เวียดนามขึ้นแท่นตลาดบิวตี้โตเร็วสุดในอาเซียน กว่า 93% นำเข้า
เวียดนามขึ้นแท่นตลาดบิวตี้โตเร็วสุดในอาเซียน ชนชั้นกลางโต-กำลังซื้อสูง นำเข้าเครื่องสำอางกว่า 93% ต้องการสินค้าปลอดภัยและยั่งยืน เปิดช่องแบรนด์ไทยรุกตลาด
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในประเทศศักยภาพสูงที่สุดของอาเซียน จากการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างชาติ และกำลังซื้อของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันเวียดนามมีประชากร 98.22 ล้านคน โดยกว่า 56.15 ล้านคนเป็นวัยทำงานอายุ 15 ปีขึ้นไป
ด้านรายได้เฉลี่ยต่อหัวและค่าจ้างขั้นต่ำปรับตัวสูงขึ้นตามลำดับ โดยอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอยู่ที่ 3.25–4.68 ล้านดองเวียดนามต่อเดือน (ราว 137–198 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 4,775–6,876 บาท) สะท้อนศักยภาพการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของแรงงานเวียดนาม
อีกทั้งเวียดนามยังมีอัตราการรู้หนังสือสูงกว่า 90% ส่งผลให้ประเทศมีแรงงานคุณภาพจำนวนมาก และประชาชนมีกำลังซื้อเพียงพอต่อการบริโภคสินค้าและบริการในชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง
ส่องแนวโน้มตลาดบิวตี้ในเวียดนาม
เมื่อโฟกัสไปยังการบริโภคสินค้าความงาม สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม รายงานว่า ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจของเวียดนามเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มาตรฐานค่าครองชีพและรายได้ของประชาชน ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ชนชั้นกลางกำลังขยายตัว ส่งผลให้กำลังซื้อผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลเพิ่มสูงขึ้น ผู้บริโภคจำนวนมากยินดีจ่ายมากขึ้นเพื่อเป็นเจ้าของผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางคุณภาพดี แหล่งที่มาชัดเจน และเหมาะสมกับความต้องการส่วนบุคคล
จากข้อมูลของ Fortune Business Insights คาดการณ์ว่า ตลาดความงามในเวียดนามจะมีมูลค่า 631,940 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2575 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ร้อยละ 6.69 โดยเฉพาะให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ระดับพรีเมียมและยั่งยืน
รายงานจาก Vogue Business Beauty Index ระบุว่า จากผู้บริโภคที่ตอบแบบสอบถามร้อยละ 76 ให้ความสำคัญกับการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะของตน ซึ่งผู้ประกอบการต่างๆ จำเป็นต้องส่งเสริมเทคโนโลยีการวิเคราะห์ข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการโต้ตอบแบบเฉพาะบุคคลในผลิตภัณฑ์ รวมถึงกลยุทธ์ทางการตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายกำลังกลายเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีการเปลี่ยนแปลงมากที่สุด
โดยมีการเติบโตแซงหน้าตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลผิว หลายแบรนด์ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลร่างกายที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับเซรั่มหรือครีมบำรุงผิวหน้า ครีมบำรุงผิวกาย ฟื้นฟูและต่อต้านริ้วรอย นอกจากนี้ แนวคิดเรื่องการปกป้องผิวกลายเป็นความสนใจสำหรับบริโภคเวียดนาม ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมและฟื้นฟูบกป้องผิวด้วยวัตถุดิบตามธรรมชาติ ช่วยให้ผิวแข็งแรงโดยปราศจากสารอันตราย
ในเวียดนาม ตลาดผลิตภัณฑ์ความงามและผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลกำลังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 2,740 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2568 แนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนกำลังมีอิทธิพลต่อตลาด เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสนใจในผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับแบรนด์เวียดนาม ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในทิศทางที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืน เพื่อแข่งขันในตลาดต่างประเทศ
เน้นสินค้าจากธรรมชาติ
แนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนกำลังมีอิทธิพลต่อตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลในเวียดนามเช่นกัน ผู้บริโภคต้องการผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อร่างกาย เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีแหล่งกำเนิดที่โปร่งใส กระแสการใช้เครื่องสำอาง “จากธรรมชาติ” และ “ปลอดภัย” ในเวียดนามไม่ได้หยุดอยู่แค่การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่ปลอดสารพิษเท่านั้น แต่ยังขยายไปถึงเครื่องสำอางวีแกน (vegan beauty) ซึ่งไม่มีส่วนผสมของสัตว์และไม่ทดลองกับสัตว์
ในช่วงที่ผ่านมา ตลาดเครื่องสำอางวีแกนในเวียดนามได้พัฒนาอย่างแข็งแกร่งขึ้น เป็นผลมาจากความตระหนักรู้ของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะกลุ่ม Millennials และ Gen Z เป็นกลุ่มผู้บริโภคหลักที่ขับเคลื่อนแนวโน้มดังกล่าว
ยุคทองของประชากรผู้หญิง
สำนักงานสถิติแห่งชาติเวียดนามระบุว่า ปัจจุบันเวียดนามกำลังอยู่ในช่วงยุคทองของประชากร โดยมีผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 50.1 กลุ่มผู้บริโภคหลักคือกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์ภายนอกและการดูแลตัวเองมากขึ้น อิทธิพลของโซเชียลมีเดียและเทรนด์ความงามสมัยใหม่ทำให้ความต้องการใช้เครื่องสำอาง ตั้งแต่การแต่งหน้าไปจนถึงการดูแลผิวได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และกลายเป็นส่วนสำคัญในชีวิตประจำวัน
ต่างจากกระแสการดูแลผิวหลายขั้นตอนในอดีต ผู้บริโภคยุคใหม่กำลังมุ่งสู่การดูแลผิวแบบมินิมอลแต่มีประสิทธิภาพ “Less is More” กลายเป็นปรัชญาความงามที่ได้รับความนิยม เน้นการใช้ผลิตภัณฑ์น้อยลง แต่เน้นคุณภาพและประสิทธิภาพที่ชัดเจน เทรนด์นี้ได้รับความนิยมเป็นพิเศษในกลุ่มคนรุ่น Gen Z และ Millennial ที่ชื่นชอบไลฟ์สไตล์แบบมินิมอล รวดเร็ว แต่ยังคงมั่นใจได้ถึงการดูแลผิวอย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยม เช่น ครีมกันแดดผสมครีมบำรุงผิว เซรั่มผสมมอยส์เจอไรเซอร์และสารต่อต้านริ้วรอย เป็นต้น
อีคอมเมิร์ซโตไม่ต่างจากไทย
การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอีคอมเมิร์ซในเวียดนามกำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคเครื่องสำอาง ผู้บริโภคในให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว และประสบการณ์การซื้อของออนไลน์แบบหลายแพลตฟอร์ม ผ่านเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซชั้นนำได้แก่ Shopee, Lazada, Tiki ไปจนถึงโซเชียลมีเดียอย่าง TikTok Shop, Instagram และ Facebook Marketplace
นอกจากการซื้อของแล้ว ผู้บริโภคยังสามารถเข้าถึงข้อมูลผลิตภัณฑ์ผ่านการไลฟ์สด รีวิวจาก KOL/KOC ซึ่งแบรนด์ต่างๆ จำเป็นต้องลงทุนในเนื้อหาดิจิทัล ดูแลระบบ chatbot เพื่อให้ข้อมูลกับลูกค้าการทดสอบผลิตภัณฑ์เสมือนจริง AR เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างประสบการที่ดีของลูกค้าออนไลน์ (จาก https://vneconomy.vn/)
นำเข้าเครื่องสำอางกว่า 93%
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ระบุว่า ตลาดความงามของเวียดนามกำลังพัฒนาไปในทิศทางที่ดีและมีศักยภาพสูง ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าผู้บริโภคเวียดนามมีความรู้และความคาดหวังที่สูงขึ้น โดยเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลตนเองที่จำหน่ายในตลาดเวียดนามส่วนใหญ่เป็นสินค้านำเข้าถึงกว่า 93% จากสินค้าเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไทย สหรัฐฯ และสหภาพยุโรป
นอกจากนี้ ตลาดสินค้าเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวในเวียดนามมีการแข่งขันค่อนข้างสูง โดยเฉพาะสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่สนใจขยายตลาดผลิตภัณฑ์ความงามมาไปยังเวียดนาม จึงควรศึกษาความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภค และเข้าใจผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย มีความต้องการและแนวโน้มความนิยมของผลิตภัณฑ์ ที่แตกต่างกันในแต่ละภูมิภาค รวมถึงศึกษาคู่แข่งในตลาด
เพื่อกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดที่มีประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบในการเข้าสู่ตลาดเวียดนาม ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรสร้างแผนการประชาสัมพันธ์สินค้าที่มีความน่าเชื่อถือและสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ ควบคู่ไปกับกิจกรรมส่งเสริมการขาย และการจัดจำหน่ายที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อขยายตลาดในเวียดนามอย่างมีประสิทธิภาพ
Soucre : Krungsri The COACH , สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม


