เปลี่ยนธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าสู่แบรนด์เครื่องสำอางที่เติบโตด้วยกลยุทธ์ความเร็วและการตลาดเชิงรุก
- ส่วนศรีจันทร์คือการ “ชุบชีวิตตำนาน” รีแบรนด์ผงหอมอายุ 70 ปีให้ทันสมัย โดยเน้นความหมกมุ่นด้านคุณภาพและสร้างระบบหลังบ้านที่แข็งแกร่ง
ในยุทธจักรความงามของไทย ที่มีแบรนด์ต่างๆอยู่ในตลาดกว่าหมื่นแบรนด์ มูลค่าตลาดแสนล้าน มี 2 ทายาทธุรกิจ ที่มีเรื่องราวในการพาธุรกิจครอบครัวก้าวข้ามขีดจำกัดเดิม นั่นคือ พงศ์วิวัฒน์ ทีฆคีรีกุล (แก๊ป) ผู้บริหาร KARMART และ รวิศ หาญอุตสาหะ (แท็บ) แห่งศรีจันทร์ แม้ว่าทั้งสองคนเริ่มต้นจากจุดที่ต่างกันราวฟ้ากับเหว แต่กลับมีหมุดหมายปลายทางเดียวกันคือการผลักดัน T-Beauty (Thai Beauty) ให้ผงาดในระดับสากล
เส้นทางต่าง จาก "เครื่องใช้ไฟฟ้า" สู่ "เครื่องสำอาง" และจาก "ร้านขายยา" สู่ "แบรนด์พันล้าน"
เส้นทางของ พงศ์วิวัฒน์ แห่ง KARMART คือการ "พลิกวิกฤตเป็นโอกาส" อย่างแท้จริง เขาเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้า 'ไดสตาร์' (DiStar) ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงขาลง เขาเริ่มต้นด้วยการเป็น "นักทดลอง" ที่ผ่านการขายมาแล้วทุกอย่าง ตั้งแต่อาหาร แฟชั่น ชุดชั้นใน ไปจนถึงน้ำยาล้างจาน เพื่อหาธุรกิจที่จะมากอบกู้บริษัท จนกระทั่งมาพบความสำเร็จในกลุ่ม Personal Care และเครื่องสำอาง ซึ่งเขาสามารถสร้างยอดขายหลักสิบล้านได้ตั้งแต่วินาทีแรกที่ลุยเดี่ยว
ในขณะที่ รวิศ แห่งศรีจันทร์ คือการ "ชุบชีวิตตำนาน" เขาเป็นทายาทรุ่นที่ 3 ที่รับช่วงต่อร้านขายยาเล็กๆ ที่มี "ผงหอมศรีจันทร์" เป็นเวชสำอางคู่บ้านคุณปู่คุณย่ามานานกว่า 70 ปี โจทย์ของเขาคือจะทำอย่างไรให้ "ผงหอมที่ต้องผสมน้ำ" กลับมาครองใจคนรุ่นใหม่ได้อีกครั้ง เขาจึงตัดสินใจรีแบรนด์ครั้งใหญ่ เปลี่ยนภาพลักษณ์ให้ทันสมัยแต่ยังรักษาชื่อ "ศรีจันทร์" ไว้เพื่อความภาคภูมิใจในแบรนด์ไทย
กลยุทธ์สู่ความสำเร็จ "เกมแห่งความเร็ว" ปะทะ "ระบบที่แข็งแกร่ง"
KARMART: การตลาดเชิงรุกและความหลากหลาย (Multi-Brand Strategy)
• มองธุรกิจเป็น "เกม": พงศ์วิวัฒน์ มองปัญหาเป็นอุปสรรคที่ทำให้เกมสนุกขึ้น และเชื่อว่าความยืดหยุ่นคือหัวใจสำคัญ
• ความหมุนไวแบบแฟชั่น: เขามองว่าเครื่องสำอางคือแฟชั่น ถ้าไม่ปรับตัวจะเชยทันที KARMART จึงมีแบรนด์ในเครือกว่า 20 แบรนด์เพื่อตอบโจทย์ทุกกลุ่มเป้าหมาย
• Influencer & Collaboration: กลยุทธ์ที่สร้างแรงกระเพื่อมคือการดึงผู้เชี่ยวชาญและอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังมาทำแบรนด์ร่วมกัน เช่น แบรนด์ Browit โดยน้องฉัตร ที่ทำยอดขายทะลุ 100 ล้านได้ในปีแรก
• Field Research: เขาไม่เชื่อในการเดา แต่ใช้วิธีลงพื้นที่คุยกับแม่ค้าและตัวแทนจำหน่ายด้วยตัวเองเพื่อให้เห็นพฤติกรรมลูกค้าจริง
ศรีจันทร์: คุณภาพที่หมกมุ่นและระบบหลังบ้านที่แม่นยำ
• 4 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ: รวิศ สรุปคีย์สำคัญไว้คือ โชคกับจังหวะ, ความเข้าใจลูกค้า, ความหมกมุ่นกับคุณภาพ และระบบที่ดี
• ระบบการเงินคือ "ใบตรวจสุขภาพ": เขาให้ความสำคัญกับ "กระแสเงินสด" (Cash Flow) ยิ่งกว่ากำไร โดยย้ำว่าธุรกิจจะเจ๊งเมื่อเงินสดหมดเท่านั้น
• การใส่ใจในคุณภาพระดับสูง: ศรีจันทร์อาจออกสินค้าช้ากว่าคนอื่นเพราะต้องทดสอบอย่างหนักเพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้สินค้าที่ดีที่สุด
• Bangkok 1948: การเติมชื่อเมืองใต้โลโก้เพื่อสร้างอัตลักษณ์ให้ทัดเทียมแบรนด์ระดับโลกอย่างปารีส หรือนิวยอร์ก
ปักธง T-Beauty สู่ Global Brand
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 แบรนด์ต่างมองเห็นศักยภาพของ Ecosystem ความงามในไทยที่แข็งแรง มีทั้งโรงงานมาตรฐานโลกและงานวิจัยวัตถุดิบที่ได้รับรางวัล
• เป้าหมายของ KARMART: วางเป้ายอดขายแตะ หมื่นล้านภายใน 5-10 ปี ซึ่งในปี 2567 มียอดขายอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และต้องการพาแบรนด์อย่าง Cathy Doll บุกตลาดที่หินที่สุดอย่างอเมริกา ยุโรป ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ โดยใช้ Soft Power และการเป็นที่ยอมรับจาก Global Influencer เป็นบันไดขั้นสำคัญ
• เป้าหมายของ ศรีจันทร์: มุ่งเน้นการสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งผ่านการใช้ วัตถุดิบท้องถิ่นและงานวิจัยไทย เช่น สารสกัดจากกุหลาบมอญ รวมถึงการขยายตัวเข้าสู่ตลาด Wellness และ Longevity โดยอาศัยรากฐานความรู้จาก "ร้านขายยา" ดั้งเดิมมาปรับให้ทันสมัย โดยคาดว่าจะปิดยอดขายในปี 2568 ที่ 2,000 ล้านบาท
หลายคนอาจจะมองว่า ทั้ง 2 เหมือนคู่แข่งกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว ทั้งคู่มีความเห็นตรงกันว่าการจะพา T-Beauty ไปให้ถึงฝั่งฝันระดับโลกได้นั้น แบรนด์ไทยต้อง "ไปด้วยกัน" และต้องการการสนับสนุนอย่างจริงจังจากภาครัฐ เหมือนอย่างที่ K-Beauty ของเกาหลีประสบความสำเร็จมาแล้ว


