
TDRI แนะไทย “พัฒนาคน-หนุน SME เข้มแข็ง-ปรับกฎระเบียบ” รับการลงทุนต่างชาติ
TDRI ชี้ “ทรัมป์” ชนะเลือกตั้งสหรัฐ ส่งผลให้ต่างชาติย้ายฐานลงทุนไทย มองไทยยังน่าสนใจจาก 4 ปัจจัย “ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์-ดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์-คาร์บอนฟุตพริ้นท์-เสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค” แนะพัฒนาคน ทำให้ SME เข้มแข็ง ปรับกฎระเบียบ รองรับการลงทุนต่างชาติ
ดร.กิริฎา เภาพิจิตร ผู้อำนวยการวิจัย นโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศและการพัฒนา และผู้อำนวยการโครงการวิเคราะห์เศรษฐกิจเชิงลึก สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยในงานสัมมนา Investment Forum 2024 เจาะขุมทรัพย์ลงทุนยุคโลกเดือด ในหัวข้อ “เศรษฐกิจไทยไต่วิกฤติโลกเดือด” ที่จัดขึ้นโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า ผลการเลือกตั้งสหรัฐในช่วงปลายปีนี้ต่อสถานการณ์ในทะเลจีนใต้ และทะเลจีนตะวันตกนั้น มองว่าถ้า นายโจ ไบเดน ชนะการเลือกตั้ง นโยบายต่างๆ น่าจะยังคล้ายๆ เดิม ยังเป็นเพื่อนกับฟิลิปปินส์ สนับสนุนไต้หวัน และยังไม่เป็นมิตรกับจีน
ขณะที่หาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้ง ซึ่งมีนโยบาย America First คือ ไม่สนใจคนอื่น สนใจแต่สหรัฐเท่านั้น เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะไม่ไปยุ่งกับไต้หวัน และฟิลิปปินส์มากก็มีความเป็นไปได้ ทำให้อิทธิพลของจีนจะแผ่ขยายได้มากขึ้น เพราะในครั้งก่อนทรัมป์ก็สนใจแต่สหรัฐ และต่อสู้กับจีนอย่างเดียว
ขณะเดียวกัน ถ้าทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง จะมีการสนับสนุนยูเครนลดลง ส่งผลให้สงครามในยูเครนจบลงเร็วขึ้น และสูญเสียพื้นที่ไปบ้าง แต่สามารถส่งออกธัญพืช อาหารสัตว์ ปุ๋ย ได้เหมือนเดิม ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านั้นลดลง
อย่างไรก็ตาม ถ้าทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง จะมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง โดยเฉพาะในเรื่องของการขึ้นภาษี เพราะจะมีการเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากสินค้าประเทศอื่นๆ รวมไทย 10% ซึ่งกระทบไทยโดยตรง
“ถ้ามีสงครามการค้าจีน-สหรัฐรอบใหม่ ส่งผลให้สหรัฐซื้อของจากไทยมากขึ้น แต่ไทยก็จะนำเข้าของจากจีนมากขึ้น เพราะเมื่อจีนขายของให้สหรัฐไม่ได้ ก็มาขายให้ประเทศที่เป็นมิตรกับเขา รวมถึงไทยด้วย ทำให้การแข่งขันกับสินค้าจีนทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้น มองว่าน่าจะมีผลกระทบทางด้านการค้าค่อนข้างมากทั้งบวกและลบ ในอนาคตเราก็อาจจะส่งของไปขายยุโรป และออสเตรเลีย มากขึ้นด้วย เพราะประเทศที่อยู่ในข่ายของสหรัฐ คงจะไม่ซื้อจากจีน” ดร.กิริฎา กล่าว
นอกจากส่งผลกระทบทางด้านการค้าแล้ว ยังส่งผลต่อการย้ายฐานการลงทุนด้วย โดยเริ่มเห็นแล้วว่าจีนเริ่มย้ายฐานการลงทุนมาในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงไทย ส่วนหนึ่งเพื่อหลีกเลี่ยงสงครามการค้า เพราะฉะนั้นคาดว่าจะมีการลงทุนเข้ามาในไทยอีก 12 เดือนข้างหน้าค่อนข้างมาก โดยเฉพาะจากจีน
อย่างไรก็ตาม ต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยอันดับ 1 ญี่ปุ่น อันดับ 2 สิงคโปร์ และอันดับ 3 จีน มองว่าจีนอาจจะค่อยๆ แซงอันดับ 2 และอับดับ 1 ได้ โดยอุตสาหกรรมที่สนใจเข้ามาลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้แก่ 1.อิเล็กทรอนิกส์ 2.ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) 3.ไบโอเทคโนโลยี
ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหสรัฐ (เฟด) ในปีนี้ คาดว่าจะมีการปรับลดเพียง 1 ครั้ง ในเดือน ธ.ค.2567 ขณะที่ Dot Plot ในปีหน้า ปรับลดดอกเบี้ย 4 ครั้งๆ ละ 0.25%
“ทุกคนต้องทำใจว่าดอกเบี้ยลดลงมาก็จริง แต่ไม่ได้ลดเยอะ เพราะฉะนั้นดอกเบี้ยของโลกในปัจจุบันจะไม่ต่ำไปกว่าในช่วงก่อนโควิดอีกแล้ว” ดร.กิริฎา กล่าว
สำหรับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย มองว่าถ้าปรับลด จะมีการปรับลด 1 ครั้ง ในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งขณะนี้อัตราดอกเบี้ยของไทยต่ำที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และห่างจากดอกเบี้ยเฟดประมาณ 3% ถ้า กนง.ลดดอกเบี้ยจะยิ่งทำให้ดอกเบี้ยไทยและดอกเบี้ยสหรัฐห่างกันมากขึ้น ส่งผลให้มีเงินไหลออกได้มากขึ้น ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงไปอีก เป็นปัจจัยหนึ่งที่ กนง. ต้องพิจารณาว่าจะลดดอกเบี้ยเร็วกว่าเฟดดีหรือไม่ เพราะมีผลกระทบ
รวมไปถึงปัจจัยในด้านเงินเฟ้อ ซึ่งเงินเฟ้อทั่วไปก็เริ่มปรับขึ้นแล้ว และราคาพลังงานโลกในปีนี้จะสูงกว่าปีที่แล้ว อีกทั้งเมื่อดิจิทัล วอลเลตเกิดขึ้นในไตรมาส 4/2567 จำนวน 500,000 ล้านบาท คิดเป็น 3% ต่อจีดีพี ทำให้ราคาสินค้าปรับขึ้น ดังนั้น กนง. ก็เลยยังไม่อยากปรับลดดอกเบี้ยเร็วนัก ส่วนปีหน้าคาดว่า กนง. จะปรับลง 1-2 ครั้ง
ดร.กิริฎา กล่าวว่า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่จะมีเพิ่มมากขึ้น จะทำให้ไทยมีความน่าสนใจมากขึ้นที่จะดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ เพราะไทยไม่ได้มีการเลือกข้าง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ไทยดูน่าสนใจขึ้นระดับหนึ่ง นอกจากนี้ เรื่องของดิจิทัลอินฟราสตรัคเจอร์ของไทย ซึ่งอินเทอร์เน็ตของไทยเร็วและแรง เป็นรองเพียงสิงคโปร์เท่านั้นในภูมิภาคนี้ ดังนั้นปัจจัยนี้ก็ทำให้ดูน่าสนใจขึ้นด้วยเช่นกัน และอีกปัจจัย คือ คาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้าของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของเอเชีย รวมทั้งความมีเสถียรภาพของเศรษฐกิจมหภาค จากปัจจัยเหล่านี้ถือเป็นโอกาสของไทย
ทั้งนี้ ถ้าโครงสร้างของไทยไม่แข็งแรงก็จะไม่สามารถที่จะต้านสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกได้ เช่น ไวรัส สงคราม เป็นต้น ดังนั้นไทยจะต้องมีการปรับปรุงให้โครงสร้างแข็งแรง ได้แก่ 1.พัฒนาทักษะของคน 2.ทำให้เอสเอ็มอีของไทยแข็งแรงขึ้น ต้องมีกฎเกณฑ์ที่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรมมากขึ้น และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่าย 3.ปรับปรุงฎกระเบียบอื่นๆ ไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ และลงทุนในไทย
ขณะที่มองว่าเศรษฐกิจครึ่งหลังของปีนี้จะดีกว่าครึ่งปีแรก โดยตัวขับเคลื่อนจะมาจากการส่งออก การท่องเที่ยว การลงทุนภาครัฐและเอกชน ทำให้ทั้งปี 2567 คาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) จะอยู่ที่ 2.5-2.8% ดีกว่าปี 2566 ที่เศรษฐกิจเติบโตเพียง 1.9% อย่างไรก็ตาม ยังมีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น







