posttoday
‘เดอะ ซีนเนอรี่’ จากแปลงหอม สู่แลนมาร์กสวนผึ้ง สร้างรายได้ 80 ล้าน

‘เดอะ ซีนเนอรี่’ จากแปลงหอม สู่แลนมาร์กสวนผึ้ง สร้างรายได้ 80 ล้าน

02 มิถุนายน 2568

คุยกับ ‘ดวงกมล ชุติมันต์’ ผู้บริหาร เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจฟาร์ม เล่าความหลังปลูกหอมในสวนผึ้ง สู่ที่พักบ้านปูนปั้น และฟาร์มแกะ สร้างรายได้ปีละ 80 ล้านบาท

KEY

POINTS

  • คุยกับ ‘ดวงกมล ชุติมันต์’ ผู้บริหาร เดอะ ซีนเนอรี่ วินเทจ ฟาร์ม เล่าความหลังเมื่อ 20 ปีก่อน เริ่มปลูกหอมในสวนผึ้ง
  • สร้างอาณาจักรที่พักบ้านปูนปั้น และฟาร์มแกะ ดึงลูกค้ามีกำลังซื้อ สร้างรายได้ปีละ 80 ล้านบาท 
  • เตรียมขยายตลาดเอเชีย ลุยแบรนด์ใหม่ โมเดลเดียวกัน 

ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 20 ปีก่อน “สวนผึ้ง ราชบุรี” ยังไม่ใช่จุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวมากเหมือนดั่งเช่นทุกวันนี้ นั่นเป็นช่วงเวลาพอดีกับที่ “ดวงกมล ชุติมันต์” และแฟนหนุ่ม “พลกฤช สุขเกษม” ซึ่งปัจจุบันเป็นคู่ชีวิตกัน เริ่มมีความชอบและหลงใหลในธรรมชาติ เมื่อครั้งที่เขามาเยี่ยมญาติ ที่อำเภอสวนผึ้ง จ.ราชบุรี


ดวงกมล เล่าว่า คุณพลกฤชได้เห็นแปลงต้นหอมอยู่กลางป่าที่มีลำธารธรรมชาติไหลผ่าน จึงรู้สึกชื่นชอบมาก จึงไปขอแบ่งซื้อพื้นที่ราว ๆ 7 ไร่ตรงนั้นมา แล้วก็เริ่มปลูกต้นหอมร่วมกับเจ้าของที่เดิม ด้วยความตั้งใจอยากจะเป็นเกษตรกร แต่ในความเป็นจริงกลับไม่ง่าย เพราะรอบแรกปลูกต้นหอมได้ผลดี รายได้งาม แต่รอบถัด ๆ มากลับขาดทุนซ้ำ ๆ จนถึงขั้นเสียหายเป็นแสนๆ

 

“พอปลูกไปเรื่อย ๆ ก็รู้ว่าดินไม่ดี น้ำไม่เหมาะ เราเองก็ไม่ได้อยู่ดูแลตลอด ให้คนอื่นทำแทน พอไม่มีความรู้จริงก็ทำไม่รอด เลยตัดสินใจเลิกปลูก แล้วหันมาสร้างบ้านสำหรับอยู่อาศัยแทน”


ตอนนั้นพวกเขาทั้งสองอายุเพียง 20 ต้น ๆ มีเงินเก็บจากการทำงานบ้างเล็กน้อย มาสร้างบ้านเล็ก ๆ บนพื้นที่ที่ซื้อไว้ โดยให้ช่างท้องถิ่นเป็นคนลงมือ แต่เพราะไม่มีพื้นฐานด้านสถาปัตย์หรือวิศวกรรม ทุกอย่างจึงเป็นไปแบบลองผิดลองถูก


ดวงกมล ชุติมันต์

“สร้างบ้านเสร็จได้ไม่นาน ก็เริ่มเห็นรอยร้าวไปทั่วทั้งหลัง” ดวงกมลย้อนเล่าถึงประสบการณ์ในวันแรกของการเริ่มต้นชีวิตที่สวนผึ้ง 

 

“เพราะไม่ได้ลงฟุตติ้ง ไม่ได้ทำฐานรากอะไรเลย ดินก็ยวบ บ้านก็พัง น้ำหนักตัวบ้านเยอะ พื้นเลยทรุดตัวลงเรื่อย ๆ แต่เราก็ยังอยากอยู่ตรงนี้ เลยคิดสร้างใหม่เป็นบ้านดิน ตอนนั้นกำลังฮิตพอดี”


ดวงกมลเล่าต่อว่า คุณพลกฤช แม้ไม่ได้เรียนสถาปัตย์ แต่มีใจรักการออกแบบ ก็เริ่มร่างแปลนบ้านด้วยการใช้ไม้เขี่ยบนดิน ว่าอยากได้ห้องนั่งเล่นตรงไหน แล้วค่อย ๆ ก่อสร้างขึ้นมาทีละส่วน ถ้าไม่ชอบก็ค่อยรื้อแล้วเริ่มใหม่


เมื่อบ้านเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง ทั้งคู่เริ่มแวะมาพักในช่วงเสาร์-อาทิตย์ เพื่อนฝูงที่ตามมาก็หลงใหลในบรรยากาศธรรมชาติ ป่าเขา จึงเกิดการพัฒนาบ้าน ดีไซน์สไตล์เมดิเตอร์เรเนียนของบ้านปูนสีขาวสะอาดตา ที่ตัดกับความเขียวชอุ่มของสวนผึ้งได้อย่างลงตัว


‘เดอะ ซีนเนอรี่’ จากแปลงหอม สู่แลนมาร์กสวนผึ้ง สร้างรายได้ 80 ล้าน

 

“เราชอบบ้านสีขาว เพราะมันสะอาด แล้วก็ไม่ชอบจิ้งจก (หัวเราะ) บ้านไม้แบบเดิม ๆ ในสวนผึ้งมันชื้นมาก เจอจิ้งจกตุ๊กแกเยอะ พอเป็นปูนสีขาวมันดูน่าอยู่กว่า แล้วเพื่อน ๆ ก็ชอบกันมาก พากันมาพักบ่อย จนบางทียังไม่มีที่นอน ต้องไปนอนในรถเองก็มี”

 

สร้างจุดต่าง ในวันที่สวนผึ้งเริ่มบูม 

 

จากบ้านพักหลังแรก ๆ เธอเริ่มสร้างเพิ่มอีก 3 หลัง เป็นบ้านพักสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนทั้งหมด เริ่มทำเป็นธุรกิจอย่างจริงจัง เป้าหมายรับนักท่องเที่ยวคู่รัก พร้อมใส่บริการแบบโรงแรมเข้าไป บวกกับการรับลูกค้าด้วยตัวเอง ทำให้ได้รับกระแส ตอบรับที่ดีมากจนต้องจองที่พักล่วงหน้าถึง 6 เดือน

 

หลังจากเปิดบ้านพักในสวนผึ้งไปได้สักพัก ทั้งคู่เริ่มรู้สึกว่าการมีแค่ที่พักอย่างเดียว “แห้งไปนิด” ขาดชีวิตชีวา ขณะเดียวกันสวนผึ้งก็เริ่มได้รับความนิยม ที่พักแนวเดียวกันเริ่มทยอยเปิดตัวตามมาเรื่อย ๆ

 

เก็บบรรยากาศชนบทในต่างแดนมาไว้ในไทย

 

เราคิดถึงบรรยากาศชนบทต่างประเทศ ก่อนจะไปเจอกับคนเลี้ยงแกะ และขอซื้อมา 2 ตัวมาเลี้ยง อาบน้ำ แต่งขนให้ดูน่ารัก จนแขกที่มาพักเริ่มแวะมาถ่ายรูป ดูแกะ จอดรถปิกนิกกันริมรั้ว ซึ่งถ้าย้อนไปสมัยก่อนการเลี้ยงแกะยังเป็นเรื่องใหม่มาก


‘เดอะ ซีนเนอรี่’ จากแปลงหอม สู่แลนมาร์กสวนผึ้ง สร้างรายได้ 80 ล้าน

 

ฟาร์มแกะเจ้าแรก ๆ 

 

จากนั้นทั้งคู่เริ่มนำสัตว์อื่น ๆ อย่างกระต่าย ม้า และช้างเข้ามาเสริม แต่ก็ไปต่อไม่ได้ เพราะกระต่ายขวัญอ่อน ส่วนช้างต้นทุนดูแลสูงเกินไป สุดท้ายลือกโฟกัสที่แกะ อย่างจริงจัง จึงเกิดฟาร์มแกะขึ้นมา พัฒนาฟาร์มให้ได้มาตรฐาน มีสัตวบาลประจำ จนกลายเป็นฟาร์มแกะปลอดโรคแห่งแรกของภาคตะวันตกเฉียงใต้

 

แต่เมื่อเวลาผ่านไปสวนผึ้งเริ่มโด่งดัง ฟาร์มแกะเริ่มมีมากขึ้น ทั้งคู่จึงเดินทางไปอังกฤษและนิวซีแลนด์ นำโชว์ สุนัขต้อนแกะ และผู้ฝึกสอนมืออาชีพเข้ามา พร้อมพัฒนาโชว์ใหม่ ๆ กลายเป็นซิกเนเจอร์ ที่ทำให้ซีนเนอรี่แตกต่าง จน ณ ปัจจุบันมีสิ่งมีชีวิตรวมกันแล้วกว่า 400 ชีวิต ซึ่งในจำนวนนี้เป็นแกะ 300 ชีวิต 

 

สร้างรายได้ 80 ล้านบาท 

 

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาซีนเนอรี่ขยายพื้นที่มาเรื่อย ๆ จนมี 37 ไร่ พร้อมวิลล่าที่พัก 10 หลัง เพิ่มรูทท่องเที่ยว มีธุรกิจร้านอาหารและคาเฟ่ มี กิจกรรมผจญภัยและครอบครัว มีบริการขับรถ ATV ผ่านเส้นทางธรรมชาติที่ท้าทายและปลอดภัย

 

ส่วนรายได้หลักของซีนเนอรี่ มาจากกิจกรรมท่องเที่ยวบริเวณด้านหน้าฟาร์ม ไม่ว่าจะเป็นค่าบัตรเข้าชมฟาร์มสัตว์ กิจกรรมเล่นเกม และกิจกรรมเชิงครอบครัวอื่น ๆ


‘เดอะ ซีนเนอรี่’ จากแปลงหอม สู่แลนมาร์กสวนผึ้ง สร้างรายได้ 80 ล้าน

 

ดวงกมลเล่าเพิ่มเติมว่า ในช่วงโลว์ซีซั่นจะมีนักท่องเที่ยวราว 100 คนต่อวัน ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์เพิ่มขึ้นเป็น 600-1,000 คน และในช่วงพีคที่สุด เคยมีผู้เข้าชมสูงสุดถึงวันละ 10,000 คน ขณะที่รายได้รองลงมามาจากร้านอาหาร และบริการห้องพักภายในฟาร์ม

 

ตลอด 3 ปีหลังจากโควิด เดอะ ซีนเนอรี่เติบโตเฉลี่ยปีละ 10-15% จากทุกธุรกิจรวมกัน ทำให้ปัจจุบันมีรายได้รวมราวปีละ 80 ล้านบาท โดยเฉพาะธุรกิจบ้านพักที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยตลอดปีสูงถึง 80% และพุ่งแตะ 99% ในช่วงไฮซีซั่น

 

ทุกยูนิตสามารถทำกำไร แม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นก็ตาม ทำให้มีรายได้หมุนเวียนต่อเนื่อง อาจเป็นเพราะซีนเนอรี่พยายามเจาะกลุ่มลูกค้ากลุ่ม A และ B+ ซึ่งหมายถึงลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง แรก ๆ เน้นคู่รัก ต่อมาเริ่มขยายสู่ครอบครัวมากขึ้น โดยยังคงเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยถึง 90%

 

ทั้งนี้ เมื่อถามว่า ทำไมไม่รับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 

 

ดวงกมล บอกว่า ด้วยข้อจำกัดด้านการเดินทาง ที่ต้องใช้รถส่วนตัว เพราะไม่มีรถสาธารณะเชื่อมต่อ จึงทำให้ผู้มาเที่ยวส่วนใหญ่เป็นคนไทย แต่ก็ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ภายในอีก 5 ปีข้างหน้า จะขยายฐานลูกค้าต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจากตลาดเอเชียให้เพิ่มมากขึ้น


‘เดอะ ซีนเนอรี่’ จากแปลงหอม สู่แลนมาร์กสวนผึ้ง สร้างรายได้ 80 ล้าน

 

มีแผนขยายกิจการอีกมาก

 

“เรายังมีแผนจะพัฒนาอีกหลายอย่าง” ดวงกมลเผย โดยมี SME D Bank เข้ามาช่วยสนับสนุนสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนโปรเจกต์ต่าง ๆ ที่วางไว้ เช่น การขยายโรงแรมเฟส 2 ในรูปแบบที่พัก 16 ห้อง ซึ่งตั้งใจไม่สร้างบ้านพักเพิ่มมากนัก เพื่อคงบรรยากาศความเป็นส่วนตัวของลูกค้าไว้ให้มากที่สุด

 

นอกจากนี้ ยังมีการจัดสรรพื้นที่จากที่ดิน 123 ไร่ ซึ่งแต่เดิมใช้ปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์กว่า 400 ตัวในฟาร์ม มาพัฒนาเป็นโครงการขายที่ดินสำหรับลูกค้าที่ต้องการสร้างบ้านพัก โดยเดอะ ซีนเนอรี่จะให้บริการซัพพอร์ตแบบครบวงจร ทั้งโชว์ส่วนตัว ATV พนักงานบริการ หรือแม้แต่รับบริหารบ้านพักในกรณีที่ลูกค้าต้องการปล่อยเช่า เพิ่มโอกาสเติบโตแบบยั่งยืนให้กับทั้งธุรกิจและลูกค้าไปพร้อมกัน

 

ขยายกิจการแยกแบรนด์ แต่ยังคงกลิ่นอาย ‘ซีนเนอรี่’

 

นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาธุรกิจในรูปแบบที่คล้ายคลึงกันอีกหลายโครงการ แต่จะแยกเป็นแบรนด์ต่างหาก เพื่อไม่ให้ลูกค้ารู้สึกติดแบรนด์หรือคาดหวังอะไรจนเกินไป อย่างไรก็ดี แม้จะเป็นแบรนด์คนละชื่อ แต่จะยังคงกลิ่นอายความเป็น ‘ซีนเนอรี่’ อยู่


เช่นตอนนี้กำลังขยายไปยังพื้นที่ใหม่อย่าง 'Akha Farmville' ที่อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย โดยนำโมเดลซีนเนอรี่ ที่สวนผึ้งมาเป็นต้นแบบ แต่พัฒนาบนต้นทุนที่ต่ำลงและใช้แรงงานน้อยลง อีกทั้งเตรียมเปิด 'ฟาร์มกวาง' ใกล้ดอยช้าง เพื่อสร้างแลนด์มาร์กท่องเที่ยวแห่งใหม่ในอนาคตอันใกล้

 

บทเรียนธุรกิจ ฉบับซีนเนอรี่ 


ดวงกมล กล่าวว่า ตลอดเส้นทางเผชิญความท้าทายหลายอย่าง อย่างแรกคือบุคลากร เนื่องจากพื้นที่ราชบุรีไกลจากกรุงเทพฯ ไม่มีห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อน้อยและอยู่ไกล ไม่มีแสงสีแหล่งเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ดังนั้นคนที่อยากมาอยู่สถานที่แบบนี้ ค่อนข้าง หายาก ทำให้ช่วงแรกพนักงานหมุนเวียนเข้าออกเยอะ หาคนที่จะมาอยู่ประจำยาก ดังนั้นจึงเปิดรับคนท้องถิ่นเข้ามาทำงาน และเราเข้ามาดูแลอย่างใกล้ชิด


‘เดอะ ซีนเนอรี่’ จากแปลงหอม สู่แลนมาร์กสวนผึ้ง สร้างรายได้ 80 ล้าน

 

บทเรียนที่สองคือ ซีนเนอรี่ เคยมีเหตุการณ์ไฟไหม้ที่ร้านอาหารเพราะไฟฟ้าลัดวงจรบวกกับมีลมหมุนในสวนผึ้งเมื่อ 10 ปีที่แล้ว สิ่งที่น่าเสียใจคือตอนนั้นเราไม่ได้ทำประกันภัย ทั้ง ๆ ที่ตนเองทำงานประกันภัย ทำให้เสียหายค่อนข้างมาก แต่ก็เป็นบทเรียน ทำให้หลังจากนั้นเราทำประกันภัยในทุกส่วน

 

และในช่วงโควิดเรายังเจอไฟไหม้โรงโชว์ใหญ่ที่ไม่ได้ใช้งานจากไฟฟ้าลัดวงจรอีกเช่นกัน แม้จะเจอวิกฤติไฟไหม้ซ้อนวิกฤติโควิด แต่ ซีนเนอรี่ สามารถเปลี่ยนวิกฤตินั้นให้เป็นช่วงเวลาซุ่มเติมสรรพกำลังใหม่ ทั้งรื้อระบบสาธารณูปโภคและปรับพื้นที่ใหม่ทั้งหมดเพื่อมั่นใจว่าเมื่อถึงเวลาที่ธุรกิจกลับมาเปิดอีกครั้ง ซีนเนอรี่ จะพร้อมที่สุด


เราต้องพร้อมวิ่งให้เร็วกว่าคนอื่นเมื่อถึงเวลาที่เปิด เพราะทุกคนจะเริ่มวิ่งพร้อมกันหมด แต่คำถามคือ เราจะทำอย่างไรให้เรา “วิ่งเร็วกว่าคนอื่น” ได้?

 

ข้อเสียอย่างหนึ่งของการไม่ได้เรียนบริหารธุรกิจโดยตรง คือ เราต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง ซึ่งอาจใช้เวลานานกว่าคนที่มีประสบการณ์ทำงานจริงจัง แต่สิ่งที่ได้กลับมาคือความเข้าใจและการพัฒนาที่ต่อเนื่อง

 

“จริงๆ แล้ว มีเรื่องในบ้านและฟาร์มที่สามารถพัฒนาได้มากกว่านี้ตั้งนานแล้ว แต่บางทีเรายังรู้สึกว่า ‘ยังไม่ถูกใจ’ จึงยังไม่ลงมือทำทันที”

 

หลักการบริหารธุรกิจไม่มีแพทเทิร์นตายตัว ทุกอย่างสามารถพัฒนาและทำให้ดีขึ้นได้เสมอ บางวันเรารู้สึกว่าระบบหรือการทำงานมันดีแล้ว แต่พอวันรุ่งขึ้นกลับเห็นว่ามีอะไรที่ยังปรับปรุงให้ดีขึ้นได้อีก เราพยายามสื่อสารกับพนักงานเสมอว่า “สิ่งที่เราทำวันนี้ ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย” ถ้าเห็นว่าอะไรควรเปลี่ยนก็ต้องพูดคุยและเปลี่ยนได้ทันที


ข้อดีอย่างหนึ่งของการเป็นธุรกิจครอบครัว คือไม่ต้องรอขั้นตอนหรือสายงานยาวนาน สามารถตัดสินใจและปรับเปลี่ยนได้รวดเร็วและคล่องตัว

 

 

ที่มาภาพบางส่วน : The Scenery Vintage Farm

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน