



3+




RAVIPA เครื่องประดับสายมู ลุยโกอินเตอร์ขยายฐานลูกค้าทั่วเอเชีย
คุยกับ 'ธนิสา วีระศักดิ์ศรี' ผู้ก่อตั้ง RAVIPA แบรนด์เครื่องประดับสายมู โตแรงในยุคโควิด 2000% กับเป้าหมายขยายสาขาในเอเชีย พร้อมฝันใหญ่สร้าง RAVIPALAND
KEY
POINTS
- คุยกับ “ธนิสา วีระศักดิ์ศรี” ผู้ก่อตั้ง RAVIPA แบรนด์เครื่องประดับสายมู โตแรงยุคโควิด-19 ขยายแล้ว 40 สาขาทั่วไทย
- เปิดใจทำธุรกิจไม่ง่าย ไม่ได้ขายความเชื่อว่า "ใส่แล้วรวย" แต่อยากให้คนใส่เพราะมีเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
- เดินหน้าบุกตลาดต่างประเทศ สานฝันสร้างอาณาจักร “RAVIPA LAND” เหมือนดิสนีย์แลนด์
“เครื่องประดับที่สวยมีเยอะมาก
แต่เครื่องประดับที่ใส่แล้วมีคุณค่าทางจิตใจยังไม่ค่อยมี”
สา-ธนิสา วีระศักดิ์ศรี กำลังเล่าถึงจุดเด่นและตัวตนของ RAVIPA แบรนด์เครื่องประดับสายมูที่เธอร่วมก่อตั้งมากับพี่สาวมากกว่า 10 ปี จนปัจจุบันกลายเป็นแบรนด์ที่ใครก็รู้จัก ทั้งยังเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้ร่วมทำคอลเลกชันพิเศษกับดิสนีย์ (Disney) ลาบูบู้ (Labubu) และอีกมากมาย
อยากให้คนได้ใส่เครื่องประดับที่มีคุณค่าทางจิตใจ
จุดเริ่มต้นของ RAVIPA มาจากสา-ธนิสา มีพี่สาวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องประดับคว้ารางวัลมามากมายทั้งในและต่างประเทศ เธอสังเกตเห็นฝีมือของพี่สาวแล้วเกิดความเสียดายว่า ทำไมความสามารถแบบนี้ถึงยังไม่มีแบรนด์เป็นของตัวเอง? คำถามนั้นกลายเป็นจุดประกายให้เธอและพี่สาวชวนกันลงมือปั้น RAVIPA ขึ้นมา ด้วยเงินเก็บส่วนตัวเพียง 10,000 บาท โดยที่สารับหน้าที่ดูแลแบรนด์และการตลาด ส่วนพี่สาวของเธอรับผิดชอบด้านการออกแบบ ทำขายผ่านโซเชียลมีเดีย ก่อนจะขยับขยาย Pop-Up Store ตามงานอีเวนต์ต่าง ๆ เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสของจริง
หลังจากทำมาสักพัก จุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์เกิดขึ้นเมื่อคอลเลกชันแรก Infinity ถูกปล่อยออกมา คอลเลกชันนี้เกิดจากคำถามของสาเองว่า ทำไม แหวนคู่ ถึงมีเฉพาะคู่แต่งงาน? เธอจึงออกแบบแหวนคู่สำหรับคู่รักวัยรุ่นและวัยทำงาน ผลลัพธ์คือความนิยมถล่มทลายยอดขายอีคอมเมิร์ซติดอันดับท็อป และช่วยวางรากฐานความสำเร็จให้แบรนด์
“ผลงานชิ้นแรก ๆ ของเรามีแรงบันดาลใจจากองค์พญานาค พระตีมติ และพระศิวลี ซึ่งตอนนั้นเราทำแค่จำนวนจำกัดแบบ Limited Edition และไม่คิดว่าจะต่อยอดต่อ แต่พอช่วงโควิดมาถึง ทุกอย่างเปลี่ยนไป แบรนด์เติบโตขึ้นกว่า 2,000%เพราะผู้คนต้องการที่ยึดเหนี่ยวทางใจ และลูกค้าหลายคนกลับมาบอกเราว่า สร้อยข้อมือของเราช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นจริง ๆ บางคนใส่แล้วได้งาน บางคนรู้สึกมั่นใจขึ้น มันเลยกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญให้เราสู้ต่อ และทำให้เรารู้ว่า เครื่องประดับของเราไม่ได้เป็นแค่ของสวยงาม แต่เป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับใครหลายคนจริง ๆ” ธนิสา เล่าให้ฟังถึงจุดพีคของแบรนด์
ความสำเร็จไม่ได้เกิดข้ามคืน
ถึงวันนี้ความสำเร็จของแบรนด์ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน เพราะใช้เวลานานกว่าสิบปี อีกทั้ง ธนิสายังยอมรับว่าการเติบโตของแบรนด์ถ้าให้นับ 1-10 ยังอยู่เพียงแค่ระดับ 3 เท่านั้น เธอมีความฝันที่จะทำอีกหลายอย่างรวมถึงการสร้างอาณาจักรที่เรียกว่า RAVIPA LAND หรือโลกของ RAVIPA ที่เหมือนกับดิสนีย์
“การสร้างแบรนด์ของตัวเองไม่ง่ายเลย เพราะเราไม่ได้มีทุนหรือเครดิตตั้งต้นเหมือนใคร ต้องสร้างทุกอย่างจากศูนย์ แต่สิ่งที่เรายึดมั่นเสมอคือความตั้งใจและความซื่อสัตย์ในดีไซน์ เราไม่เคยหยิบงานจาก Pinterest หรือเอาไอเดียคนอื่นมาทำ ทุกคอลเลกชัน เพื่อให้แน่ใจว่าสวมใส่ได้ทุกวัน ไม่เกี่ยว ไม่ขูด ไม่เกะกะ และยังคงมีความหมายดี ๆ แฝงอยู่ในทุกชิ้น”
เธอเล่าต่อว่า อยากให้แบรนด์ RAVIPA เป็น Everyday Jewelry ที่ใส่ได้จริงในชีวิตประจำวัน ทุกชิ้นของเราเป็น Handcrafted เพราะเราเชื่อในรายละเอียดและคุณค่าของงานฝีมือ ซึ่งสินค้าของเรา อยากให้ตอบโจทย์ลูกค้าหลากหลายวัย ตั้งแต่สาววัย 30 คุณแม่วัย 50 ไปจนถึงเด็ก ๆ ก็สามารถใส่ได้ เรียกว่าฐานลูกค้ากว้างมากเลย
ปัจจุบันเรามีหลากหลายคอลเลกชัน ซึ่งถ้าแบ่งสัดส่วนกันคร่าว ๆ ก็จะมีทั้งกลุ่มที่เน้นความเชื่อ และกลุ่มแฟชั่นที่เน้นดีไซน์ร่วมสมัยควบคู่กันไป ถ้าพูดถึงอันดับสินค้าขายดี ต้องยกให้ ‘สร้อยข้อมือ’ เป็นที่หนึ่งเลย โดยสร้อยข้อมือ ต้องบอกว่าเราโชคดีมาก ที่มีศิลปินระดับโลกอย่าง ลิซ่า BLACKPINK, แจ็คสัน หวัง และแบมแบม GOT7สวมใส่เครื่องประดับของเรา ถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าผลงานของเราสามารถไปไกลระดับโลกได้ เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เลือกซื้อเป็นของขวัญให้กับคนพิเศษ สื่อถึงความปรารถนาดี อยากให้ผู้รับมีความสุข ประสบความสำเร็จ และผ่านพ้นอุปสรรคไปได้จึงกลายเป็นของขวัญแห่งความหมาย ที่มอบให้คนที่เรารักจริงๆ ในอีกมุมหนึ่ง สำหรับลูกค้าที่อาจไม่ได้อินกับเรื่ององค์เทพ เราก็มีเครื่องประดับที่ใช้ ‘สัญลักษณ์’ หรือ ‘อัญมณีนำโชค’ แทน เพื่อให้สวมใส่ได้ทุกวัน ทั้งสวยและยังให้พลังบวกไปพร้อมกัน
“เราไม่ได้ขายว่า เครื่องประดับเราใส่แล้วรวยพรุ่งนี้ แต่อยากให้เป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ เตือนให้คนทำดีและมีพลังบวกในแต่ละวัน เหมือนตอนตื่นเช้ามาส่องกระจกแล้วพูดกับตัวเองว่าวันนี้ต้องเป็นวันที่ดี เครื่องประดับพวกนี้ก็มีบทบาทแบบนั้น มันช่วยให้คนรู้สึกมั่นใจ อุ่นใจ และตั้งสติได้”
แบรนด์ไทยที่ได้ร่วมกับดิสนีย์
ธนิสา เล่าต่อว่า เธอภูมิใจที่ RAVIPA เป็นแบรนด์ไทยที่ได้ร่วมทำ Co-branding เครื่องประดับกับ Disney (โดยได้รับการอนุมัติจาก Disney สหรัฐฯ) และเป็นแบรนด์แรกของโลกที่ทำเครื่องประดับลาบูบู้ รวมถึงเป็นแบรนด์ไทยแบรนด์แรกที่ได้ทำเครื่องประดับสนูปี้ และโปเกม่อน ปิกาจู ฯลฯ การร่วมมือเหล่านี้เป็นเหมือนการเติมเต็มความฝันในวัยเด็กของเธอ
โดยทุกแบรนด์เกิดจากการที่พวกเขาติดต่อมาเอง ที่ผ่านมาเราทำคอลแลบมาแล้วประมาณหลักสิบถึงยี่สิบแบรนด์ แต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าต้องเยอะแค่ไหน เพราะสำหรับเราการ collaboration ไม่ได้วัดด้วยจำนวน แต่ด้วยคุณภาพของพาร์ตเนอร์และความสอดคล้องของแนวคิด เรามีหลักชัดเจนมากว่า ถ้าจะร่วมงานกับใคร ต้องสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยกัน เคยมีบางแบรนด์ติดต่อมาเสนอให้ทำของที่คล้ายกับแบรนด์อื่น บอกตรง ๆ ว่าไม่ทำ ถึงแม้โอกาสนั้นจะใหญ่และผ่านมาหลายปีแล้ว แต่หันกลับไปมองตอนนี้ก็รู้สึกดีที่เรายังยืนหยัดในสิ่งที่เชื่อ เพราะเราไม่อยากขัดกับสิ่งที่เราพูดไว้เองว่า RAVIPA คือแบรนด์ที่มีดีไซน์ออริจินัล
“การทำงานร่วมกับแบรนด์ระดับโลก มันไม่ใช่แค่เรื่องโอกาสทางธุรกิจ แต่เป็นก้าวสำคัญในการพาแบรนด์ไทยไปสู่เวทีโลก และทุกครั้งที่ได้ร่วมมือกับใคร เราจะมองว่าเป็นบทพิสูจน์ ของคุณค่า ความตั้งใจ และเอกลักษณ์ของเราเองด้วย เรียกว่าเป็น ‘อีกหนึ่งขั้นบันไดสำคัญ’ ที่เราได้ก้าวขึ้นไปมากกว่า เป็น step ที่พาแบรนด์เราไปสู่จุดที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ ”
“เวลาทำงานร่วมกับใคร เราไม่ได้มองเรื่องเงินเป็นหลักแน่นอน เงินสำคัญ แต่ไม่ใช่เหตุผลแรกที่ทำให้เราตัดสินใจ สิ่งที่สำคัญกว่าคือ value และ mindset ที่ตรงกัน เราต้องรู้สึกว่าทำงานด้วยแล้ว ‘คลิก’ มีเป้าหมายเดียวกัน และสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน สาเชื่อว่าการร่วมงานกันควรเป็นแบบ 1 + 1 > 2 ถ้ามันไม่เกิดการต่อยอดหรือสร้างคุณค่าใหม่ ๆ เราก็ไม่ทำ”
ขยายฐานลูกค้าทั่วเอเชีย
ธนิสา เล่าต่อว่า ปัจจุบัน RAVIPA มีสาขาในประเทศไทยประมาณ 40 สาขา แผนระยะสั้นมุ่งเน้นไปที่การเปิด แฟล็กชิพสโตร์ (Flagship Store) 3 ชั้นในไทยให้เสร็จสมบูรณ์ก่อน เพื่อให้ลูกค้าดั้งเดิมสามารถมาสัมผัส "โลกของวิภา" ที่ใหญ่ที่สุดได้
ส่วนสาขาต่างประเทศตอนนี้มีที่ เกาหลี ฮ่องกง ญี่ปุ่น Disney Store ชินจูกุ (เฉพาะคอลเลกชันที่ร่วมมือ) แผนระยะถัดไปจะลุยขยายตลาดต่างประเทศต่อ โดยเล็งไปยังประเทศใน เอเชีย (ที่ต้องบินหลายชั่วโมง)
“ตอนนี้มีหลายประเทศที่ติดต่อเข้ามาเยอะมากโดยเฉพาะในเอเชีย แต่ตอนนี้ ยังโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าก่อน โดยเฉพาะการเปิดแฟลกชิพสโตร์ 3 ชั้น ที่สยามสแควร์ เราตั้งใจอยากให้สาขานี้เป็นเหมือนบ้านหลังใหญ่ของแบรนด์ เป็นจุดที่คนต่างชาติหรือพาร์ตเนอร์ที่มาเยือนประเทศไทยจะได้สัมผัสประสบการณ์ของแบรนด์ในรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะขยายไปประเทศอื่น เพราะเราอยากให้เขาเห็นจิตวิญญาณของแบรนด์จากต้นทางจริง ๆ แล้วปีหน้าค่อยเดินหน้าลุยตลาดต่างประเทศเต็มตัว
อยากเห็นแบรนด์ของตัวเองอยู่ในเมืองต่าง ๆ
ธนิสา กล่าวว่า ความฝันคืออยากเห็นวันหนึ่งที่เราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วเดินผ่านร้านของเราเองในหลาย ๆ เมือง เช่น ฮ่องกง โตเกียว โซล ปารีส แล้วได้พูดกับตัวเองว่า ‘นั่นร้านเรา’ แค่นั้นก็มีความสุขแล้ว หรือเห็นคนใส่แบรนด์เรา เหมือนลักชัวรี่แบรนด์ คือความภูมิใจเล็ก ๆ ที่เราได้เห็นสิ่งที่สร้างจากศูนย์ กลายเป็นแบรนด์ของคนไทยที่อยู่บนถนนสายโลกจริง ๆ
“แต่ในอีกมุมหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าความฝันอย่างเดียวไม่พอ เราต้องมีสติและพื้นฐานที่มั่นคง โดยเฉพาะเรื่องการเงิน เคยมีครูคนหนึ่งสอนสาไว้ว่า ถ้าอยากทำตามแพชชันได้อย่างอิสระ เราต้องมีอิสรภาพทางการเงินระดับหนึ่งก่อน เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไม่มีแรงคุ้มความเสี่ยง หรือสร้างสิ่งใหม่ ๆ ได้จริง ๆ ทุกครั้งที่คิดงานใหม่จะพยายาม ‘เอาเงินออกจากสมการ’ ก่อนเสมอ เพราะถ้าเริ่มต้นด้วยคำว่า ‘งบเท่าไหร่’ หรือ ‘อย่าเกินงบนี้’ ความคิดสร้างสรรค์จะไม่เกิดเลย
อย่างเช่น ถ้าตั้งโจทย์ว่าโปรเจกต์นี้ต้องไม่เกินล้าน เราก็จะเริ่มปิดกั้นตัวเองโดยไม่รู้ตัว เลยเลือกที่จะให้ไอเดียมันฟุ้งไปก่อน แล้วค่อยเอาเรื่องต้นทุนและงบประมาณมาวางทีหลัง ในสมการธุรกิจ เรื่องการบาลานซ์ต้นทุนกับรายได้ก็ยังสำคัญมาก แต่สาชอบวิธีคิดก่อน ฟุ้งก่อน แล้วค่อยจัดระเบียบทีหลัง เพราะมันเปิดพื้นที่ให้ไอเดียเติบโต”
อยากสร้าง RAVIPA LAND
อย่างไรก็ตาม ถ้าวัดจาก 1–10 ตอนนี้ เธอมองว่า RAVIPA ยังอยู่แค่ประมาณ 3 เพราะเป้าหมายของเราคือการเป็นแบรนด์ระดับโลก ทุกวันนี้ยังอยู่ในช่วงลองผิดลองถูก บางครั้งเหมือนจะไปถึง 5 แล้วก็กลับมาที่ 3 อีก แต่เราก็ยังสนุกกับเส้นทางนี้อยู่ เราอยากโตแบบคุณภาพ ที่เราวาดฝันไว้คือการขยาย RAVIPA LAND หรือโลกของ RAVIPA ให้เป็นแบรนด์ไลฟ์สไตล์เต็มรูปแบบ
“เราเป็น Big Fan ของดิสนีย์มากเพราะเขาไม่ได้ขายแค่สินค้า แต่ขายโลก ของแบรนด์ เลยอยากให้ RAVIPA กลายเป็นแบบนั้น โลกของความเชื่อ ความสวยงาม และพลังบวก ที่ใครก้าวเข้ามาแล้วรู้สึกว่าได้อยู่ในจักรวาลของเรา ตอนนี้เราก็กำลังเริ่มสร้างคอมมูนิตี้เล็ก ๆ ในออฟฟิศ ที่ทุกคนเชื่อในสิ่งเดียวกัน ส่งต่อพลังนี้ออกไป"



3+











