เปิดตัวแล้ว “กิโมโนผ้าไทย” เตรียมวางขายทั่วญี่ปุ่น มี.ค. 2569
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ จับมือ SACIT และ OMIYA เปิดตัว “กิโมโนผ้าไทย” ที่ญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ เตรียมวางขายทั่วญี่ปุ่น มี.ค. 2569 เผยมียอดจองแล้ว 90% มูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT และบริษัท OMIYA Co., Ltd (นาย Shinya Fusamoto, CEO of OMIYA Co., Ltd.) ผู้ค้าผ้ากิโมโนรายสำคัญของนครเกียวโต เปิดตัวคอลเลคชั่น “กิโมโนผ้าไทย” อย่างเป็นทางการ ณ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงโตเกียว พร้อมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ผลักดันผ้าไทยสู่ตลาดญี่ปุ่น
นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า โครงการ Thai Kimono Project เกิดจากความร่วมมือระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงโตเกียว และบริษัท Omiya จำกัด ที่มุ่งนำเสนอมิติใหม่ของความงามจากสองวัฒนธรรมระหว่างศิลปะงานทอผ้าอันล้ำค่าของไทย และศิลปะแห่งการสร้างสรรค์กิโมโนที่สืบทอดกันมายาวนานของญี่ปุ่น
ความร่วมมือครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดงานหัตถกรรมไทยสู่สินค้าแฟชั่นระดับนานาชาติ โดยเฉพาะตลาดญี่ปุ่นซึ่งให้ความสำคัญกับงานฝีมือ ลวดลายดั้งเดิม และคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งผ้าไทยไม่ใช่เพียงความงามทางวัฒนธรรม แต่เป็นสินค้าที่มีศักยภาพเชิงเศรษฐกิจระดับโลกได้ หากมีการต่อยอดอย่างสร้างสรรค์ให้เข้ากับวิถีของแต่ละประเทศ เช่น กิโมโนผ้าไทยในญี่ปุ่นที่สะท้อนทั้งมิตรภาพของสองชาติ และศักยภาพงานหัตถศิลป์ไทยบนเวทีสากล
ซึ่งบริษัท OMIYA ได้ร่วมพัฒนาผ้าทอไทยกับชุมชนในจังหวัดสกลนครและนครพนม ภายใต้โครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” โดยคัดสรรผ้าทอที่เหมาะสมกับคุณสมบัติของผ้ากิโมโน ก่อนพัฒนาสู่คอลเลคชั่นใหม่ 3 กลุ่ม ได้แก่
- กิโมโนผ้าไทยจากผ้าทอพื้นถิ่นดอนกอยและนาหว้า
- กิโมโนผ้าไทยจากแหล่งผลิตอื่นทั่วประเทศ
- กิโมโนผลิตในญี่ปุ่นด้วยด้ายไหมไทยจากชุมชน
วางจำหน่ายทั่วญี่ปุ่น มี.ค.69
โดยชุดกิโมโนผ้าไทยล็อตแรกจะวางจำหน่ายทั่วญี่ปุ่นในช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 โดยมียอดจองแล้วกว่า 516 คำสั่งซื้อ คิดเป็นมูลค่ากว่า 2.4 ล้านบาท สะท้อนการตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคญี่ปุ่น ซึ่งเห็นคุณค่าในงาน ฝีมือและความร่วมสมัยของผ้าไทย
ทั้งนี้ญี่ปุ่นเป็นตลาดสำคัญของสินค้าไทย โดยไทยส่งออกสิ่งทอมูลค่ากว่า 1,540 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2567 และสินค้าสิ่งทอไทยส่วนใหญ่ได้รับสิทธิลดภาษีนำเข้าเป็น 0% ภายใต้ความตกลง JTEPA
“ผ้าทอมือไทยมีเสน่ห์เฉพาะตัว เป็นความไม่สมบูรณ์แบบที่งดงาม ที่เครื่องจักรทำไม่ได้ ลวดลายพื้นถิ่นมีเอกลักษณ์ และสอดคล้องกับเทรนด์ความยั่งยืนที่ผู้บริโภคญี่ปุ่นให้ความสำคัญ”
ทั้งนี้ DITP มีแนวทางสร้างการรับรู้และคุณค่าของผ้าไทยในตลาดโลก ผ่าน 4 กลไกหลัก ได้แก่
- การบูรณาการความร่วมมือกับ SACIT นักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมและการตลาด
- การเล่าเรื่อง (storytelling) เกี่ยวกับลวดลาย เทคนิคการทอ และบทบาทของชุมชน
- การพัฒนาผ้าไทยให้ร่วมสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคต่างประเทศ
- การผลักดันผ้าไทยสู่เวทีแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ระดับโลก
“การส่งเสริมผ้าไทยไม่ใช่เพียงการทำตลาด แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศ ตั้งแต่ต้นน้ำการผลิตผ้าและช่างทอ ไปจนถึงปลายน้ำ ผู้ซื้อและแบรนด์ต่างประเทศ เพื่อให้ชุมชนมีรายได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมั่นใจว่าคอลเลคชั่นกิโมโนผ้าไทยจะได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากกิโมโนคือสัญลักษณ์วัฒนธรรมของญี่ปุ่น การผสมผสานผ้าไทยเข้าไปจึงช่วยเพิ่มสีสันใหม่ให้แฟชั่นดั้งเดิม สร้างเอกลักษณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมสองประเทศ เป็นการส่งเสริมงานหัตถศิลป์ร่วมกันระหว่างไทย–ญี่ปุ่น และจะนำไปสู่ความร่วมมือทางการค้าและการพัฒนาสินค้าร่วมสมัยในอนาคต” นางสาวสุนันทา กล่าว
อย่างไรก็ตาม DITP เตรียมขยายแนวคิดการพัฒนางานหัตถกรรมไทยไปสู่สินค้าไลฟ์สไตล์อื่น เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่งบ้าน เครื่องครัว สินค้าแฟชั่น และสินค้าวัฒนธรรม โดยทำงานร่วมกับดีไซเนอร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม และพันธมิตรต่างประเทศ เพื่อยกระดับดีไซน์คุณภาพให้แข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมขยายช่องทางจำหน่ายผ่านดิจิทัลและเครือข่ายสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่าในต่างประเทศ (สคต.) ทั่วโลก


