posttoday

อาหารแมว "PRAMY" จากโนเนมสู่พันล้านเขย่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง

02 ธันวาคม 2568

เจาะกลยุทธ์ "พรามี่" (PRAMY) แบรนด์อาหารแมวน้องใหม่ที่โตเร็วที่สุดในตลาดอาหารแมว ยอดขายพันล้าน ฝ่า Red Ocean ที่มีเจ้าใหญ่ครองตลาดมานาน

KEY

POINTS

  • “พรามี่” (PRAMY) แบรนด์อาหารแมวน้องใหม่โตเร็วที่สุดในตลาด เปิดตัวไม่นานยอดขายทะลุพันล้าน
  • อ่านกลยุทธ์ผู้ก่อตั้งว่า ทำอย่างไรฝ่า Red Ocean ที่เจ้าใหญ่ครองตลาดมานาน
  • จุดขายอาหารแมว Human Grade ใช้ปลาเนื้อขาว 100% ที่เจ้าของกล้าชิมเองก่อนขาย สื่อความจริงใจกับผู้บริโภค 

ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง โดยปี 2568 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่ายอดขายจะอยู่ที่ราว 3.98 แสนตัน โต 6% ตามจำนวนสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มเป็นประมาณ 5.38 ล้านตัว แบ่งเป็นสุนัข 3.45 ล้านตัว และแมว 1.94 ล้านตัว ทำให้อาหารสุนัขยังครองสัดส่วนยอดขายสูงถึง 76%

 

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอนาคตอาหารแมวมีโอกาสเติบโตเร็วกว่า สะท้อนจากจำนวนแมวที่เพิ่มเฉลี่ยถึง 28% ต่อปี ในช่วงปี 2564–2567 สูงกว่าสุนัขที่เติบโตเฉลี่ย 19%

 

การแข่งขันในตลาดยิ่งรุนแรงขึ้นจากจำนวนผู้เล่นที่เพิ่มเป็น 317 รายในปี 2567 รวมถึงผู้ประกอบการจากธุรกิจอื่น เช่น อาหาร เอ็นเตอร์เทนเมนต์ และค้าปลีกไอที ที่เข้ามาแชร์ตลาดมากขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้านำเข้าก็เพิ่มแรงกดดัน โดยมูลค่านำเข้าอาหารสัตว์เลี้ยงเติบโตเฉลี่ย 17% ต่อปี และจีนยังเป็นแหล่งนำเข้าอันดับหนึ่ง ครองสัดส่วนราว 40%

 

ท่ามกลางการแข่งขันอันดุเดือดในตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง แบรนด์อาหารแมวน้องใหม่ชื่อ พรามี่ (PRAMY) สามารถแจ้งเกิดได้อย่างรวดเร็ว แม้เปิดตัวเพียงไม่กี่ปี แต่ทำยอดขายแตะ 1,000 ล้านบาท เป็นผลมาจากปี 2567 ได้มุ่งทำกลยุทธ์หลายอย่างรวมกัน และส่งออกไปกว่า 20 ประเทศ ขึ้นแท่นหนึ่งในแบรนด์มาแรงที่สุดของตลาด แม้ต้องแข่งขันกับผู้เล่นรายใหญ่ที่ครองตลาดมายาวนาน

อาหารแมว "PRAMY" จากโนเนมสู่พันล้านเขย่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง

ผู้อยู่เบื้องหลังคือ คริส–ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี หนุ่มไทยผู้รักสัตว์และเติบโตในครอบครัวผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงแบบ OEM ทำให้เข้าใจธุรกิจนี้ตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเขาเห็นกระแส Pet Parent (พ่อแม่สัตว์เลี้ยง) ที่เติบโตทั่วโลก จึงตัดสินใจก่อตั้ง “พรามี่” แบรนด์อาหารแมวระดับ Human Grade ด้วยความตั้งใจให้สัตว์เลี้ยงทุกตัวเข้าถึงอาหารคุณภาพดีในราคาที่จับต้องได้

 

กลยุทธ์มัดใจทาสแมว 

ฐิติภัทร์ กล่าวในงาน Thailand Marketing Day 2025 “Promt the Future : The power of Marketing” ในหัวข้อ The Power of Wellness Economy ว่า ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดย ขนาดของตลาดเพิ่มขึ้นอย่างมาก พร้อมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคสู่การเป็น Pet Parent ผู้เลี้ยงในปัจจุบันพร้อมที่จะทุ่มเทและใช้จ่ายเพื่อให้สุนัขหรือแมวของตนเองให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดจะเติบโต แต่กลับเต็มไปด้วยการแข่งขันที่สูงมากจนถูกเรียกว่า ‘Red Ocean’ เนื่องจากมีแบรนด์ใหม่เกิดขึ้นแทบทุกสัปดาห์ ความท้าทายที่สำคัญที่สุดสำหรับแบรนด์ที่เข้าสู่ตลาดใหม่ อย่าง “พรามี่” คือการสร้างความมั่นใจและทำให้ผู้บริโภคเลือกเรา ท่ามกลางคู่แข่งที่เกิดขึ้นพร้อมกันและแบรนด์เก่าแก่ที่มีฐานลูกค้าที่แข็งแรงอยู่แล้ว

 

พนันกับ "Human Grade" และความกล้าที่จะชิมเอง

การเจาะตลาดที่ประสบความสำเร็จเริ่มต้นจากการ หาช่องว่างเล็ก ๆ ในตลาด ที่ยังไม่มีใครเล่น กลยุทธ์สำคัญที่ถูกนำมาใช้คือการเน้นสินค้า เกรด Human Grade


ขณะที่อาหารสุนัขและแมวส่วนใหญ่ยังคงใช้ส่วนผสมที่มี ผลพลอยได้จากสัตว์ (By-product) แบรนด์ได้เลือกที่จะเป็น แบรนด์แรก ๆ ที่ใช้เนื้อปลาแบบ เนื้อขาว 100% เหมือนที่คนกิน

 

เพื่อพิสูจน์ความจริงใจและคุณภาพที่ว่าเป็น Human Grade จริง ๆ ฐิติภัทร์ บอกว่า ตัวเขานั้นได้ทดลองทานอาหารแมวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับกลุ่ม Pet Parent ที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยมองว่า ความจริงใจ ดูเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงผู้บริโภค

อาหารแมว "PRAMY" จากโนเนมสู่พันล้านเขย่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง

กลยุทธ์การตลาด Online First - อินฟลูฯ 

เขาเล่าต่อว่า พรามี่เริ่มต้นจากแบรนด์ออนไลน์ และมีการใช้ Marketing Activity น้อยกว่าเมื่อเทียบกับหลาย ๆ เจ้าในตลาด เครื่องมือหลักที่ใช้ในการทำการตลาดคือ TikTok กลยุทธ์สำคัญคือการใช้ Influencer โดยส่วนใหญ่จะเริ่มทำงานกับ Influencer ตั้งแต่ตอนที่พวกเขา ยังไม่ดังมาก

 

เป็นเรื่องง่ายที่จะให้ Influencer รีวิวอาหารแมว 1 ครั้งแล้วจบ แต่เพื่อ สร้างความเชื่อมั่นกับลูกค้า แบรนด์เลือกที่จะทำงานกับ Influencer คนหนึ่ง ขั้นต่ำ 6 เดือน ขึ้นไป ด้วยเป้าหมายคือการ ค่อย ๆ เติบโตไปพร้อมกับ Influencer และให้ผู้ติดตามได้เห็น ความเปลี่ยนแปลงของน้องแมว ไปเรื่อย ๆ

 

ทั้งนี้ เขายังได้ยกตัวอย่างความสำเร็จของการสร้างความเชื่อมั่นผ่าน Influencer และ Presenter อย่างเช่น เจฟ ซาเตอร์ (Presenter) และได้ทำ โปรเจกต์ Adopting น้องแมวด้วยกัน โดยแมวตัวนั้นถูกโกนขนหมดและเป็นโรค ซึ่งเจฟได้ใช้ผลิตภัณฑ์เป็นเวลา 1 ปี แฟนคลับทุกคนได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของน้องแมว จากแมวผอมแห้งป่วย กลายเป็นแมวที่มี สุขภาพแข็งแรงและขนฟู

 

หรือไข่ขาว (Influencer) แบรนด์เริ่มทำงานกับแมวไข่ขาวตั้งแต่มียอดผู้ติดตามเพียง หลักหมื่น ปัจจุบันไข่ขาวมีผู้ติดตามประมาณ 6 ล้านกว่าคนแล้ว เป็นการเปลี่ยนจาก แมวจรใต้คอนโด กลายเป็นแมวตัวอ้วนขาว นับเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ไข่ขาว เติบโตไปพร้อมกับแบรนด์ได้ในขนาดที่น้อยแบรนด์นักจะทำได้

 

ขยายสู่ตลาดออฟไลน์และแคมเปญการตลาดแบบ Mass

ฐิติภัทร์ เล่าต่อว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์มาจากออนไลน์ ปัจจุบันแบรนด์ต้องการเปลี่ยนสถานะจากการเป็นแบรนด์ออนไลน์ไปเป็น แบรนด์ออฟไลน์ หรือต้องการมี Sales ที่ Mass มากขึ้น เครื่องมือหลักในการขยายตลาดนี้คือการใช้ Billboard โดยเฉพาการทำโฆษณาตาม BTS มีการทำแคมเปญให้ผู้บริโภคเล่น เว็บไซต์ ที่วิเคราะห์ Personality ของน้องแมว ผู้ที่ร่วมเล่นแคมเปญนี้มีสิทธิ์ ลุ้นให้น้องแมวขึ้น BTS ร่วมกับเจฟ ซาเตอร์ แคมเปญนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากผู้คนต้องการให้แมวของตนเองกลายเป็น "แมว ดัง เป็นดารา" บน BTSได้

อาหารแมว "PRAMY" จากโนเนมสู่พันล้านเขย่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง

ดูแล "พาร์ทเนอร์" เหมือน "ครอบครัว"

ทั้งนี้ เขายังบอกอีกว่า ให้ความสำคัญกับการบริหารความสัมพันธ์กับ Influencer โดยเปลี่ยนมุมมองจากการเป็นแค่เครื่องมือทางการตลาด ทำงานระยะยาวเพื่อสร้าง Trust คือแทนที่จะใช้ Influencer เพื่อรีวิวอาหารแมวเพียง 1 ครั้งแล้วจบ แบรนด์เลือกทำงานกับพวกเขา ขั้นต่ำ 6 เดือน ขึ้นไป เพื่อให้ผู้ติดตามเห็นการเปลี่ยนแปลงของสัตว์เลี้ยงอย่างต่อเนื่อง 

 

“มีการพูดคุยกับ Influencer เหมือนกับพาร์ทเนอร์คนหนึ่ง หรือ หนึ่งในคนในบริษัท และมีการสร้าง กรุ๊ป เพื่อพูดคุยอย่างต่อเนื่อง เช่น การปรึกษาเรื่องการช่วยเหลือสังคม เช่น การนำสิ่งของไปช่วยน้ำท่วม ก็คือ แบรนด์ไม่ได้มอง Influencer เป็นเพียง Media Socket (ช่องทางสื่อ) ที่ใช้เพื่อ Reach หรือ Engagement แต่เป็นการ Maintain Relationship ระยะยาว โดยความสัมพันธ์นี้ถูกเรียกว่าครอบครัว และ Influencer เองก็ใช้คำพูดแสดงความดีใจที่ได้มาอยู่เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเรา" 

 

ความสำเร็จที่ไม่ได้มาจาก "โชคช่วย" ปฏิเสธแนวคิด '1 Trigger Point'

การเติบโตอย่างรวดเร็วของแบรนด์ในช่วงเวลาที่สั้นได้นำมาซึ่งคำถามมากมายเกี่ยวกับ '1 Trigger Point' ที่ทำให้ยอดขายพุ่งสูงขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ฐิติภัทร์ กล่าวว่า ความจริงแล้ว ไม่มี 1 Trigger Point สำหรับการเติบโต ความสำเร็จนั้นเกิดจาก หลายอย่างรวมกัน ไม่ว่าจะเป็น Influencer, Presenter, Offline Activity, และ Online Activity สิ่งเหล่านี้ต้องทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

อาหารแมว "PRAMY" จากโนเนมสู่พันล้านเขย่าตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง

หัวใจสำคัญของการเติบโตคือความสม่ำเสมอ การตลาดมีหน้าที่ในการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในฐานะแบรนด์ใหม่ที่เข้าสู่ตลาด แม้แต่วิดีโอที่มีคนดูแบบออแกนิกไปถึง 20 ล้านวิว ก็ยังไม่สามารถเทียบเท่ากับ การสร้างความเชื่อถืออย่างสม่ำเสมอ ไปเรื่อย ๆ ได้

 

 

เครดิตภาพ : เพจ PRAMY อาหารแมวพรามี่ 

ข่าวล่าสุด

ชัยชนะโต้ข่าวประชาธิปัตย์แบ่ง2ก๊กยัน21สส.รวมเป็นหนึ่งทำหน้าที่ผู้แทน