T-Beauty พุ่งแรง หมดยุคแบรนด์ไทยไม่คูล มูลค่าตลาดแตะ 2.7 แสนล้าน
"Srichan-Journal-MizuMi" ชี้กระแส T-Beauty มาแรง คนไทยนิยมใช้แบรนด์ไทยมากขึ้น มูลค่าตลาดรวม 2.7 แสนล้าน แต่โอกาสโตระดับโกลบอลยังไปยาก "ต้องแต่งตัวใหม่ เล่าเรื่องให้เป็น"
ตลาดความงามมีมูลค่ารวมกว่า 270,000 ล้านบาท โดยราวครึ่งหนึ่งเป็นตลาดสกินแคร์ และยังเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ย 7–10% ต่อปี สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคที่แม้จะเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ยังคง “รักสวยรักงาม” ไม่เปลี่ยน แถมยังเลือกอย่างชาญฉลาดและพิถีพิถันมากขึ้น
ในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา มีแบรนด์ความงามสัญชาติไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้มีนักธุรกิจรุ่นใหม่แจ้งเกิดในวงการนี้มากมาย บางแบรนด์สามารถสร้างรายได้แตะหลักพันล้าน ขณะที่บางแบรนด์ก็เติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
รวิศ หาญอุตสาหะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีจันทร์ สหโอสถ จำกัด เปิดเผยว่า กระแส Thai Beauty หรือ T-Beauty กำลังได้รับแรงส่งจากทั้งตลาดภายในและภายนอกประเทศ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมองแบรนด์ไทยว่า “ดี มีคุณภาพ และคุ้มค่า” แถมหลายแบรนด์เริ่มถูกจัดให้อยู่ในระดับ “พรีเมียม” จากมุมมองของลูกค้าต่างชาติ
“ไทยมีครบทุกองค์ประกอบที่จะก้าวไปยืนข้าง K-Beauty หรือ J-Beauty ได้ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสูตร การออกแบบผลิตภัณฑ์ หรือโรงงานผลิตระดับโลกที่อยู่เบื้องหลังแบรนด์ดังทั่วโลก”
ซึ่งหากวิเคราะห์จุดแข็งของแบรนด์ไทย รวิศ มองว่า ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ลุกขึ้นมาสร้างแบรนด์ด้วยความตั้งใจ ทำให้คุณภาพและการวางตำแหน่งสินค้าโดดเด่นขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งยังเข้าใจสภาพอากาศจริงของเมืองร้อน ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากเมืองร้อนจริงอย่างไทย จึงตอบโจทย์ทั้งแดด ความมัน เหงื่อ และสภาพผิวได้อย่างตรงจุด และสุดท้ายคือความคุ้มค่าแบบ All-in-One ลูกค้าไทยชอบผลิตภัณฑ์ที่ “ครบจบในชิ้นเดียว” เช่น ครีมที่ผสมกันแดด บำรุง และปรับผิว ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์ต่างชาติที่แยกแต่ละฟังก์ชันชัดเจน
สินค้าไทยสมัยก่อนยังแต่งตัวไม่เก่ง เล่าเรื่องไม่เป็น
แต่อย่างไรก็ตามแม้ศักยภาพจะสูง แต่ Made in Thailand ยังเจอข้อจำกัดบางอย่าง โดยเฉพาะเรื่อง “การเล่าเรื่องแบรนด์” ให้มีความเป็นสากล สื่อสารกับผู้บริโภคต่างชาติได้อย่างน่าเชื่อถือ และสร้างภาพจำที่ทันสมัย
ธนัญญา สุธีรชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer: CEO) บริษัท เจอร์นัล คอร์ป จํากัด ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Journal สะท้อนว่า จากการทำ Market Research พบว่าคนไทยจำนวนไม่น้อยยังไม่ค่อยเชื่อมั่นในแบรนด์ไทยเท่าที่ควร หลายคนรู้สึกว่าใช้แบรนด์ไทยแล้วดูไม่ ‘คูล’ ภาพลักษณ์ไม่ดีพอ จึงมักหันไปใช้แบรนด์ต่างชาติ เพราะคิดว่าช่วยเสริมภาพลักษณ์ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริง คุณภาพหรือคุณสมบัติก็ไม่ได้แตกต่างกันเลย
เชื่อว่าถ้าแบรนด์ไทยสามารถยกระดับภาพลักษณ์ให้ดูดี น่าเชื่อถือ มีความเป็นมืออาชีพ คนไทยก็น่าจะหันมาใช้ของไทยมากขึ้น แต่ทั้งนี้การเติบโตของแบรนด์ไทยจะไปต้องไปกันทั้งระบบ เพราะทุกวันนี้เราโดนต่างชาติเข้ามาแย่งตลาดได้เม็ดเงินจากคนไทยไปมากแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องหาทางรักษาเงินให้อยู่ในประเทศ และดึงเม็ดเงินกลับมาบ้าง
ขณะที่ จักรชลัช เกษจำรัส กรรมการผู้จัดการ (Managing Director: MD) บริษัท เจอร์นัล คอร์ป จํากัด กล่าวเสริมว่า ผมได้แรงบันดาลใจตั้งแต่ตอนอยู่ต่างประเทศ เห็นว่าเกาหลีมีโซจู ญี่ปุ่นมีสาเก รสชาติอาจไม่ถูกใจคนทุกคน แต่ด้วยภาพลักษณ์และวัฒนธรรมที่เขาสร้างไว้ คนก็ยังเลือกดื่ม หรือขนมญี่ปุ่นก็มีสารพัดอย่าง ทั้งรสชาติ บรรจุภัณฑ์ และเรื่องราวเบื้องหลังที่เล่าได้น่าสนใจ คนจึงยอมจ่ายแพงหลายเท่าเพื่อซื้อกลับบ้าน
แต่พอกลับมาเมืองไทย สมัยก่อน ๆ ของท้องถิ่นเวลาอยากซื้อไปฝากเพื่อนต่างชาติ กลับรู้สึกว่าแพ็กเกจจิ้งยังไม่พร้อม ภาพลักษณ์ไม่ดีพอ เลยไม่กล้าซื้อ จุดนั้นที่ทำให้รู้สึกว่า เมืองไทยมีของดีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง แต่ยัง ‘แต่งตัวไม่เป็น’ ยังเล่าเรื่องไม่เก่งเท่าที่ควร ญี่ปุ่นแค่เล่าเรื่องเล็กน้อยก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะเขาทำให้ผู้คนรู้สึกว่า สิ่งนั้นมีคุณค่า มีความหมาย คนจึงเต็มใจจ่าย
จังหวะเวลาและการสนับสนุนคือกุญแจ
ด้าน วริษฐา สืบพันธ์วงศ์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ MizuMi มองว่า นี่คือ “โอกาสทอง” ของแบรนด์ไทย โดยเฉพาะในยุคที่ผู้บริโภคในประเทศเริ่มภูมิใจในแบรนด์ไทยมากขึ้น และพร้อมสนับสนุนอย่างจริงใจผ่านโลกออนไลน์
“ลูกค้ารู้สึกว่าใช้แบรนด์ไทยแล้วไม่ด้อยกว่าใครเลย ตรงกันข้าม มันคือความภูมิใจที่ได้อุดหนุนของไทยด้วยซ้ำ”
อีกปัจจัยสำคัญคือ “ระบบนิเวศของสื่อ” ที่เริ่มพูดถึงแบรนด์ไทยและผู้ประกอบการรุ่นใหม่มากขึ้น ทำให้เกิดความผูกพันระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคในแบบที่ยั่งยืน หลายเสียงเชื่อว่า T-Beauty จะไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว หากแต่สามารถยืนระยะเป็นอุตสาหกรรมสร้างรายได้อย่างยั่งยืนได้ หากผู้ประกอบการยังรักษาคุณภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
การไปสู่ระดับโกลบอลอาจต้องใช้เวลา
อย่างไรก็ตาม การเป็น “แบรนด์ระดับโลก” ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน ซีอีโอศรีจันทร์ กล่าวว่า แบรนด์น้ำหอมฝรั่งเศสใช้เวลาหลายชั่วอายุคน K-Beauty ก็ใช้เวลากว่า 20 ปี และได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังจากรัฐบาล การจะเป็น Global Brand ต้องอาศัยทั้งคุณภาพ เวลา และ ‘จังหวะ’ ที่เหมาะสม”
T-Beauty อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ฐานผู้บริโภคในประเทศแข็งแรงขึ้น ระบบผลิตพร้อม โอกาสในตลาดอาเซียนและโลกกำลังเปิด แต่การก้าวให้ถึงระดับโลก ต้องมีทั้งกลยุทธ์ที่ชัดเจน การสร้างภาพลักษณ์ระดับสากล และความร่วมมือจากทุกฝ่าย


