
ค้าปลีก-SME จี้รัฐเลิกอุ้มร้านนอกระบบ แฉ "ไทยช่วยไทยพลัส" ทำเหลื่อมล้ำ
“ไทยช่วยไทยพลัส” เดินมาถูกทาง แต่ถึงเวลาต้องเลือกข้าง ค้าปลีก-เอสเอ็มอีจี้รัฐเลิกอุ้มเศรษฐกิจนอกระบบ ก่อนธุรกิจในระบบถอดใจทั้งประเทศ
ตัวเลขผู้ใช้สิทธิ์ 25.51 ล้านคน เงินสะพัด 38,243 ล้านบาท อาจฟังดูเป็นความสำเร็จของ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่เบื้องหลังตัวเลขสวยหรูนี้ ภาคธุรกิจค้าปลีกและเอสเอ็มอีไทยกำลังส่งสัญญาณเตือนตรงไปยังรัฐบาลว่า ถ้ายังไม่รีบอุดช่องโหว่เชิงโครงสร้าง มาตรการที่ตั้งใจ “ช่วยคนไทย” อาจกลายเป็นตัวเร่งที่ผลักให้ผประกอบการที่ทำถูกกฎหมายถอนตัวออกจากระบบภาษีมากขนเรื่อย ๆ
ตัวเลขที่รัฐบาลภูมิใจ vs. คำถามที่ภาคธุรกิจไม่ยอมปล่อยผ่าน
ข้อมูลล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ณ วันที่ 22 มิถุนายน 2569 ระบุว่ามีผู้ได้รับสิทธิ์ 26.04 ล้านคน ใช้สิทธิ์จริงแล้ว 25.51 ล้านคน เกิดมูลค่าใช้จ่ายสะสม 38,243 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินรัฐร่วมจ่าย 22,047 ล้านบาท และประชาชนสมทบ 16,196 ล้านบาท มีร้านค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 1.06 ล้านร้านทั่วประเทศ
ตัวเลขเหล่านี้คือสิ่งที่รัฐบาลใช้ยืนยันความสำเร็จของโครงการ แต่คำถามที่ภาคธุรกิจค้าปลีกและเอสเอ็มอีตั้งกลับมาคือ “1.06 ล้านร้านนั้น มีกี่ร้านที่อยู่ในระบบภาษีจริง และเม็ดเงินที่หมุนไปแล้วเกือบ 4 หมื่นล้านบาท สร้างรายได้ภาษีคืนให้รัฐไปกี่บาท”
คำเตือนจากประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย: “อย่าหยุดอยู่แค่ตัวเลขระยะสั้น”
นายณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ไม่ได้ปฏิเสธเจตนารมณ์ของโครงการ แต่ตั้งคำถามตรงไปที่จุดออนของการออกแบบมาตรการ โดยย้ำว่าร้านค้าปลีกสมัยใหม่ไม่ใช่เพียงผู้ขายสินค้า แต่คือกระดูกสันหลังที่หล่อเลี้ยงคู่ค้าในระบบมากกว่า 10,000 ราย ทั้งผู้ผลิตไทย SME และเกษตรกรทั่วประเทศ
คำเตือนของเขาชัดเจนว่า ถ้ารัฐยังออกแบบมาตรการแบบเดิม “เม็ดเงินของภาครัฐจะไม่สามารถสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจได้สูงสุด” เพราะกระจุกอยู่นอกห่วงโซ่ที่จ้างงานจริง ลงทุนจริง และเสียภาษีจริงให้ประเทศ
SME ในระบบ — กลุ่มที่ “ทำถูกทุกอย่าง” แต่กำลังจะแบกไม่ไหว
นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานกิตติมศักดิ์และประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ฟันธงตรงประเด็นว่า SME ในระบบคือกลุ่มที่ปฏิบัติตามกติกาประเทศอย่างครบถ้วนที่สุด ทั้งภาษี บัญชี กฎหมายแรงงาน และเงินสมทบประกันสังคม ขณะที่ผู้ประกอบการนอกระบบไม่มีต้นทุนเหล่านี้เลยแม้แต่บาทเดียว “ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการแข่งขัน” ที่ฝังลึกขึ้นทุกวันที่โครงการยังเดินหน้าโดยไม่ปรับเกณฑ์
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือสถานะการเงินของ SME ไทยกำลังย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ สัดส่วนกิจการ SME ที่มีความเสี่ยงเป็นหนี้ NPL พุ่งจาก 18% ในปลายปี 2568 เป็น 22% ในไตรมาสแรกของปี 2569 นั้นคือ SME เกือบ 1 ใน 4 กำลังยืนอยู่บนปากเหว ขณะที่นโยบายรัฐกลับไม่ได้ช่วยพวกเขาให้แข็งแรงขึ้น
นายแสงชัย ระบุว่า สิ่งที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม “หากธุรกิจที่ดำเนินการอย่างถูกต้องไม่ได้รับประโยชน์จากนโยบายภาครัฐอย่างเหมาะสม อาจลดแรงจูงใจในการเข้าสู่ระบบในอนาคต” — นี่คือสัญญาณว่าฐานภาษีของประเทศกำลังเสี่ยงหดตัวระยะยาว
ตัวเลขที่รัฐบาลห้ามมองข้าม: 3.23 ล้านราย 70.4% ของการจ้างงานทั้งประเทศ
ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมวสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ชี้ชัดว่าประเทศไทยมี MSME หรือ วิสาหกิจขนาดจิ๋ว ขนาดย่อม และขนาดกลาง ถึง 3.23 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของกิจการทั้งหมดในประเทศ จ้างงานรวมกว่า 12.93 ล้านคน หรือ 70.4% ของการจ้างงานภาคเอกชนทั้งหมด ขณะที่ผู้ประกันตนมาตรา 33 ในระบบมีมากกว่า 12 ล้านคน นี่คือฐานเศรษฐกิจตัวจริงของประเทศ — ไม่ใช่กลุ่มที่ควรถูกนโยบายรัฐผลักให้เสียเปรียบ
นักวิชาการฟันธง: วัดความสำเร็จด้วยยอดใช้จ่ายอย่างเดียวคือ “วัดผิดโจทย์”
นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระบุตรงไปตรงมาว่า งบประมาณทุกบาทของมาตรการนี้มาจากภาษีของประชาชนและธุรกิจในระบบ ฉะนั้นการตัดสินความสำเร็จของนโยบายด้วยยอดใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างเดียว คือการวัดผิดโจทย์ตั้งแต่ต้น สิ่งที่ต้องวัดคือฐานภาษีขยายขึ้นหรือไม่ จนวนผู้ประกอบการในระบบเพิ่มขึ้นหรือไม่ และเศรษฐกิจไทยได้ผลตอบแทนเชิงโครงสรางกลับมาจริงหรือเปล่า
ข้อเสนอนี้ยังสอดคล้องกับแนวทางของ OECD ที่ระบุชัดว่าไทยควรใช้นโยบายการคลังอย่างมีเป้าหมาย ควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพื่อลดช่องว่างระหว่างเศรษฐกิจในระบบกับนอกระบบ — ไม่ใช่ปล่อยให้ช่องวางนั้นถ่างกว้างขึ้นด้วยนโยบายของรัฐเอง
สภาพเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้รัฐบาลรอช้า
สศช. คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.5-2.5% ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยยืนยันว่ากำลังซื้อครัวเรือนฟื้นตัวไม่เท่าเทียมกันจากภาระหนี้และค่าครองชีพที่ยังสูง สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ทุกบาทของงบกระตุ้นเศรษฐกิจมีความหมายมากกว่าที่เคย และยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะปล่อยให้เม็ดเงินรั่วไหลออกไปจากระบบเศรษฐกิจที่สร้างภาษีและการจ้างงานจริง
บทสรุป — โจทย์ที่รัฐบาลเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไป:
ภาคธุรกิจค้าปลีกและเอสเอ็มอีไม่ได้เรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ แต่เรียกร้องให้รัฐบาล “เลือกข้างให้ถูก” นั่นคือเลือกอยู่ฝั่งเศรษฐกิจในระบบที่จ้างงาน 12.93 ล้านคน เสียภาษีถูกต้อง และเป็นกระดูกสันหลังของประเทศ ไม่ใช่ฝั่งที่ปล่อยให้เศรษฐกิจนอกระบบขยายตัวด้วยเงินภาษีของคนทั้งประเทศ เพราะหากรัฐบาลยังไม่ลงมือปรับเกณฑ์ในเวลานี้ คำเตือนของภาคธุรกิจอาจกลายเป็นความจริงที่แก้ไขไม่ทันในวันที่ฐานภาษีของประเทศหดตัวลงอย่างถาวร







