


3+




“บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา” 30 ปี ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม-โควิด ยอดร่วงหนัก 50%
สู้ไม่ถอย “บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา” ร้านอาหาร 30 ปี ฝ่าวิกฤตน้ำท่วม–โควิด ยอดขายเคยร่วงกว่า 50% ฝ่ามาได้เพราะใจรักอาหาร ใส่ใจ ไม่ทำเพราะแลกเงินอย่างเดียว
KEY
POINTS
- สู้ไม่ถอย “บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา” ร้านอาหาร 30 ปี ฝ่าทุกคลื่นวิกฤต ทั้งน้ำท่วม–โควิด ยอดขายเคยร่วงกว่า 50% จากการหายไปของนักท่องเที่ยว
- แม้เคยผ่านช่วงที่ขายดีที่สุดจากกระแสละครประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุบันยังฟื้นตัวไม่เต็มที่
- ประคองธุรกิจ เน้นปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ชูเมนู "กุ้งแม่น้ำเผา" ซึ่งได้รับการแนะนำจากมิชลินไกด์ เพิ่มบริการใหม่ๆ
สามทศวรรษบนเส้นทางธุรกิจร้านอาหารไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะในสมรภูมิอย่าง “อยุธยา” เมืองท่องเที่ยวที่มีร้านอาหารเกิดใหม่แทบทุกเดือน แต่ ธิดาภรณ์ บัวเจริญเจ้าของกิจการ บ้านไม้ริมน้ำ อยุธยา คือหนึ่งในผู้ที่ยังยืนหยัดได้ในตลาดนี้มา 30 ปี แม้ต้องเผชิญวิกฤตใหญ่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ธิดาภรณ์เริ่มท้าวความให้ฟังว่า เดิมครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แต่ด้วยความที่เป็นคนชอบทำอาหารมาตั้งแต่เด็ก ๆ ได้ทำอาหารให้คนในครอบครัวทาน กลายเป็นแรงผลักดันให้อยากลองเปิดร้านอาหารริมน้ำในอยุธยาบ้านของสามีเมื่อปี 2537
“สมัยนั้นอยุธยายังไม่มีนักท่องเที่ยวเยอะ ร้านอาหารก็มีไม่มาก เราเลยอยากทำร้านที่อบอุ่นเหมือนบ้าน ทำอาหารสไตล์ไทยจีน ซึ่งก็ไปเรียนรู้จากคนที่เขาทำมาก่อน แต่ตอนที่เข้ามาก็มีร้านอาหารดั้งเดิมที่เขาเปิดมาก่อนอยู่บ้าง”
- วิกฤตหนัก น้ำท่วมใหญ่ปี 54 เกือบไม่รอด
ธิดาภรณ์ เล่าว่าการทำมาค้าขาย โดยเฉพาะร้านอาหารที่ผ่านมามีทั้งขาขึ้นและขาลง เขาเล่าย้อนกลับไปเมื่อปี 2554 เป็นช่วงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ของไทย อยุธยามีน้ำท่วมเกือบทั้งเมือง ทำให้ร้านต้องปิดกิจการชั่วคราว
“วินาทีที่เห็นน้ำทะลักเข้าร้านตอนปี 2554 ยังจำได้ขึ้นใจ...มันเร็วมาก จนไม่มีเวลาแม้แต่จะเก็บของ วัตถุดิบที่เตรียมไว้ในครัวไม่สามารถมาปรุงอาหารขายได้แล้ว ก็เลยเอามาทำโรงทานแจกจ่ายให้คนในพื้นที่ เพราะไม่มีใครรู้ว่าจะกลับมาเปิดร้านได้อีกเมื่อไหร่”
เขาบอกว่าตอนนั้นน่าจะสาหัสกันหลายวิกฤต กว่าจะฟื้นได้ก็ใช้เวลาเป็นปี เพราะนอกจากต้องปรับปรุงร้านแล้ว ยังต้องรอสถานการณ์ดีขึ้น รอให้มีคนเข้ามาใช้บริการ
- พีคสุดช่วงไทยมีละครประวัติศาสตร์
ธิดาภรณ์ เล่าต่อว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ช่วงที่ร้านขายดีสุดน่าจะเป็นช่วงที่ไทยมีละครประวัติศาสตร์ อย่างบุพเพสันนิวาส มีผลกับร้านเราดีมาก คนมาเที่ยวอยุธยา ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 40% อย่างละครที่เกี่ยวข้องกับวัดไชยวัฒนาราม และมีการกล่าวถึงกุ้งแม่น้ำ ยอดขายก็จะดี และมีละครประวัติศาสตร์อื่น ๆ ตามมา แต่ทว่าเราไม่ได้โชคดีตลอด ผ่านมาไม่กี่ปี “โควิด-19” ก็ซ้ำเติมอีกระลอก นักท่องเที่ยวหดหาย
“รอบนี้เจ็บลึก เพราะเหมือนแผลเก่าถูกเปิดอีกครั้ง”
อีกอย่างคือเรื่องวัตถุดิบ ซึ่งส่วนใหญ่ที่ร้านมาจากท้องถิ่น แต่ในช่วงที่ขาดแคลน เช่น หน้าปลาเนื้ออ่อน หน้าปลา หรือกุ้งหน้าหนาว เราก็มีการติดต่อหลายเจ้า อาจมีการนำเข้าบ้าง แม้ต้นทุนการนำเข้าจะสูงกว่า 10–20% แต่จะพยายามคงราคาขายไว้ เพราะถ้าสับเปลี่ยนราคาจะไม่เป็นผลดีกับลูกค้า
มาถึงปัจจุบันก็ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เพราะอย่างที่รู้กันดีว่าเศรษฐกิจตอนนี้เหนื่อยกันหมด โชคดีที่ลูกค้าของร้านเป็นคนไทยกว่า 70% และส่วนมากมาจากกรุงเทพฯ ส่วนอีก 30% เป็นต่างชาติ ทั้งญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน และยุโรป ทำให้ยังพอมีลูกค้าไทยบ้างโดยเฉพาะเสาร์–อาทิตย์ ที่แน่นขนัด แต่ถ้าเทียบกับยุคก่อนโควิดนั้นถือว่ายังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เราเคยยอดขายตกไปกว่า 50%
สิ่งที่ทำได้คือเราต้องพยายามประคองตัว ปรับปรุงตัวเองให้เป็นที่ชื่นชอบของลูกค้า ซึ่งที่ผ่านมายอมรับว่าเราก็ได้รับการช่วยเหลือจาก SME D Bank ซึ่งอยู่กับเรามาราว 20 ปี นอกจากซัพพอร์ตด้านเงินทุนตอนน้ำท่วมในการพาธุรกิจฟื้นเดินหน้าแล้ว ยังมีคอร์สอบรมแนวทางฟื้นธุรกิจ
- ดึงดูดลูกค้าด้วยเมนูกุ้งแม่น้ำ ขึ้นชื่อในอยุธยา
เมื่อถามถึงจุดเด่นของบ้านไม้ริมน้ำ ธิดาภรณ์ บอกว่า เมนูขึ้นชื่อ อย่างกุ้งแม่น้ำเผา, ฉู่ฉี่ปลาเนื้ออ่อน, ปลากะพงทอดน้ำปลา, รวมถึงเมนูจีนอย่าง ปลานึ่งซีอิ๊ว และ เป็ดน้ำแดง กลายเป็นซิกเนเจอร์ของร้าน และยังได้รับคัดเลือกเป็นร้านแนะนำของ Michelin Guide ซึ่งกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจมากขึ้น และทำให้เราภูมิใจในสิ่งที่สร้างมา
“ลูกค้าเอเชียจะชอบกุ้งเผา ญี่ปุ่นใช้จ่ายดีแต่กินเรียบง่าย เขาชอบบรรยากาศบ้านไม้เก่า ๆ ที่ติดแม่น้ำ ส่วนยุโรปจะไม่ค่อยเท่าไหร่ และจะทานคนละจาน ไม่แชร์กัน ขณะที่ชาวตะวันตกจะชอบปลากับไก่มากกว่า ฉะนั้นเราต้องเอาใจใส่กับร้าน แล้วก็ด้านบริการ ต้องดูแลลูกค้าและ ซื่อสัตย์ กับลูกค้า"
อย่างไรก็ตาม แม้ร้านอาหารในอยุธยาจะเพิ่มขึ้นทุกปี ธิดาภรณ์กลับไม่กลัวการแข่งขัน เพราะเชื่อว่า สิ่งที่ทำให้ร้านอยู่ได้คือความจริงใจและการดูแลลูกค้าให้เหมือนคนในบ้าน
การปรับตัวของเรา นอกจากอาหารแล้ว ยังร้านกาแฟสด และเริ่มมี ขนมไทย ซึ่งลูกสาวคนเล็กเป็นคนทำ มีแผนที่จะขยายเพิ่ม อาจจะออกไปเป็นคาเฟ่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ยังมีบริการ รับจัดเลี้ยง มีห้องส่วนตัวขนาด 20, 40, 80, หรือ 100 คน ลูกค้ากลุ่มจัดเลี้ยงส่วนใหญ่คือโรงงานและข้าราชการในพื้นที่
“สุดท้ายแล้วยังมองว่าร้านเราก็ยังไม่ได้สำเร็จอะไรขนาดนั้น แต่ความสำเร็จ ที่ทำให้ร้านอยู่รอด และอยู่ได้นานคือ ความรักและความชอบ ในการทำธุรกิจ เพราะวงจรชีวิตร้านอาหารตอนนี้สั้นมาก แต่ร้านอาหารยังเป็นพื้นฐานที่คนต้องกิน การอยู่รอดคือต้องใส่ใจกับร้าน ต้องไม่คิดว่าเป็นการทำงานเพื่อแลกกับเงินอย่างเดียว แต่ให้ดูแลลูกค้าให้ดี แล้วลูกค้าจะกลับมาเอง



3+






