posttoday

'โพธิ์ทอง อรัญญิก' พลิกภูมิปัญญาช่างมีด สู่ช้อน-ส้อมสแตนเลสพรีเมียม

14 พฤศจิกายน 2568

จากหมู่บ้านช่างตีมีด 200 ปี สู่ผู้ผลิตช้อน–ส้อมสแตนเลสพรีเมียม ‘โพธิ์ทอง อรัญญิก’ ก้าวต่อไปประคองธุรกิจให้อยู่รอด สู้ภาวะเศรษฐกิจซบเซา-สินค้าราคาถูก

ณ โพธิ์ทอง อรัญญิก ตำบลท่าช้าง อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดั้งเดิมพื้นที่แถวนี้เป็นชุมชนช่างทำมีดที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน เริ่มจากบรรพบุรุษเป็นชาวลาวที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเขตบ้านต้นโพธิ์–ไพรนอก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ซึ่งก็ราว 200 กว่าปีมาแล้ว

ตามคำบอกเล่าของ ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ นาคะบุตร ผู้ประกอบการ บริษัท โพธิ์ทอง อรัญญิก แฮนด์ดิเวอร์ค จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายชุดเครื่องใช้บนโต๊ะอาหารสแตนเลสและของพรีเมียม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 

ทำมีดส่งขายตลาดอรัญญิก

ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ เล่าต่อว่า ในยุคนั้นคนในชุมชนมีสองอาชีพหลัก คือ ‘ทำมีด’ กับ ‘ทำทอง’ แต่การทำทองสมัยก่อนถือว่าอันตรายมาก เพราะต้องใช้ไฟและอุปกรณ์ร้อน ทำให้ต่อมาก็เหลืออาชีพทำมีดเพียงอย่างเดียว

ช่วงที่อาชีพช่างมีดเฟื่องฟูที่สุด คือสมัยที่ตลาด ‘อรัญญิก’ เป็นตลาดใหญ่ในละแวกนั้น เพราะในหมู่บ้านเรายังไม่มีตลาดเอง เวลาชาวบ้านทำมีดเสร็จในแต่ละวัน ก็จะพายเรือไปขายที่ตลาดอรัญญิก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการค้า มีทั้งโรงสี โรงเลื่อย โรงฝิ่น และบ่อนการพนัน เรียกว่าเป็นย่านคึกคักมาก

ลูกค้าที่มาซื้อมีดจากตลาดอรัญญิกก็จะจำได้ว่ามีดดี ๆ ซื้อจากอรัญญิกทั้ง ๆ ที่จริงแล้วมีดเหล่านั้นผลิตจากหมู่บ้านต้นโพธิ์นั่นเอง ชื่อเสียงของตลาดจึงกลายมาเป็นชื่อเรียกติดปากว่า ‘มีดอรัญญิก’ จนถึงทุกวันนี้

จากนั้นชื่อ ‘มีดอรัญญิก’ ก็กลายเป็นที่รู้จักมาตลอด จนมาถึงยุคที่มีการเปลี่ยนผ่านจาก ‘เหล็ก’ มาเป็น ‘สแตนเลส’ ซึ่งน่าจะราว ๆ 30-40 ปีก่อน (ประมาณช่วงปี 2510 ปลาย ๆ ถึง 2520 ต้น ๆ)

ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ นาคะบุตร

จากมีดเหล็กเป็นมีดสแตนเลส สู่การทำช้อนส้อม 

สมัยนั้น ‘สแตนเลส’ เพิ่งเริ่มเข้ามาในประเทศไทย ยังถือว่าเป็นวัสดุใหม่ คนเริ่มรู้จักว่ามันเงางาม ไม่เป็นสนิม และดูทันสมัยกว่ามีดเหล็กแบบเดิม ๆ พอเราเริ่มนำสแตนเลสมาใช้ทำมีด ก็ได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะตอบโจทย์เรื่องความสวยงามและการดูแลรักษาง่าย แต่จริง ๆ แล้วสแตนเลสกับเหล็กมีความต่างกัน เหล็กจะคมกว่า แต่ขึ้นสนิมง่าย ส่วนสแตนเลสถึงจะไม่คมเท่า แต่เงางามและปลอดสนิม คนจึงหันมาเลือกใช้กันมากขึ้น

“หลังจากนั้น ผมก็เริ่มมองเห็นว่า สแตนเลสไม่ได้ใช้ทำแค่มีดได้อย่างเดียว ต่างประเทศเขาเริ่มนำมาผลิตเป็นเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร เช่น ช้อน ส้อม หรือของตกแต่งต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้เองเป็นจุดเริ่มต้นที่เราหันมาพัฒนาต่อยอดไปสู่กลุ่มสินค้าสแตนเลสพรีเมียมอย่างที่เห็นในวันนี้”

ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ เล่าต่อว่า จากตีมีด เราประยุกต์เป็นการตี ‘ช้อน ส้อม’ แทนตอนนั้นสแตนเลสยังไม่ได้ผลิตในประเทศ วัตถุดิบต้องนำเข้าเป็นหลัก สมัยก่อนเราใช้เหล็กเยอรมัน เพราะขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพดีมาก กระบวนการค้าขายก็ยังเป็นแบบดั้งเดิม คือชาวบ้านที่นี่จะล่องเรือจากอรัญญิกไปขายมีดที่สำเพ็ง แล้วขากลับก็จะบรรทุกเหล็กหรือสแตนเลสกลับมาทำต่อที่บ้าน ช่วงนั้นยังไม่มีไฟฟ้าใช้เลย ทุกอย่างอาศัยแรงคน ล่องเรือ ใช้ค้อนตี ขึ้นรูปโลหะด้วยมือทั้งหมด 

“ผมอยู่ในยุคที่อุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนผ่านพอดีรุ่นปู่ทำมีด รุ่นพ่อก็สานต่อทำมีดเหมือนกัน ส่วนผมนี่แหละที่เริ่มเข้ามาปรับเปลี่ยนธุรกิจ เดิมขายมีดเล่มละไม่กี่สิบบาท แต่พอเป็นชุดช้อนส้อมสแตนเลสก็ขายได้ในราคา 50-60 บาทต่อชิ้นยกระดับจากสินค้าช่างพื้นบ้าน สู่สินค้าพรีเมียมที่มีมูลค่าสูงขึ้นและตอบโจทย์ตลาดยุคใหม่มากขึ้น”

ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ เล่าอีกว่า สมัยก่อนตลาดหลักเป็นต่างประเทศเกือบทั้งหมด ราว 80% ส่งออกไปยุโรปและอเมริกา เพราะกลุ่มลูกค้าต่างชาติให้ความสำคัญกับคุณภาพและดีไซน์มากกว่าเรื่องราคา แต่พอเวลาผ่านมาราว 20 ปี สถานการณ์เศรษฐกิจโลกก็เริ่มเปลี่ยน ความรู้และความเข้าใจของผู้บริโภคในเอเชีย โดยเฉพาะในไทยเอง ก็เริ่มพัฒนาไปมาก คนไทยเริ่มตระหนักเรื่องคุณภาพชีวิต และหันมาเลือกใช้สินค้าที่ดีต่อสุขภาพและปลอดภัยมากขึ้น

“เมื่อก่อนตอนผมเป็นเด็ก ๆ ยังใช้ช้อนสังกะสี กันอยู่เลย บางทีขอบมันคม กินแล้วบาดปากก็มี แต่พอเวลาผ่านไป ก็เริ่มเปลี่ยนมาใช้ ช้อนสแตนเลสแม้ช่วงแรกจะเป็นแบบบาง ๆ ราคาถูก แต่ต่อมาก็มีการพัฒนาให้หนา แข็งแรง และสวยงามขึ้น เพราะคนเราเมื่อมีโอกาส ก็มักจะเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้ตัวเองอยู่แล้ว”

'โพธิ์ทอง อรัญญิก' พลิกภูมิปัญญาช่างมีด สู่ช้อน-ส้อมสแตนเลสพรีเมียม

ยอดขายดีในช่วงโควิด แต่ก็อยู่ในภาวะประคองตัว 

ว่าที่ร้อยตรีพสิษฐ์ ฉายภาพรวมตลาดว่า สัดส่วนตลาดจากยอดขายของส่งออกต่างประเทศประมาณ 80% ขายในประเทศเพียง 20% แต่ตอนนี้สัดส่วนเปลี่ยนไปเป็น 50:50 แล้ว ซึ่งถือว่าตลาดในประเทศเติบโตขึ้นมากลูกค้าไทยเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังยุคโควิด จากเดิมที่ลูกค้าหลักจะเป็นกลุ่มร้านอาหารและโรงแรม ตอนนี้เริ่มมีผู้บริโภคทั่วไปเข้ามาซื้อมากขึ้นผ่านช่องทางออนไลน์ หรือซื้อโดยตรงจากงานแสดงสินค้า 

ตลาดในประเทศผ่านช่องทางหลักที่สำคัญต่อภาพลักษณ์ของสินค้าหัตถกรรมไทย ได้แก่ สนามบินสุวรรณภูมิ และช่องทางค้าปลีกขนาดใหญ่ (Modern Trade) อย่าง โฮมโปร 40 สาขา ส่วนตลาดต่างประเทศปีนี้ยังค่อนข้างชะลอตัวโดยเฉพาะยุโรปที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นเต็มที่ แต่ก็ยังคงรักษาฐานลูกค้าเดิมไว้ และพยายามพัฒนาสินค้าใหม่ ๆ เพื่อรองรับทั้งตลาดในและต่างประเทศไปพร้อมกัน

'โพธิ์ทอง อรัญญิก' พลิกภูมิปัญญาช่างมีด สู่ช้อน-ส้อมสแตนเลสพรีเมียม

สู้ศึกแบรนด์จีนตีตลาด

อีกประเด็นหนึ่งที่กระทบชัดเจนเลยก็คือ ‘สินค้าแบรนด์จีน’ ที่เข้ามาในตลาดเยอะมาก ราคาถูกกว่ามาก และหน้าตาก็คล้าย ๆ กัน ของจีนส่วนใหญ่เน้นตลาดแมส เน้นปริมาณ ขายเยอะ ๆ ลดต้นทุนลงให้ได้มากที่สุด ส่วนเราผลิตน้อยกว่า แต่เน้นคุณภาพ งานประณีต และอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า

เราไม่แข่งเรื่องราคาแต่แข่งเรื่อง คุณค่าแทน เพราะเราเชื่อว่าของดีมันใช้ได้นานและคุ้มกว่าในระยะยาว อย่างช้อนหรือส้อมสแตนเลสราคาชิ้นละประมาณ 150 บาท ฟังดูเหมือนแพง แต่ถ้าคิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อวันจริง ๆ มันถูกมากเลย สมมติใช้ทุกวันแค่ปีเดียว ก็ตกเดือนละประมาณ 15 บาท หรือวันละไม่ถึงสลึงเอง แล้วของพวกนี้ไม่ใช่ใช้ได้แค่ปีเดียว ใช้ไปสองปี สามปี ก็ยังเงางามเหมือนเดิม ถ้าไม่หายไปเสียก่อน

'โพธิ์ทอง อรัญญิก' พลิกภูมิปัญญาช่างมีด สู่ช้อน-ส้อมสแตนเลสพรีเมียม

ช่วงนี้อยู่ในโหมดประคองตัว 

เขาบอกว่าก่อนโควิด โรงงานสามารถผลิตช้อนได้วันละราว 300 ชิ้นต่อวัน แต่ช่วงโควิดลดลงเหลือแค่ ไม่กี่ร้อยชิ้นต่อสัปดาห์ ต้องลดวันทำงานจาก 6 วัน เหลือ 5 หรือ 4 วัน แล้วแต่สถานการณ์ ถึงตอนนี้แม้ตลาดจะยังไม่กลับมาทั้งหมด แต่โอกาสใหม่เริ่มทยอยกลับมา ช่วงนั้นเราก็ต้องพึ่ง SME D Bank เหมือนกัน ได้สินเชื่อเงินหมุนเวียนมาช่วยให้ธุรกิจเดินต่อได้ อย่างน้อยก็พอจ่ายพนักงาน จัดการต้นทุนไปได้ระดับหนึ่ง 

สำหรับการกระคองตัวให้อยู่รอด 

  1. รักษาตลาดหลักไว้แม้ยอดขายชะลอ
  2. ใช้ช่องทางออนไลน์เสริม
  3. ปรับดีไซน์และรูปแบบสินค้าให้ตรงกับความชอบของลูกค้าแต่ละภูมิภาค
  4. รักษาคุณภาพและความหลากหลายของสินค้าเป็นจุดแข็ง

'โพธิ์ทอง อรัญญิก' พลิกภูมิปัญญาช่างมีด สู่ช้อน-ส้อมสแตนเลสพรีเมียม

ไม่เสี่ยงเกินไป เพราะกลัวเจ็บตัว 

เขามีความฝันอยากให้แบรนด์เป็นที่รู้จักทั่วโลก เหมือนแบรนด์ของเล่นหรือของดีไซน์ชื่อดัง จริง ๆ อยากขยายตลาดทั่วโลก ศึกษามาก่อนโควิดแล้ว วางแผนไปเจาะกลุ่มผู้สูงอายุ เพราะเขาต้องการของที่เบา ใช้ง่าย แต่ยังดูดี มีดีไซน์ นอกจากนี้ยังมีไลน์สินค้าเฉพาะกลุ่มอีกหลายกลุ่ม เช่น ช้อนเด็กเล็ก สำหรับเด็กอายุประมาณ 1–3 ขวบ ออกแบบให้เล็กและบาง เหมาะกับมือแม่และเด็ก ไม่หนักเกินไป ช้อนยาวสำหรับเครื่องดื่ม เช่น น้ำแข็ง กาแฟ แก้วสูง ใช้ได้ทุกวัยและทุกโอกาส

เมื่อถามถึงแผนการเติบโตใน 2–3 ปีข้างหน้า ผู้ประกอบการบอกว่าคงโตไปได้ แต่ไม่มากนัก เพราะตลาดไม่ได้ตอบสนองมากเท่าที่เราต้องการ เราพยายามผลักดันให้โตขึ้น แต่ต้องพิจารณาตลาดด้วย

"ตอนนี้เราไม่แน่ใจว่าตลาดจะตอบสนองได้มากแค่ไหน แต่ถ้าเห็นว่ากำลังซื้อเริ่มกลับมา ก็ถือว่าน่าลงทุนได้ ในช่วงนี้กำลังซื้อยังไม่กลับมามากนัก เราจึงเลือกที่จะไม่ดิ้นรนมากเกินไป เพราะถ้าฝืนทำมากเกินไปก็เสี่ยงเจ็บตัว สิ่งที่เราทำตอนนี้คือเน้นออกงานที่ ไม่เสียค่าใช้จ่ายเยอะ เช่น งาน OTOP หรือโครงการของกระทรวงต่าง ๆ ที่เชิญไป โดยไม่ต้องลงทุนมาก"

ข่าวล่าสุด

มาแล้ว กกพ.เคาะค่าไฟ พ.ค. - ส.ค. 3.95 บาทต่อหน่วย ช่วยประชาชน