Easy Money ชี้อนาคตโรงจำนำโต SME–ฟรีแลนซ์ ใช้ทรัพย์สินเสริมสภาพคล่อง
Easy Money รีเซ็ตภาพโรงรับจำนำเก่า สู่สถาบันการเงินทางเลือกของฟรีแลนซ์–SME ฉายภาพอนาคตโตแรง คนนำทอง-แบรนด์เนม ทรัพย์สินในมือ มาใช้หมุนเงิน เสริมสภาพคล่อง
ครั้งหนึ่ง ภาพของโรงรับจำนำแบบเก่า มักถูกจดจำว่าเป็นตึกแถวทึบ ๆ เคาน์เตอร์สูงมีลูกกรงกั้นจนถึงเพดาน ทำให้คนที่ก้าวเข้าไปมักรู้สึก ถูกกดทับ และ ด้อยค่า ตั้งแต่ยังไม่ได้พูดคุยอะไร
บริการก็ไม่คงมาตรฐาน ผู้ให้บริการบางรายยังตรวจสอบทรัพย์แบบล้าสมัย เช่น ใช้คัตเตอร์กรีดทองเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นของแท้ เป็นวิธีที่ทำให้ทรัพย์เสียหายในทันที ยิ่งไปกว่านั้น การตีราคาก็อิงความรู้ของเถ้าแก่เป็นหลัก ต่อให้ลูกค้านำทรัพย์มูลค่าสูงมา ก็อาจได้ราคาจำนำเพียงไม่กี่บาทหากผู้รับจำนำไม่รู้จักมูลค่าที่แท้จริง ส่วนการเก็บรักษาทรัพย์สินก็ไม่มั่นใจได้ เช่น เพชรที่เกิดรอยขีดเพราะถูกเก็บเบียดกัน จนเกิดสิ่งที่เรียกว่า 'เพชรกินกัน'
ตามคำบอกเล่าของ “สิทธิวิชญ์ ตั้งธนาเกียรติ” ประธานกรรมการบริหาร อีซี่มันนี่ กรุ๊ป และ “สุธี พนาวร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ตั้งธนสิน จำกัด กล่าวว่า ปัญหาเหล่านี้ทำให้อีซี่มันนี่ (Easy Money) พยายามจะลบภาพจำด้วยการเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจเป็นสถาบันการเงินทางเลือก สำหรับผู้มีทรัพย์สิน ไม่ว่าจะเป็นอาชีพฟรีแลนซ์ SME คนทำมาค้าขายที่ไม่ได้มีสลิปเงินเดือนหรือรายได้ประจำจากธุรกิจ
พอร์ตสินเชื่อ 2.7 หมื่นล้าน
สิทธิวิชญ์ กล่าวต่อว่า อีซี่มันนี่ พิจารณาจาก 'มูลค่าทรัพย์สิน' เป็นตัวประเมิน ปัจจุบันอีซี่มันนี่ ถือเป็นผู้เล่นรายใหญ่ของตลาดโรงรับจำนำเอกชน ด้วยพอร์ตสินเชื่อรวมกว่า 27,000 ล้านบาท และเครือข่าย 98 สาขาใน 33 จังหวัด การเติบโตยังแข็งแรงต่อเนื่อง เฉพาะ 10 เดือนแรกของปีนี้เติบโตประมาณ 30% ขณะที่ปีก่อนหน้าเติบโต 20% ปัจจัยมาจากทั้งราคาทองคำที่พุ่งสูง และลูกค้าใหม่ที่เริ่มมองเห็นโอกาสใช้ทรัพย์สินต่อยอดธุรกิจ
ปรากฏการณ์หมุนเงิน ทุกอาชีพ ทุกระดับ
คุณภาพพอร์ต สิทธิวิชญ์ เปิดเผยว่า ลูกค้าของอีซี่มันนี่ มีอัตราไถ่ถอนทรัพย์สูงกว่า 90% ขณะที่ทรัพย์ที่หลุดจำนำมีเพียงประมาณ 4% กว่า ๆ เท่านั้น สะท้อนว่าลูกค้าส่วนใหญ่ใช้บริการเพื่อ “เสริมสภาพคล่องชั่วคราว” มากกว่าปล่อยทรัพย์ทิ้ง
ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาใช้บริการอีซี่มันนี่ไม่ได้ต้องการเงินเพื่อนำไปใช้จ่ายแบบหมดไป แต่เป็นกลุ่มคนที่ทำมาหากินด้วยตัวเอง และต้องการทุนหมุนเวียนเพื่อต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ จึงไม่น่าแปลกที่กลุ่ม ฟรีแลนซ์และ SME จะเป็นผู้ใช้บริการสำคัญ เช่น
- ช่างภาพฟรีแลนซ์ที่นำกล้อง Leica ที่ไม่ได้ใช้งานมาจำนำ เพื่อนำเงินไปจ้างทีมงานรับโปรเจ็กต์ใหม่
- แม่ค้าออนไลน์นำสร้อยคอมาจำนำเพื่อสต็อกสินค้าให้ทันช่วง Big Sale อย่าง 11/11 หรือ 12/12
- นักลงทุนที่ใช้จังหวะตลาดร่วงเพื่อ 'ช้อนหุ้นพื้นฐานดี'
แม้แต่ช่วงแคมเปญรัฐบาล “คนละครึ่ง พลัส” ร้านค้าหลายแห่งก็นำทรัพย์สินมาจำนำเพื่อสต็อกวัตถุดิบเพิ่ม เพราะคาดว่ายอดขายจะพุ่งหลายเท่าตัว
โดยพบว่า 5 ทรัพย์ยอดฮิตที่คนไทยนำมาจำนำมากที่สุด
- ทองคำ
- เพชร
- นาฬิกา
- พระเครื่อง (กรอบพระ)
- กระเป๋าแบรนด์เนม
ในขณะเดียวกัน ยังพบทรัพย์สิน “เคสใหม่ ๆ” เพิ่มขึ้น เช่น
- เคยมีลูกค้านำทองมาจำนำเพื่อเอาเงินไปซื้อคริปโต
- Startup ที่มีไอเดียแต่ไม่มีทุน ใช้ทองหรือแหวนเพชรเป็นทุนเริ่มต้น
- ผู้ประกอบการเลี้ยงปลา นำเลโกมาจำนำเพื่อนำเงินไปซื้ออาหาร ก่อนนำรายได้กลับมาไถ่คืน
- ผู้ประกอบการอู่ซ่อมรถหันจากเงินกู้นอกระบบมาใช้บริการจำนำแทน
- แม่ค้าออนไลน์ใช้สร้อยคอเป็นทุนสต็อกสินค้าในช่วง Big Campaign แล้วไถ่คืนเมื่อขายหมด
อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งของโมเดลธุรกิจนี้สะท้อนผ่านผลประกอบการ 10 เดือนแรกของปี 68 ที่บริษัทมีรายได้ 11,997 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,188 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.68% และ 43.960% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ โดยพอร์ตสินเชื่อคงค้างมีอัตราการเติบโต 30% จากปี 67 ได้อานิสงส์จากการปรับขึ้นของราคาทองคำ
ล่าสุด บริษัทยังได้รับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อจาก 3 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย, ธนาคารออมสิน และธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ รวมมูลค่า 3,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่สถาบันการเงินมีต่อบริษัทฯ
ไม่ใช่ก่อหนี้ใหม่
นายสุธี กล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่ อีซี่มันนี่ พยายามสื่อสารคือการสร้างความเข้าใจใหม่ว่า การใช้สินทรัพย์ค้ำประกันไม่ใช่การก่อหนี้ใหม่ แต่คือการกู้ยืมจากสินทรัพย์ของตัวเอง แนวคิดนี้มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการเงิน (Financial Inclusion) สำหรับ ผู้มีทรัพย์ที่ต้องการ ต่อยอดโอกาส’ เช่น กลุ่มฟรีแลนซ์ และ SME ที่ระบบการเงินหลักมักมองข้าม โดยเปลี่ยนวิธีคิดจากการประเมินด้วย ‘รายได้’ มาเป็นการประเมินจาก ‘สินทรัพย์’ ที่พวกเขามีอยู่ในมือ
ปัจจัยดันอุตสาหกรรมจำนำโต
ทั้งนี้ เมื่อมองอนาคตของธุรกิจ สิทธิวิชญ์ กล่าวว่า อุตสาหกรรมโรงรับจำนำจะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญใน 5–10 ปีข้างหน้า โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ได้แก่
พฤติกรรมลูกค้า การเติบโตจะมาจากลูกค้ากลุ่มใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมีลูกค้าที่นำสินทรัพย์ เช่น นาฬิกา มาใช้บริการอยู่ น้อยมาก รวมถึงการเปลี่ยนภาพลักษณ์ ในอดีต ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการมีความรู้สึกเขินอาย ถูกมองว่าเดือดร้อนหรือขัดสน แต่ภาพที่แท้จริงคือลูกค้าส่วนใหญ่เป็น คนที่มีวินัย ที่ทำมาหาได้จนมีทรัพย์สิน และเห็นโอกาส ที่ต้องการจะคว้าไว้ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ การเติบโตมาจากทั้งพฤติกรรมลูกค้าและเศรษฐกิจ เมื่อเกิดความยากลำบาก มนุษย์จะหาทางออกและเกิดธุรกิจใหม่ ๆ ที่ต้องการเงินทุนเริ่มต้น
นอกจากนี้ ธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่าน ต่างต้องการเงินทุนระยะสั้นแบบรวดเร็ว จากที่ผ่านมาทำให้บริการของอีซี่มันนี่ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในช่วงเริ่มต้นของธุรกิจจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารทั้งสองบอกว่า วัฏจักรธุรกิจโรงรับจำนำมีเอกลักษณ์เฉพาะ และไม่ได้โตเด่นในช่วงเศรษฐกิจถดถอยอย่างที่หลายคนเข้าใจ อย่างช่วงเศรษฐกิจแย่ ยอดจำนำชะลอลง เพราะลูกค้ากังวลดอกเบี้ยและมักนำทรัพย์กลับไปไถ่ถอนเพื่อลดภาระ ส่วนช่วงเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ธุรกิจจะโตขึ้น ตัวอย่างชัดเจน หลังโควิดเปิดประเทศ ยอดของอีซี่มันนี่วิ่งขึ้นทันที ร้านอาหาร (พัทยา, ภูเก็ต, สมุย) ที่เก็บทองไว้รอสัญญาณการเปิดประเทศ ก็เริ่มนำทองมาจำนำเพื่อนำเงินไปปรับปรุงร้าน ซื้อวัตถุดิบ แล้วเมื่อทำมาหาได้สักพัก เขาก็จะไปกู้แบงค์ต่อ
อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารกล่าวทิ้งท้ายว่า เป้าหมายของ อีซี่มันนี่ คือการเป็น Bridging Loan หรือ “สะพานเชื่อมระหว่างทรัพย์สินที่มี กับโอกาสที่พบ” เป็นการ “กู้เงินจากตัวเอง” ผ่านทรัพย์สินที่มีอยู่แล้ว แทนภาพจำแบบเก่าที่ต้องเดินเข้าโรงรับจำนำด้วยความอาย


