“อนุทิน” ชี้ ไทยอยู่ช่วง เปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่วิกฤต ชู SME ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่
“อนุทิน” ประกาศ ไทยกำลังอยู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ ต้องกล้าคิดใหม่ ใช้เทคโนโลยี ลดคาร์บอน ยกระดับ SME บุกซัพพลายเชน สร้างรันเวย์ ปฎิรูปเศรษฐกิจระยะยาว
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จัดงาน Foreign Industrial Club (FIC) 2025 ภายใต้แนวคิด “Leading Thailand Through Global Challenges”เวทีต่อยอดความสำเร็จจาก FIC 2023 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างอบอุ่นจากนักลงทุนต่างชาติและภาคธุรกิจไทย และเป็นพื้นที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชนไทย และนักลงทุนต่างชาติในประเทศไทย สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของเศรษฐกิจไทยในฐานะศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาค
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวในงาน Foreign Industrial Club (FIC) จัดงาน Foreign Industrial Club (FIC) 2025 ภายใต้แนวคิด “Leading Thailand Through Global Challenges” จัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ว่า ประเทศไทยไม่ได้กำลังก้าวเข้าสู่ภาวะวิกฤติ แต่กำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่หากเราบริหารจัดการได้ดี จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อประเทศของเรา
ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ย 1.8% แต่ปีนี้เริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวก สภาพัฒน์คาดการณ์การเติบโตประมาณ 2% และกระทรวงการคลังคาดว่าจะอยู่ที่ 2.4% ในปี 2568 จากการส่งออกที่ดีขึ้นและการใช้จ่ายภาครัฐที่เดินหน้าเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขเศรษฐกิจไม่สามารถสะท้อนภาพรวมทั้งหมดได้ โลกกำลังเปลี่ยนแปลง โลกาภิวัตน์ชะลอตัว เทคโนโลยีก้าวเร็วกว่ากฎหมาย ประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้น ผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศรุนแรงขึ้น และ “ความเชื่อมั่น” ทั้งระหว่างประเทศและระหว่างรัฐกับประชาชน ลดลงอย่างต่อเนื่อง
เพื่อรับมือกับโลกใบนี้ ไทยต้อง “คิดใหม่” ไม่สามารถใช้สูตรเดิมได้อีกต่อไป เราต้องออกแบบยุทธศาสตร์ตาม 3 แรงขับเคลื่อนอนาคต ได้แก่ การกระจายความเสี่ยง การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และการลดคาร์บอน
“การกระจายความเสี่ยง” คือ การลดการพึ่งพาตลาดหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง จึงเป็นเหตุผลที่ไทยกำลังขยายความร่วมมือทางการค้าไปยังตะวันออกกลาง แอฟริกา ยุโรปตะวันออก เอเชียใต้ และลาตินอเมริกา
“การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล” คือ การใช้ AI และเทคโนโลยีขั้นสูงมาเพิ่มผลิตภาพ พร้อมเสริมทักษะดิจิทัลให้ประชาชน เพื่อรักษาความปลอดภัยและมาตรฐานความโปร่งใส
“การลดคาร์บอน” คือ การเตรียมพร้อมสู่ยุคที่ห่วงโซ่อุปทานสีเขียวกำหนดความสามารถในการเข้าถึงตลาดโลก การลดค่าครองชีพด้านพลังงานและขนส่ง ช่วยให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจมีพื้นที่หายใจ การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ ช่วยป้องกันเศรษฐกิจชะลอตัว การขยายการเข้าถึงสินเชื่อ SME ช่วยเสริมกระดูกสันหลังเศรษฐกิจไทย และการฟื้นความเชื่อมั่นด้านท่องเที่ยว ช่วยให้มีรายได้จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง แต่เป็น “รันเวย์” สู่การปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว และเราต้องระบุให้ได้ว่าอุตสาหกรรมใดคือจุดแข็งที่ไทยสามารถ “ชนะได้จริง”
ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) คือหนึ่งในนั้น ไทยเป็นผู้นำอาเซียนทั้งด้านการใช้และผลิต EV หากเดินไปตามศูนย์การค้าหรือปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ จะเห็นสถานีชาร์จเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขั้นต่อไปคือการสร้าง “ระบบนิเวศเต็มรูปแบบ” ด้วยนวัตกรรมแบตเตอรี่ รีไซเคิล ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยซอฟต์แวร์ และโลจิสติกส์สีเขียว อีกอุตสาหกรรม คือ เซมิคอนดักเตอร์
เป้าหมายของเราไม่ใช่แข่งขันกับยักษ์ใหญ่ของโลก แต่เป็นการ “เสริม” พวกเขา โดยเฉพาะด้านแพ็กเกจจิ้ง การทดสอบ และชิปเฉพาะทาง (specialty chips) ในอุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ ไทยมีความได้เปรียบ เรากำลังเสริมแกร่งด้าน AI การแพทย์ ไบโอเทค การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟู และการดูแลผู้สูงอายุ เมื่อโลกชะลอตัวลง ประเทศต่างๆ ต้องการ “โซลูชัน” ไม่ใช่แค่บริการ และไทยค่อนข้างมีพร้อม
อาหาร คือ อีกหนึ่งโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ใช่แค่อาหารแปรรูป แต่รวมถึงอาหารอนาคต เช่น โปรตีนจากพืช นวัตกรรมฮาลาล และการผลิตที่ทนต่อสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหารไม่ใช่แค่ประเด็นเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่เป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจะเป็นครัวของโลก และเรามีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นสู่จุดนั้น ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มี SME ที่แข็งแรง
กลยุทธ์ SME ของเราชัดเจน คือ เข้าถึงเงินทุนง่ายขึ้น ลดกฎระเบียบที่ซับซ้อน ผลักดันดิจิทัล และเชื่อม SME เข้ากับซัพพลายเชนของบริษัทใหญ่ มาตรการเหล่านี้ช่วยเสริมความเข้มแข็งทางการเงิน เพิ่มภูมิคุ้มกันในประเทศ และยกระดับสินค้าสู่มาตรฐาน “Made in Thailand” (MiT)
นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลกำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมดิจิทัล ซึ่งจะทำให้ขั้นตอนต่างๆ โปร่งใสขึ้น รวดเร็วขึ้น และทำให้ผู้ประกอบการเติบโตเต็มศักยภาพ สร้างความเชื่อมั่นในซัพพลายเชน และช่วยผู้บริโภคได้สินค้าที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น เครื่องมือเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงนโยบายการเงิน แต่เป็น “สัญญาณ” ว่าผู้ประกอบการทั่วประเทศไม่ได้เดินลำพัง และทุกธุรกิจที่มีศักยภาพ คือ แรงขับของเศรษฐกิจในประเทศ
เกรียงไกร เธียรนุกุล และ อนุทิน ชาญวีรกูล
ในโลกปัจจุบัน ความสามารถในการแข่งขันไม่ขึ้นอยู่กับอุตสาหกรรมอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลด้วย เราจะลดความล่าช้า ลดโอกาสคอร์รัปชัน และสร้างสภาพแวดล้อมที่คาดการณ์ได้สำหรับนักลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นและสร้างเครดิตให้ไทยในห่วงโซ่อุปทานโลก
นี่คือเหตุผลที่ไทยกำลังก้าวสู่การเป็นสมาชิก OECD เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการลงทุนระยะยาวตามมาตรฐานสากล และไทยได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนและ APEC เมื่อเดือนที่ผ่านมา ที่อาเซียน เราเน้นย้ำความจำเป็นของห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรงและยืดหยุ่น พร้อมความมุ่งมั่นต่อสันติภาพและเสถียรภาพ ที่ APEC ไทยผลักดันบทบาทในฐานะ “ตัวเชื่อมเศรษฐกิจ” ผู้นำอุตสาหกรรมอนาคต และผู้สนับสนุนการเติบโตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ประเทศไทยพร้อมร่วมมือกับพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์ร่วมกันด้านนวัตกรรม ความเปิดกว้าง และความมั่งคั่งระยะยาว เป้าหมายของเรา คือ วางประเทศไทยไว้ใจกลางเอเชียที่เชื่อมโยง แข่งขันได้ และยั่งยืน อนาคตของไทยจะถูกกำหนดจากพันธมิตรที่เราสร้างในวันนี้ และเราจะร่วมกันสร้างภูมิภาคที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ความเป็นไปได้ และความมั่นคง ไม่ใช่ความไม่แน่นอน
“ประเทศไทยไม่ต้องการ “เลือกข้าง” ประเทศไทยต้องการ “เลือกเสถียรภาพ ความร่วมมือ และโอกาส” คุณค่าของไทยที่มีต่อโลกไม่ใช่การเป็นผู้ตาม แต่การเป็นผู้เชื่อม ผู้ประสาน และผู้สร้างเสถียรภาพ” นายอนุทิน กล่าว
ด้านนายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ทั่วโลกกำลังเผชิญอย่างรอบด้าน ทั้งปัญหาการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนปัญหาสังคม ผู้สูงอายุ เป็นโจทย์สำคัญที่หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมและปรับตัวให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว ส.อ.ท. ได้ทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่างใกล้ชิดในการยกระดับอุตสาหกรรมเดิม (First Industries) สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industries) ครอบคลุม 12 อุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การบินและโลจิสติกส์ เทคโนโลยีชีวภาพ และการแปรรูปอาหาร ตามข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ระบุว่ามูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมอยู่ที่ 1.37 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 94% เมื่อเทียบกับปีก่อน
หากดูเฉพาะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มูลค่าการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนต่อเนื่องรวมเป็น 985,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 82% เมื่อเทียบกับปีก่อน การเติบโตส่วนใหญ่มาจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น อุตสาหกรรมดิจิทัล ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) เซมิคอนดักเตอร์และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) พลังงานหมุนเวียน และยานยนต์ไฟฟ้า สะท้อนศักยภาพของประเทศไทยในฐานะฐานลงทุนสำคัญและห่วงโซ่อุปทานที่พร้อมรองรับนักลงทุนทั่วโลก
นอกจากนี้ การขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของภาครัฐ ทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจ การสร้างกำลังซื้อ การส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมาย รวมถึงระบบ FastPass เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ (Ease of Doing Business) ช่วยวางรากฐานความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจในระยะยาว
การจัดงาน FIC 2025 ครั้งนี้เป็นการสานต่อเจตนารมณ์ของ ส.อ.ท. ในการผลักดันประเทศไทยให้พร้อมรับมือกับความท้าทายของเศรษฐกิจโลก และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการลงทุนในภูมิภาคเอเชีย โดย FIC จะเป็นเวทีสำคัญในการต่อยอดให้เกิดความร่วมมือ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในการทำธุรกิจ และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจระหว่างกัน เพื่อนำไปสู่ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การลงทุนใหม่ๆ และขยายการลงทุนเดิมในภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงให้ทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพและความก้าวหน้าของภาคอุตสาหกรรมไทย ผ่านนโยบาย “4GO” ที่ประกอบด้วย Go Digital & AI ยกระดับอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) Go Innovation สร้างผู้ประกอบการ “จิ๋วแต่แจ๋ว” ด้วยนวัตกรรม Go Global พัฒนาสินค้าและบริการไทย เพื่อขยายโอกาสสู่ตลาดโลก และ Go Green ขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนและการปรับตัวสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050
ด้านนายวิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์ ประธานจัดงาน Foreign Industrial Club และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่แห่งการเปลี่ยนผ่าน ทุกภาคส่วนเปิดรับโอกาสในอุตสาหกรรมเกิดใหม่ ตั้งแต่เทคโนโลยีสีเขียว นวัตกรรม ไปจนถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งหมดสอดคล้องกับวาระโลกในการมุ่งสร้างห่วงโซ่อุปทานยืดหยุ่น ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
วิเชาวน์ รักพงษ์ไพโรจน์
ประเทศไทยพร้อมแล้วที่จะขยายบทบาทบนเวทีโลก เชื่อมโยงและร่วมมือกับทุกภาคส่วน เปลี่ยนความท้าทายให้เป็นโอกาสสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนและทั่วถึง


