เปิด 5 อุตสาหกรรม Wellness คาดมาแรง ในอีก 5 ปี เทรนด์อันดับ 1 ทั่วโลก
เศรษฐกิจเวลเนสโลกทะลุ 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ มีแนวโน้มโตเฉลี่ย 7.6% ทุกปี โดยเฉพาะ 5 กลุ่มมาแรง ดีมานด์ต้องการสูง
นายแพทย์ตนุพล วิรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงาน Thailand Marketing Day 2025 “Promt the Future : The power of Marketing” ในหัวข้อ The Power of Wellness Economy ว่า "เวลเนส" (Wellness) คือการมีสุขภาวะที่ดี 3 ส่วน ได้แก่ สุขกาย (Physical Health: ไม่เจ็บไม่ป่วย) สุขใจ (Mental Health) และ สุขจิต (Spiritual Health)
เวลเนสแตกต่างจากบริการของโรงพยาบาลซึ่งส่วนใหญ่เน้นการรักษาเมื่อเกิดการเจ็บป่วยทางกาย ในขณะที่แนวคิดเวลเนสเข้ามาเติมเต็มเพื่อส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม
ตัวเลขเศรษฐกิจเวลเนสโลกพุ่งทะยาน
นายแพทย์ตนุพล กล่าวต่อว่า จากตัวเลขล่าสุดของเศรษฐกิจเวลเนสโลก (Wellness Economy) เพิ่งถูกเผยแพร่ในการประชุมเวลเนสโลกที่ดูไบเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีการเปิดเผยว่า ธุรกิจเวลเนสทั่วโลกในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดการณ์ว่าในปี 2572 (2029) จะเพิ่มขึ้นไปแตะ 9.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 10 ล้านล้านเหรียญ และอัตราเติบโตธุรกิจเวลเนสทั่วโลกคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 7.6% ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประมาณการก่อนหน้านี้ที่ 7.2%
นับเป็นข่าวดีสำหรับประเทศไทย เนื่องจากประเทศไทยได้รับเลือกให้เป็น เจ้าภาพจัดการประชุม Global Wellness ปีหน้า โดยจะจัดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตในช่วงประมาณ เดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม
5 อุตสาหกรรมเวลเนสมาแรงที่สุด
สำหรับผู้ที่สนใจธุรกิจเวลเนส นายแพทย์ตนุพล ชี้ให้เห็น 5 อุตสาหกรรมที่คาดว่าจะเติบโตโดดเด่นและเป็นเทรนด์สำคัญในช่วง 5 ปีข้างหน้า ได้แก่
1.Wellness Real Estate คาดการณ์การเติบโตสูงสุดถึง 15% เป็นเทรนด์อันดับหนึ่งของโลก แนวโน้มนี้คือการสร้างที่อยู่อาศัยที่เน้นการรักษาสุขภาพกาย สุขใจ และสุขจิต โดยไม่เน้นความหรูหรา
2.Traditional and Complementary Medicine การแพทย์แผนอดีตหรือไทยเรียกว่าการแพทย์แผนโบราณ จะเติบโตอย่างมากในโลกใบนี้ เนื่องจากเมื่อโลกพัฒนาถึงจุดสูงสุด ผู้คนมักจะกลับคืนสู่ธรรมชาติ ไม่ต้องการบริโภคยาหรือเคมีมากเกินไป แต่ต้องการสมุนไพร โดยประเทศไทยและอินเดียเป็นประเทศที่ร่ำรวยสมุนไพร
3.Mental Wellness เติบโตกว่า 10% เนื่องจากผู้คนมีความเครียดสูงทั่วโลก
4.บ่อน้ำพุร้อน/น้ำแร่ ไทยมีส่วนนี้ คาดว่าทำได้ แต่อาจต้องปรับให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนของไทย เช่น เน้นเรื่องน้ำแร่มากขึ้น
5.Wellness Tourism การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ก็ยังคงเติบโตที่ 10%
นายแพทย์ตนุพล กล่าวว่า สำหรับปัจจัยพื้นฐานที่ผลักดันให้เวลเนสเป็นเทรนด์สำคัญคือ จำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยประเทศไทยจะก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ ภายในปี 2576 ประเทศไทยจะมีประชากรเกิน 60 ปีเกือบ 30% ซึ่งนับเป็นอันดับ 3 ของโลก รองจากญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ และนำหน้าจีน ซึ่งมีผลต่อเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยแสดงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านธุรกิจเวลเนสระดับโลก โดยมีมูลค่าการเติบโตของธุรกิจเวลเนสไทยสูงถึง 28.4% ติดอันดับ 1 ของโลก
มุ่งเป้าสู่ Wellness Hub 1 ใน 5 ของโลก
นายแพทย์ตนุพลชี้ว่า เพื่อให้ไทยก้าวสู่เป้าหมายการเป็น Wellness Hub 1 ใน 5 ของโลก จำเป็นต้องมีการยกระดับบริการแบบดั้งเดิมด้วยการนำหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์มาผสานเข้าด้วยกัน หรือที่เรียกว่า "Scientific Wellness"
ปัจจุบัน มูลค่าธุรกิจเวลเนสไทยอยู่ที่ประมาณ 40,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.3–1.4 ล้านล้านบาท และมีอันดับอยู่ที่ อันดับ 24 ของโลก และเป็นอันดับ 9 ของเอเชียแปซิฟิก สิ่งที่น่าภูมิใจคือ ธุรกิจเวลเนสไทยโตจากปี 2565 มาปี 2566 ถึง 28.4% ซึ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลก เฉพาะส่วนของ Wellness Tourism (การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ) โตถึง 119.5% ซึ่งเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นรองเพียงแค่ประเทศจีนก่อนสถานการณ์โควิด-19 (ปี 2562) ไทยเคยอยู่ในอันดับ 7 ของโลก ซึ่งถือเป็นกลุ่ม G7 ของประเทศในด้านนี้
เป้าหมายสำคัญที่ถูกกำหนดไว้ในนโยบายเวลเนสแห่งชาติ คือ การติดอันดับ 1 ใน 5 ของโลกด้าน Wellness Hub ให้ได้


