Hungry Hub แอปฯ จองร้านอาหาร ดัน 2 พันร้านค้าไทยบุกตลาดต่างประเทศ
Hungry Hub แอปฯจองร้านอาหาร เปิดโรดแมปสู่ปี 2026 สยายปีกขึ้นแท่น Online Travel Agent เปิดฟีเจอร์ใหม่ ช่วย 2,200 ร้านค้า เพิ่มยอดขายแบบเรียลไทม์
Hungry Hub (ฮังกรี้ ฮับ) แพลตฟอร์มจองร้านอาหารและโรงแรมแบบ One Stop Service เดินเครื่องโรดแมปสู่การเป็น Online Travel Agent (OTA) ด้านร้านอาหารในระดับภูมิภาค หลังขยายตลาดสู่สิงคโปร์สำเร็จ เตรียมที่จะบุกมาเลเซียปลายปีนี้ เร่งขยาย 3,000 ร้านทั่วไทย เพื่อสร้างเครือข่ายร้านอาหารระดับนานาชาติและผลักดันให้บริษัทไทยสู่การเติบโตแบบ Regional Player
รุกต่างประเทศต่อเนื่อง ตั้งเป้าโตเป็น OTA ร้านอาหารระดับโลก
นายสุรสิทธิ์ สัจจะเดว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Hungry Hub กล่าวว่า Hungry Hub ยังคงเดินหน้าสู่การเป็น Online Travel Agent (OTA) สำหรับร้านอาหารระดับโลก หลังจากประสบความสำเร็จในการขยายตลาดไปยังสิงคโปร์เมื่อปีที่แล้ว ภายในปีเดียว สามารถขยายพันธมิตรร้านอาหารเป็น 250 ร้านค้า คาดว่าจะสร้างยอดขายให้ร้านอาหารที่สิงคโปร์ถึง 20 ล้านบาท และจะแตะ 100 ล้านในปีหน้า
ส่วนในปลายปีนี้ จะขยายตลาดไปที่มาเลเซีย ซึ่งปัจจุบันมีพันธมิตรร้านค้าประมาณ 50 ร้านค้า พร้อมตั้งเป้าว่าจะในปีหน้าจะขยายธุรกิจไปยัง 2-3 ประเทศ ซึ่งกลยุทธ์การขยายตลาดต่างประเทศ นอกจากจะเป็นการสร้าง Network Effect ที่ทรงพลังให้ธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ยังเป็นหนึ่งในก้าวสำคัญของการเติบโตจากบริษัทไทยสู่บริษัทระดับภูมิภาคในอนาคต
เปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่
นอกจากแผนขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ ในปีนี้ Hungry Hub ยังได้มีการเปิดตัว 2 ฟีเจอร์ใหม่ ที่ช่วยเสริมประสบการณ์การใช้งานให้ดียิ่งขึ้น ได้แก่ ฟีเจอร์การแสดงผลหลายสกุลเงิน (Multi-currency) ช่วยให้นักท่องเที่ยวเห็นราคาในสกุลเงินของตนเอง ซึ่งทำให้การตัดสินใจในการจองสะดวกและง่ายขึ้น โดยไม่ต้องคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนเอง ฟีเจอร์การตั้งราคาแบบยืดหยุ่น (Dynamic Pricing) ตามดีมานด์ของลูกค้า ช่วยให้เจ้าของร้านสามารถตั้งราคาได้ตามดีมานด์ของลูกค้า เช่น การตั้งราคาเพิ่มขึ้นตามจำนวนที่นั่ง (เช่น ทุก 10 ที่นั่ง เพิ่ม 5%) หรือการปรับราคาในช่วงเทศกาล (เช่น วาเลนไทน์, สงกรานต์) นอกจากนี้ยังมีระบบ AI ที่ช่วยแนะนำการปรับราคา โดยสามารถเลือกได้ว่าจะให้ AI ปรับราคาอัตโนมัติหรือให้เจ้าของร้านเป็นผู้อนุมัติการปรับเปลี่ยนราคาเอง
“Dynamic Pricing เป็นฟีเจอร์ที่เข้ามาทลายขีดจำกัดเดิมๆ ของร้านอาหาร ให้สามารถตั้งราคาได้อย่างยืดหยุ่น สามารถปรับเปลี่ยนได้ทุกวัน ทุกเวลา หรือทุกนาที คล้ายๆ กับเวลาเราจองตั๋วเครื่องบินหรือที่พัก ถ้าเป็นช่วงพีค มีความต้องการสูง ราคาก็สูงตาม ผมมองว่า ถ้านำมาปรับใช้กับร้านอาหารจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเพิ่มยอดขายและจัดการกับดีมานด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ร้านอาหารมิชลินหรือร้านที่มียอดจองเต็มตลอดเวลา สามารถเลือกเพิ่มราคา 30% สำหรับ 10 ที่นั่งสุดท้าย เพื่อเพิ่มมูลค่าจากดีมานด์ที่สูง หรือ ในวันศุกร์ที่ปกติจะมีการจอง 50 ที่นั่ง แต่หากฝนตกและมีการจองแค่ 10 ที่นั่ง ร้านก็สามารถลดราคา เพื่อดึงดูดลูกค้าให้มาทานมากขึ้น”
เพิ่มร้านค้าทั่วไทยเข้าแพลตฟอร์ม 3000 ร้านปีหน้า
นายสุรสิทธิ์ ยังกล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน Hungry Hub มีร้านค้าพันธมิตรในไทย 2,200 ร้านค้า และตั้งเป้าว่าจะเพิ่มเป็น 3,000 ร้านค้าทั่วไทยในปีหน้า และแม้ว่าในปีที่ผ่านมา ธุรกิจอาหารจะเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน Hungry Hub ยังสามารถช่วยพันธมิตรร้านอาหารสร้างรายได้กว่า 4,000 ล้านบาท และรักษาฐานผู้ใช้งานแอปพลิเคชันกว่า 1 ล้านคนต่อเดือน
โดยปัจจุบันลูกค้าต่างชาติคิดเป็นเกือบ 30-40% ของยอดขาย ลูกค้าหลักมาจากเอเชีย เช่น ฮ่องกง, สิงคโปร์, เกาหลีใต้, มาเลเซีย, และไต้หวัน
“หมุดหมายสำคัญของ Hungry Hub ในอนาคต คือ การเป็นบริษัทไทยที่เติบโตในระดับภูมิภาค ในฐานะ Online Travel Agent (OTA) สำหรับวงการร้านอาหาร ที่ไม่เพียงแค่ตอบโจทย์ด้านการจองร้านอาหารเท่านั้น แต่ยังพร้อมยกระดับประสบการณ์การกินและการท่องเที่ยวให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์นักเดินทางยุคใหม่ สร้างประสบการณ์การกินและการเดินทางระดับโลกอย่างไร้รอยต่อ ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงและให้บริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวในยุคปัจจุบัน”


