posttoday
ส่งออกอัญมณีลุ้นภาษีสหรัฐ หวั่น เวียดนาม-ศรีลังกา แย่งฐานผลิต

ส่งออกอัญมณีลุ้นภาษีสหรัฐ หวั่น เวียดนาม-ศรีลังกา แย่งฐานผลิต

21 พฤษภาคม 2568

ไทยยังคงอยู่ระหว่างลุ้นชะตาภาษีใหม่สหรัฐ ก่อนเส้นตาย ก.ค. ส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับ หวั่นเสียเปรียบคู่แข่ง "เวียดนาม-ศรีลังกา" แย่งฐานผลิต


สหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับที่ใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทย และหลายประเทศ แต่เมื่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศปรับภาษีนำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับจากทุกประเทศทั่วโลกเพิ่มขึ้น 10% โดยเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 เมษายน 2568 ถึง 9 กรกฎาคม 2568

 

ส่งผลให้ผู้ส่งออกต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะหลังจากช่วงเวลาดังกล่าว อัตราภาษีนำเข้าจะเป็นเท่าใด ยังต้องรอผลการเจรจาในช่วง 90 วันนี้

 

สหรัฐฯ นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับ จากไทยอันดับ 12 

 

ศูนย์ข้อมูลอัญมณีและเครื่องประดับ รายงานว่า จากสถิติของ Global Trade Atlas พบว่าในปี 2567 สหรัฐฯ นำเข้าอัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) ด้วยมูลค่า 73,171.99 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

โดยนำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์มากที่สุด (สัดส่วน 17.72%) รองลงมาคือ อินเดีย (สัดส่วน 15.82%) แอฟริกาใต้ (สัดส่วน 10.75%) แคนาดา (สัดส่วน 7.57%) และอิสราเอล (สัดส่วน 5.89%) นำเข้าจากไทยในอันดับที่ 12 (สัดส่วน 2.49%) และนำเข้าจากจีนในอันดับที่ 13 (สัดส่วน 2.37%)
 

 


อัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวข้างต้นมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนเมษายน-กรกฎาคม 2568 ซึ่งในระหว่างช่วงเดือนนี้ประเทศต่างๆ กำลังเจรจาเพื่อขอลดอัตราภาษีนำเข้า แต่ก็ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเมื่อเจรจราเสร็จสิ้นแล้ว จะมีอัตราภาษีนำเข้าเป็นเท่าไหร่ ผู้ประกอบการไทยจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดต่อไป


ผลกระทบจากการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ

 

นอกจากนี้ ศูนย์ข้อมูลยังวิเคราะห์ว่า ผลกระทบจากการขึ้นอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ในระยะสั้นไทยและคู่แข่งถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มขึ้น 10% ในขณะที่จีนและฮ่องกงถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้น 30% ซึ่งไทยจะได้เปรียบจีนและฮ่องกง 

 

อย่างไรก็ตาม ฮ่องกงไม่ได้เป็นคู่แข่งของไทย แต่เป็นหนึ่งในผู้กระจายสินค้าจากไทยไปยังสหรัฐฯ ในทางอ้อม อาจทำไทยส่งออกไปยังฮ่องกงได้ลดลง เพราะสินค้าจากฮ่องกงเข้าไปยังสหรัฐฯ มีราคาแพงขึ้น

 

ขณะเดียวกันการส่งออกจากไทยไปยังสหรัฐฯ จะยังไม่ได้รับผลกระทบมากนักในช่วงนี้ แต่ราคาที่สูงขึ้น 10% ก็อาจจะส่งผลต่อกลุ่มที่มีความอ่อนไหวทางด้านราคา อาจทำให้ผู้บริโภคสหรัฐฯ บางส่วนลดการบริโภค และผู้นำเข้ารายเล็กก็อาจต้องลดการนำเข้าสินค้าจากไทยลงบ้าง
    
 

หากพ้นเดือนกรกฎาคมแล้วประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะคู่แข่งไทย ได้รับอัตราภาษีนำเข้าต่ำกว่าไทย ก็จะทำให้ไทยเสียเปรียบ และอาจมีบริษัทเครื่องประดับรายใหญ่ย้ายฐานการผลิตจากไทยไปประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำกว่าได้

 

เช่น หากเวียดนาม และศรีลังกา ซึ่งมีแรงงานที่สามารถพัฒนาฝีมือได้ และหากมีอัตราภาษีนำเข้าต่ำกว่าไทยมาก ประกอบกับรัฐบาลมีโนยบายส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติ ก็จะดึงดูดบริษัทข้ามชาติรายใหญ่ย้ายฐานการผลิตหรือหันไปเลือกประเทศเหล่านี้เป็นแหล่งผลิตเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ แทน

    

ผู้ผลิตเครื่องประดับตกแต่งอัญมณีในสหรัฐฯ จะต้องเผชิญกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าวัตถุดิบเช่นทองคำและแพลทินัมจะปลอดภาษีนำเข้า แต่อัญมณีทั้งเพชรและพลอยสีมีอัตราภาษีนำเข้าสูง ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงมากขึ้น ผู้ผลิตสหรัฐฯ ก็น่าจะใช้อัญมณีเป็นส่วนประกอบลดลง หรือหันไปใช้อัญมณีสังเคราะห์ที่ผลิตได้ในห้องแล็ปในประเทศแทน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทยโดยตรงในฐานะผู้ส่งออกพลอยสีรายใหญ่ไปยังตลาดสหรัฐฯ 

 

เครื่องประดับสำเร็จรูปที่นำเข้าจากต่างประเทศมีภาษีศุลกากรที่สูงมาก ทำให้สินค้าที่นำเข้าเหล่านี้มีราคาแพงขึ้นในตลาดสหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้เครื่องประดับที่ผลิตในสหรัฐฯ มีข้อได้เปรียบด้านราคา อาจทำให้ผู้ค้าปลีกหันไปซื้อจากผู้ผลิตเครื่องประดับในสหรัฐฯ แทน ก็น่าจะลดการนำเข้าเครื่องประดับเงินและเครื่องประดับทองจากไทยและประเทศอื่นๆ ที่มีอัตราภาษีนำเข้าสูงลง

 

นอกจากภาษีนำเข้าสหรัฐฯ ที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้ราคาสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับพุ่งสูงจนกระทบต่อความต้องการของตลาดแล้ว ปัจจัยอื่นอย่างอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง และภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง ก็ยิ่งทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะกับสินค้าฟุ่มเฟือย 

 

จึงเป็นสิ่งที่ ผู้ประกอบการไทยจึงควรเร่งวางแผนรับมือความเปลี่ยนแปลง ด้วยการปรับกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุนการผลิต เช่น การใช้เทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการขยายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นที่มีศักยภาพ เพื่อกระจายความเสี่ยงและรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนในระยะยาว


 

ข่าวล่าสุด

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73

ผ่ายุทธศาสตร์ TFM เส้นทางสู่เป้ารายได้ 1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 73