ยุคเร่งรีบดันอาหารพร้อมทานโต SMEs ครองตลาด กว่า 548 โรงงาน
ชีวิตเร่งรีบเปลี่ยนตลาด ทำไมอาหารพร้อมทาน ถึงกลายเป็นสินค้าที่โตทุกปี? วิจัยกรุงศรีเปิดแนวโน้มอุตสาหกรรม SMEs กว่า 548 โรงงานครองตลาด ส่งออกโตแต่ยังมีความท้าทาย
อุตสาหกรรมอาหารพร้อมทาน (Ready-to-eat Food) ยังเป็นดาวเด่นของธุรกิจอาหารไทยในยุคที่ผู้บริโภคต้องการความสะดวกและเข้าถึงง่าย Krungsri Research ประเมินแนวโน้มปี 2569–2571 ว่า ตลาดยังเติบโตต่อเนื่อง โดยยอดจำหน่ายในประเทศจะขยายตัวเฉลี่ย 2.3–3.3% ต่อปี หนุนโดยไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบขึ้น การใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อพัฒนาสินค้าเฉพาะกลุ่ม และการขยายสาขาร้านสะดวกซื้อทั่วประเทศ
เปิดภาพรวมอุตสาหกรรม ขับเคลื่อนโดย SME
ปี 2567 ไทยมีโรงงานที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าและยังดำเนินการอยู่รวม 575 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นโรงงานขนาดกลาง-เล็ก (SMEs) 548 แห่ง
1.อาหารพร้อมทานแบบแห้ง–เก็บได้นาน (225 โรงงาน) คิดเป็น 39.1% ของผู้ผลิตทั้งหมด ส่วนใหญ่เป็น SMEs (212 แห่ง) และโรงงานใหญ่ (13 แห่ง) มีผลิตภัณฑ์เช่น อาหารปรุงสำเร็จบรรจุสุญญากาศ 153 แห่ง ผลิตภัณฑ์แป้งสำเร็จรูป/กึ่งสำเร็จรูป 36 แห่ง น้ำซุป–อาหารพิเศษ 36 แห่ง
2.อาหารสำเร็จรูปแช่เย็น–แช่แข็ง (350 โรงงาน) คิดเป็น 60.9% ของผู้ผลิตทั้งหมด
ส่วนใหญ่เป็น SMEs (336 แห่ง)
อุตสาหกรรมอาหารพร้อมทานไทยมีปริมาณจำหน่ายรวม 531.8 พันตัน มูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดย พึ่งพาตลาดในประเทศกว่า 52.9% ของปริมาณขายทั้งหมด
สินค้าตัวไหนโต?
- บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป โตเฉลี่ย 2.0–3.0%
- อาหารแช่เย็น–แช่แข็ง โต 2.8–3.8%
- ซีเรียลพร้อมทาน โต 0.9–1.9%
- ซุปพร้อมทาน ทรงตัวที่ -0.6% ถึง 0.6%
แม้ตลาดยังโต แต่ปี 2569 จะขยายตัวจำกัดจากเศรษฐกิจในประเทศที่ยังเปราะบาง หนี้ครัวเรือนสูง กระแสรักสุขภาพที่ตั้งคำถามต่อ “โซเดียมสูง” และภาคท่องเที่ยวยังฟื้นไม่เต็มที่ ก่อนที่ตลาดจะกลับมาโตเด่นขึ้นในปี 2570–2571
ส่งออกโตต่อเนื่อง
แรงซื้อจากประเทศคู่ค้าฟื้นตัว บวกกับการขยายช่องทางภายใต้กรอบ FTA–RCEP สร้างแรงหนุนสำคัญ โดยเฉพาะ อาเซียน ญี่ปุ่น และจีน ซึ่งนิยมรสชาติอาหารไทยและมีต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำ ส่วนตลาดยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ก็มีกำลังซื้อต่อเนื่องจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ในเมืองใหญ่ ขณะที่สหรัฐฯ โฟกัสตลาดพรีเมียม ซึ่งยังมีกำลังซื้อมั่นคง รายงานจาก Mordor Intelligence คาดว่า ตลาดอาหารไทยทั่วโลกจะโต 8.4% ต่อปี (2568–2573)
ประเทศไทยยังมีข้อได้เปรียบด้านวัตถุดิบที่หลากหลาย ทำให้สามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ได้เร็ว และตอบโจทย์เทรนด์อาหารสุขภาพได้ดี
ปัจจัยท้าทายที่อุตสาหกรรมต้องจับตา
1.ภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ทำราคาสินค้าไทยสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการส่งออกสินค้าอาหารพร้อมทานของไทย เนื่องจากทำให้ราคาสินค้าไทยไปยังสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักปรับสูงขึ้น ลดทอนความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าไทย ทั้งในกรณีที่เทียบกับสินค้าประเภทเดียวกันจากผู้ผลิตในสหรัฐฯ เอง และกับคู่แข่งจากประเทศอื่นที่ถูกเก็บภาษีในอัตราที่ต่ำกว่า หรือมีข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของผู้ประกอบการไทยมีแนวโน้มลดลง
ขณะที่การใช้กลยุทธ์ปรับลดราคาเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดทำได้จำกัด เนื่องจาก ต้นทุนการผลิตภายในประเทศยังคงสูงจากแรงกดดันทั้งด้านค่าแรง ต้นทุนด้านวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ และไทยยังมีส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ไม่สูงนัก ทำให้ผู้บริโภคในสหรัฐฯ มีอำนาจการต่อรองในการเลือกซื้อสินค้าจากประเทศอื่นแทน
2.ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ทำให้ต้นทุนขนส่งสูงขึ้น ผู้บริโภคกัมพูชาบางส่วนหันไปซื้อสินค้าจากประเทศคู่แข่ง กระทบการค้าชายแดนโดยตรง
3.สภาพอากาศแปรปรวนภัยแล้ง คลื่นความร้อนกระทบผลผลิตธัญพืช อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ทำให้สัตว์ทะเลลดลง นำมาซึ่งต้นทุนวัตถุดิบผันผวนและความเสี่ยงในซัพพลายเชน
4.นโยบายลดโซเดียม–ภาษีความเค็ม ภาครัฐทั่วโลกผลักดันให้ลดโซเดียม (WHO แนะนำ 5 กรัม/วัน แต่คนไทยบริโภคเฉลี่ย 10.8 กรัม) มีแนวโน้มออกภาษีความเค็ม กระทบต้นทุนผลิตและสูตรสินค้าโดยตรง
5.เทรนด์รักสุขภาพ คนรุ่นใหม่เลือกสินค้าที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และต้องมีมาตรฐานรับรอง ทำให้ผู้ผลิตต้องลงทุนเพิ่ม
6.ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม EU บังคับบรรจุภัณฑ์ต้องรีไซเคิลได้ 75% ภายในปี 2030 ผู้ประกอบการต้องปรับบรรจุภัณฑ์และฉลากสินค้าให้สอดคล้อง
7.ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทำให้การขนส่งและราคาวัตถุดิบผันผวนเป็นระยะ


