MAGURO ชี้แตกแบรนด์ต้องมีจุดขาย เผยไอเดียปั้น BINCHO โชว์ศิลปะย่างปลา
เคล็ดลับปั้น BINCHO แบรนด์ใหม่ในเครือ MAGURO พี่ใหญ่วงการร้านอาหารญี่ปุ่น โชว์ศิลปะย่างปลาญี่ปุ่น ชี้การแตกแบรนด์ร้านอาหารยุคนี้ จุดขายไม่ชัด กระทบโฟกัสแบรนด์หลัก
ในวันที่ตลาดร้านอาหารเต็มไปด้วยการแข่งขันสูง ตัวเลือกใหม่เกิดขึ้นทุกวันทั้งแบรนด์เล็กแบรนด์ใหญ่มากหน้าหลายตา โดยส่วนใหญ่เป็น SME ซึ่งผู้ประกอบการ นักธุรกิจหลากหลายราย มักจะพูดว่าธุรกิจอาหารใครก็เปิดได้ แต่หากเปิดแล้วไม่สร้างเอกลักษณ์หรือมีจุดเด่นต่างจากคู่แข่ง ภายในไม่ถึง 6-7 เดือนอาจเป็นบทพิสูจน์ว่าจะอยู่รอดหรือไม่
ในขณะที่สภาพเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ผู้เล่นทั้งรายใหญ่และรายเล็กต่างต้องรักษาตำแหน่งในตลาดอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะการเปิดแบรนด์ใหม่ ๆ เช่นเดียวกับ MAGURO พี่ใหญ่ในวงการอาหารญี่ปุ่น ซึ่งมีแบรนด์ในเครือกว่า 6 แบรนด์ ได้แก่ MAGURO, SSAMTHING Together, Hitori Shabu, CouCou, Tonkatsu AOKI และล่าสุดแบรนด์ใหม่ BINCHO ที่เพิ่งเปิด
แม้ว่าจะเป็นหนึ่งในเจ้าใหญ่ในตลาดร้านอาหารญี่ปุ่น ไม่ใช่ SME แต่ MAGURU เองก็ยังวางกลยุทธ์ต่อยอดแบรนด์ใหม่อย่างระมัดระวัง
แตกแบรนด์ใหม่ ต้องไม่เสียโฟกัสแบรนด์หลัก
จักกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มากูโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แนวคิดการแตกแบรนด์ใหม่ช่วยให้บริษัทสามารถเข้าไปในตลาดใหม่ ขยาย Market Size และสร้างแนวทางการเติบโตที่ต่อยอดได้อย่างไม่สิ้นสุด แม้จะมีขอบเขตสูงสุด (Ceiling) อยู่บ้าง แต่โดยรวมสามารถขยายโอกาสได้ต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม การแตกแบรนด์ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อจุดขายหรือความแตกต่างไม่ชัดเจน อาจทำให้เสียโฟกัสของแบรนด์หลัก และหากแบรนด์ใหม่ไม่ตอบโจทย์ตลาด (Product-Market Fit) จะเสียเวลาและทรัพยากร รวมถึงกระทบต่อแบรนด์หลักได้
เพื่อแก้โจทย์นี้ MAGURO เน้นการวางแผนอย่างรอบคอบ โดยอิงจากการวิจัยและการเก็บ Insight พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก แบรนด์ใหม่จึงถูกออกแบบบนพื้นฐานข้อมูลจากแบรนด์หลัก เช่น MAGURO ที่มีหมวดอาหารครบทั้งซูชิ ปลา ดิบ ปลา ย่าง สลัด เนื้อ และเทปันยากิ ข้อมูลยอดขายและความนิยมในแต่ละช่วงเวลา (Seasonal) ช่วยให้ทีมมองเห็นว่าอาหารประเภทไหนกำลังมาแรง อะไรขายดี หรือมีโอกาสแฝงอยู่ เพื่อนำไปต่อยอดและสร้างแบรนด์ใหม่ให้ประสบความสำเร็จในตลาด
ไอเดียปั้น BINCHO กับศิลปะย่างปลาสไตล์โบราณ
จักกฤติ กล่าวต่อว่า สำหรับแบรนด์ใหม่ BINCHO ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อเดือนที่ผ่านมา เป็นการต่อยอดมาจากแบรนด์ MAGUROโดยนำอาหารกลุ่มปลาย่างจาก MAGURO มาขยายแนวคิด เพิ่มความหลากหลายของชนิดปลา และถ่ายทอดวัฒนธรรมการย่างปลาแบบญี่ปุ่นสมัยโบราณ ผ่าน "เตาทรายอิโอริ" ย่างอาหารด้วย “ถ่านบินโชตัน” ซึ่งเป็นถ่านไม้จากญี่ปุ่นที่ให้ความร้อนสม่ำเสมอ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว และช่วยดึงรสชาติของวัตถุดิบออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ
“เตาอิโอริเป็นเตาแบบที่มีอยู่ในบ้านญี่ปุ่นเมื่อพันปีที่แล้ว คอนเซ็ปต์นี้หาเจอได้ยากมากในไทย อาจจะมีให้เห็นอยู่บ้างในย่านสุขุมวิท แต่ส่วนใหญ่จะเป็นร้าน Izakaya ไม่ได้อยู่ในรูปแบบ Family Dining เราจึงเห็นโอกาสว่าส่วนนี้ยังน่าสนใจมาก”
จักกฤติ อธิบายต่อว่า BINCHO ใช้ สูตรอาหารเดิมของ MAGURO มาต่อยอด พร้อมปรับโครงสร้างให้เหมาะกับคนไทย โดยเน้นให้ลูกค้าเข้าใจง่ายและเข้าถึงได้ ซึ่งตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคไทยที่ไปญี่ปุ่นบ่อยในช่วงฟรีวีซ่า ได้เห็นร้านอาหารชนบท และถูกแชร์ต่อในโซเชียลมีเดีย ทำให้แบรนด์ไม่ต้องสื่อสารมาก แค่หยิบไอเดียมาให้เกิดขึ้นจริง
“จริง ๆ อาหารประเภทนี้แพง แต่เราทำให้คนเข้าถึง ทานได้ทุกวัน เราออกแบบเป็นเซ็ตอาหารแบบ Teishoku มีข้าว ซุป สลัด ครบจบในราคาเดียว ลูกค้าจ่ายครั้งเดียวก็อิ่มเลย ไม่ต้องกังวลเรื่องสั่งหลายจานหรือเกินงบ กลยุทธ์เรื่องความคุ้มค่า ซึ่งถือเป็น Philosophy ของบริษัท อาหารอาจดูเหมือนมีต้นทุนสูง เพราะใช้เตาถ่านและเตาทราย แต่เราต้องทำให้ทานได้ทุกวันและประสบความสำเร็จในระยะยาว จึงปรับเป็นเซ็ตที่ลูกค้ารับได้ง่ายและคุ้มค่า”
เศรษฐิจไม่ดี ธุรกิจร้านอาหารต้องเดินหน้า
ในมุมเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว จักกฤติมองว่าเป็นความท้าทายทั่วไปในธุรกิจ F&B ต่างจากช่วงโควิดที่เราถูกตัดแขนตัดขา ไม่สามารถเปิดร้านได้เลย ตอนนี้ยังสามารถทดลอง ปรับกลยุทธ์ และลงมือทำได้ เราแค่ต้องอยู่ Top of Mind ของลูกค้าในหมวดอาหารญี่ปุ่น All Day Dining หรือทงคัตสึ ให้เป็นหนึ่งใน 3 ตัวเลือกแรก เพราะถ้าลูกค้าหลุดออกจากกลุ่มนี้ จะกลับมาเรียกความสนใจยาก
จักกฤติ อธิบายต่อถึงแนวคิด รักษาลูกค้าเก่าและรักษามาตรฐาน การตลาดที่ใช้งบประหยัดที่สุดคือการรักษาลูกค้าเก่า เราจึงเน้นการ Maintain Quality และ Standard ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ขายดีแล้วค่อยขยาย ซึ่งหากทำแบบนั้นเราจะไปไม่ถึงฝั่งฝันแน่นอน
"โดยสรุปแล้วแม้สภาพเศรษฐกิจและความถี่ในการออกมาทานนอกบ้านลดลง ตลาดยังใหญ่พอและยังมีโอกาสเติบโตได้ โจทย์ของปีนี้ง่าย ๆ คือ ทำให้ลูกค้าที่มา Dining นอกบ้าน รู้สึกว่าคุ้มค่า ครบ จบในร้านเดียว พร้อมสร้าง Brand Loyalty และความทรงจำที่ดีให้ลูกค้า เพื่อให้แบรนด์เติบโตอย่างยั่งยืน”
แหล่งข้อมูลจากเวทีสัมนา : The Challenger เจาะอินไซด์ธุรกิจอาหาร โดย Marketeer


