"พิพัฒน์" ดันเก็บค่าเหยียบแผ่นดิน 300 บาท เฉพาะทางอากาศ ชง ครม. อนุทิน 2
พิพัฒน์ เผยนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 เตรียมเก็บค่าเหยียบแผ่นดินต่างชาติ 300 บาท เฉพาะทางอากาศ ชง ครม. นัดแรกเพื่อบังคับใช้ พร้อมเว้นทางบก-น้ำ และเล็งเปลี่ยนชื่อใหม่ให้เป็นบวก
KEY
POINTS
- นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เตรียมเสนอที่ประชุม ครม. ชุดใหม่ ให้เก็บค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ "ค่าเหยียบแผ่นดิน" ในอัตรา 300 บาทต่อคน
- การจัดเก็บค่าธรรมเนียมจะมุ่งเน้นเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาทางอากาศเท่านั้น ส่วนทางบกและทางน้ำจะยังไม่มีการจัดเก็บในระยะนี้
- นโยบายดังกล่าวจะถูกเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก เพื่อพิจารณาและประกาศให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับนโยบายการจัดเก็บค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือ "ค่าเหยียบแผ่นดิน"
โดยนายพิพัฒน์ ระบุว่า “หนึ่งในนโยบายที่ รัฐบาลอนุทิน 2 จะขับเคลื่อนเกี่ยวกับภาคการท่องเที่ยว คือการจัดเก็บ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ หรือค่าธรรมเนียมการท่องเที่ยวภายในประเทศจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยจะมีการเสนอเข้าที่ประชุม ครม.นัดแรก เพื่อประกาศให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ”
สำหรับรายละเอียดการจัดเก็บนั้น ได้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไขเพื่อให้เหมาะสมกับบริบทการเดินทางในปัจจุบัน โดยจะมุ่งเน้นไปที่ นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านช่องทางอากาศเป็นหลัก ในอัตรา 300 บาทต่อคนต่อครั้ง
ขณะที่การเดินทางผ่านทางบกและทางน้ำซึ่งเคยมีการศึกษาว่าอาจจัดเก็บในอัตรา 150 บาทนั้น จะยังไม่มีการดำเนินการในระยะนี้ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อความคล่องตัวของผู้ที่เดินทางข้ามชายแดนแบบเช้าไปเย็นกลับ
นอกจากมิติเรื่องรายได้ นายพิพัฒน์ยังมีเป้าหมายที่จะปรับภาพลักษณ์ของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมดังกล่าว โดยระบุว่า “มองด้วยว่าต้องปรับเปลี่ยนชื่อเรียกค่าธรรมเนียมดังกล่าวให้ฟังดูเป็นบวกมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่เรียกกันติดปากว่าค่าเหยียบแผ่นดิน”
การปฏิรูปโครงสร้างเพื่อรองรับซอฟต์พาวเวอร์ ควบคู่ไปกับการจัดเก็บค่าธรรมเนียม พรรคภูมิใจไทยยังมีแผนที่จะปฏิรูปโครงสร้างกระทรวงเพื่อบูรณาการการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน ภายใต้ชื่อ “กระทรวงท่องเที่ยวและวัฒนธรรม” โดยตั้งเป้าจะดำเนินการควบรวมให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากเริ่มบริหารงาน
นายพิพัฒน์ กล่าวเสริมถึงแนวคิดนี้ว่า “เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ จึงมองว่าควรบูรณาการงานร่วมกันมากขึ้น โดยจะแยกงานด้านกีฬาออกมาดูแลเฉพาะเป็นอีกกระทรวง”
ทั้งนี้คาดการณ์ว่า นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ จะเข้ามาเป็นผู้ดูแลกระทรวงใหม่นี้ ในขณะที่ นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล จะได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนงานด้านกีฬาเป็นการเฉพาะ เพื่อสร้างความชัดเจนในการบริหารงานแต่ละด้าน


