
รพ.เอกชนท้วงกฎ UCEP ใหม่! หวั่นเกณฑ์ 72 ชม.-อุทธรณ์ 90 วันกระทบการรักษา จี้รัฐทบทวน 5 ข้อ
สมาคมโรงพยาบาลเอกชนห่วงเกณฑ์ UCEP ฉบับใหม่ เปิดทางอุทธรณ์ผลคัดแยกย้อนหลัง 90 วัน - เงื่อนไขกรอบเวลา 72 ชม. เสนอรัฐทบทวน 5 ข้อ ยึดความปลอดภัยเหนือเงื่อนไขการเงิน
KEY
POINTS
- อุทธรณ์ 90 วัน สมาคมฯ ห่วงการประเมินผลคัดแยกย้อนหลังด้วยข้อมูลที่แพทย์อาจยังไม่มีขณะรักษา เสนอทีมแพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉินร่วมวินิจฉัยและให้ได้ข้อยุติอย่างรวดเร็ว
- พ้นวิกฤตก่อน 72 ชั่วโมง เรียกร้องให้ผู้ป่วยที่มีความสามารถตัดสินใจแล้ว เลือกอยู่รักษาต่อ ใช้ประกันเอกชน หรือจ่ายเองได้โดยสมัครใจและได้รับข้อมูลครบถ้วน
- 5 ข้อเสนอ ยึดมาตรฐานวิชาชีพ จัดระบบคัดแยกและส่งต่อ 24 ชั่วโมง คุ้มครองสิทธิเลือกการรักษา ทบทวนค่าชดเชย และปรับระบบอุทธรณ์ให้โปร่งใส
ภายหลังราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต พ.ศ. 2569 เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569
ล่าสุดสมาคมโรงพยาบาลเอกชน มีความเคลื่อนไหว ภายใต้ข้อกังวลต่อหลักเกณฑ์ UCEP หรือ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” โดยระบุว่า ‘หลักเกณฑ์ที่ออกมาไม่ได้ผ่านการหารือกับสมาคมรพ.เอกชนมาก่อน ทั้งๆ ที่เป็นเรื่องซึ่งกระทบผู้ให้บริการ’ โดยเฉพาะกระบวนการอุทธรณ์ผลคัดแยกผู้ป่วย การดูแลและส่งต่อภายในกรอบ 72 ชั่วโมง และการชดเชยค่ารักษาพยาบาล
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ระบุว่า สมาคมฯ สนับสนุนนโยบาย UCEP ซึ่งเป็นหลักประกันให้ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้าถึงการรักษาได้ทันทีโดยไม่ต้องกังวลค่าใช้จ่าย แต่เห็นว่าการปรับปรุงหลักเกณฑ์ควรแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพิ่มความเสี่ยงให้ผู้ป่วยหรือสร้างข้อจำกัดต่อการตัดสินใจของแพทย์ฉุกเฉิน
ห่วงอุทธรณ์ 90 วัน ชี้กดดันแพทย์ฉุกเฉิน ไม่กล้าตัดสินใจ เสี่ยงกระทบชีวิตคนไข้
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เปิดเผยถึงข้อกังวลต่อร่างหลักเกณฑ์สิทธิ UCEP ฉบับใหม่ โดยระบุว่า กระบวนการคัดแยกและรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (สีแดง) ต้องอาศัยการประเมินอาการและตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ณ วินาทีที่ผู้ป่วยมาถึง โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมองหรือโรคหัวใจ ซึ่งทุกนาทีคือชีวิต
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ใหม่กลับเปิดช่องให้ผู้ป่วยหรือญาติยื่นอุทธรณ์ผลการคัดแยกได้ภายใน 90 วัน และให้ สพฉ. พิจารณาอีก 60 วัน (ขยายได้อีก 30 วัน) ทางสมาคมฯ กังวลอย่างยิ่งว่า การนำผลตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือข้อมูลเชิงลึกที่ตรวจพบในอีกหลายวันถัดมา มาประเมินย้อนหลังเพื่อตัดสินว่าแพทย์หน้างานวินิจฉัยผิดพลาด จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อจิตวิทยาและการทำงานของแพทย์
“การขยายเวลาอุทธรณ์ 90 วัน จะกดดันให้แพทย์หน้างานเกิดความลังเล ไม่กล้าตัดสินใจ เพราะกลัวว่าจะถูกตัดสินว่าวินิจฉัยผิดย้อนหลัง แทนที่เห็นคนไข้วิกฤตแล้วจะช่วยชีวิตทันที กลับต้องมาพะวงว่า 'อาการเหมือนโรคหัวใจ แต่ต้องรอผลแล็บยืนยันก่อนไหมถึงจะกล้าให้ยา' อย่าลืมว่าภาวะฉุกเฉินวิกฤตเวลาไม่คอยท่า หัวใจหยุดเต้นเกิน 5 นาทีคือเสียชีวิต หรือถ้ารอดก็อาจกลายเป็นเจ้าชายนิทรา มันรอไม่ได้” นพ.ไพบูลย์ กล่าว
นพ.ไพบูลย์ กล่าวต่อว่า ปัญหานี้จะยิ่งกระทบหนักต่อแพทย์ทั่วไป (GP) ในโรงพยาบาลขนาดเล็กที่เข้าเวรดึก ซึ่งมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือตรวจวินิจฉัย ความไม่ชัดเจนของเกณฑ์จะทำให้แพทย์ไม่กล้าให้การรักษาเบื้องต้น แต่จะเลือกรอส่งต่อไปยังโรงพยาบาลอื่น ซึ่งเสี่ยงต่อความปลอดภัยของผู้ป่วย
สมาคมฯ จึงมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ให้รื้อฟื้นระบบศูนย์ประสานงานกลางที่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินร่วมประเมินและให้คำปรึกษาตลอด 24 ชั่วโมง โดยกำหนดให้การวินิจฉัยสิทธิเป็นที่สิ้นสุดภายใน 24 ชั่วโมงแบบ Real-time เพื่อให้แพทย์หน้างานเดินหน้าช่วยชีวิตคนไข้ได้อย่างเต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลการถูกประเมินย้อนหลังในภายหลัง
ห่วงกรอบ 72 ชั่วโมงไม่ยืดหยุ่น ตั้งคำถามพ้นวิกฤตแล้วต้องทำอย่างไรต่อ?
อีกหนึ่งข้อกังวลของสมาคมโรงพยาบาลเอกชน คือการนำกรอบระยะเวลา 72 ชั่วโมงมาใช้ในทางปฏิบัติ โดย นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ตั้งคำถามว่า หากผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตเข้ารับการรักษาและพ้นภาวะวิกฤตได้ภายในเวลาเพียง 3 ชั่วโมง โรงพยาบาลจะต้องดำเนินการอย่างไรต่อไป จำเป็นต้องดูแลผู้ป่วยภายใต้ระบบ UCEP จนครบ 72 ชั่วโมงหรือไม่ และหากต้องส่งต่อไปยังโรงพยาบาลตามสิทธิ จะสามารถดำเนินการได้ทันทีเพียงใด โดยเฉพาะเมื่อโรงพยาบาลปลายทางไม่มีเตียงรองรับ
อีกกรณีหนึ่งคือผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาผ่านระบบ UCEP แต่มีความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย และประสงค์จะใช้ประกันสุขภาพเอกชนหรือชำระค่ารักษาพยาบาลด้วยตนเอง เพื่อเลือกรับบริการในโรงพยาบาลเดิม แทนการใช้สิทธิ UCEP ต่อไป
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ UCEP พ.ศ. 2569 กำหนดให้สถานพยาบาลรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตจนพ้นภาวะวิกฤต และดูแลรักษาอาการหรือสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะวิกฤตต่อเนื่องจนถึง 72 ชั่วโมงนับตั้งแต่รับผู้ป่วย โดยห้ามทำนิติกรรมหรือข้อตกลงที่มีวัตถุประสงค์ให้สถานพยาบาลหลีกเลี่ยงหน้าที่ หรือให้ผู้ป่วยสละสิทธิที่ได้รับความคุ้มครอง
สมาคมฯ จึงกังวลว่าหากตีความข้อห้ามดังกล่าวอย่างเคร่งครัด อาจทำให้เกิดข้อจำกัดในการตัดสินใจของผู้ป่วยที่ต้องการเลือกแนวทางรักษาด้วยตนเอง แม้จะมีความพร้อมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายก็ตาม โดยสมาคมโรงพยาบาลเอกชนระบุในเอกสารแสดงจุดยืนว่า
“ในภาวะวิกฤตต้องรักษาก่อนโดยไม่มีเงื่อนไข แต่เมื่อผู้ป่วยพ้นวิกฤต มีความสามารถตัดสินใจ และได้รับข้อมูลครบถ้วนแล้ว ควรเคารพสิทธิที่จะเลือกอยู่รักษาต่อ ใช้ประกันเอกชน หรือชำระเองโดยสมัครใจ”
สมาคมฯ จึงเสนอให้กำหนดเส้นแบ่งระหว่างช่วงฉุกเฉินวิกฤตกับช่วงพ้นวิกฤตให้ชัดเจน พร้อมรับรองสิทธิเลือกการรักษาโดยได้รับข้อมูลครบถ้วน โดยผู้ป่วยต้องได้รับคำอธิบายเกี่ยวกับสิทธิ ทางเลือก ความเสี่ยง และภาระค่าใช้จ่ายก่อนตัดสินใจ และมีหลักฐานความยินยอมที่ตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม หลักเกณฑ์ UCEP ฉบับใหม่ได้เปิดช่องให้ส่งต่อผู้ป่วยก่อนครบ 72 ชั่วโมงตามความเหมาะสมและมาตรฐานวิชาชีพใน 3 กรณี ได้แก่
- สถานพยาบาลไม่มีศักยภาพเพียงพอในการรักษา
- ผู้ป่วยพ้นภาวะวิกฤตและมีสถานพยาบาลปลายทางรองรับ
- ผู้ป่วยหรือผู้จัดการแทนประสงค์จะไปรักษาที่สถานพยาบาลอื่น โดยการส่งต่อต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ป่วยเป็นสำคัญ
ครบ 72 ชม. ส่งต่อไม่ได้ รพ.รัฐเตียงเต็ม กองทุนลอยแพค่ารักษา บีบ รพ.เอกชนจำใจฟ้องคนไข้
นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวถึงอีกหนึ่งปัญหาเรื้อรังที่เป็นข้อกังวลสูงสุดของโรงพยาบาลเอกชน คือ กรณีผู้ป่วยรับการรักษาในระบบ UCEP จนครบกำหนด 72 ชั่วโมงแล้ว แต่โรงพยาบาลตามสิทธิ (โรงพยาบาลรัฐ) ไม่มีเตียงว่างรองรับการส่งต่อ หรือผู้ป่วยยังมีอาการหนักจนไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย ทำให้ผู้ป่วยต้องนอนรักษาค้างอยู่ที่โรงพยาบาลเอกชนต่อไปในวันที่ 4, 5 หรือเป็นสัปดาห์
ปัญหาก็คือ เมื่อพ้น 72 ชั่วโมง ภาครัฐและกองทุนกลับหยุดจ่ายเงินชดเชยทันที และไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนเกินนี้ ทั้งที่โรงพยาบาลเอกชนยินดีส่งต่อผู้ป่วย แต่ระบบส่งต่อของรัฐกลับไม่สามารถหาเตียงปลายทางมารองรับได้
“กติกาขีดเส้นล็อกไว้ที่ 72 ชั่วโมง แต่ข้อเท็จจริงคือโรงพยาบาลปลายทางไม่มีเตียง หรืออาการคนไข้ยังวิกฤตอยู่ย้ายไม่ได้ พ้น 72 ชั่วโมง กองทุนตัดการจ่ายเงินทันที กลายเป็นปล่อยทิ้งโรงพยาบาลต้นทาง คำถามคือค่าใช้จ่ายในวันที่ 4 วันที่ 5 ใครจ่าย? โรงพยาบาลเอกชนก็ต้องแบกรับภาระที่ต่ำกว่าต้นทุนนี้ต่อไปเรื่อยๆ ทั้งที่รัฐเป็นคนออกคำสั่ง รัฐก็ต้องเป็นผู้อำนวยความสะดวก จัดหาเตียงให้ด้วย ไม่ใช่สั่งอย่างเดียวแต่พอไม่มีเตียงกลับผลักภาระมาให้เอกชน” นพ.ไพบูลย์ กล่าว
นพ.ไพบูลย์ ชี้ด้วยว่า กลุ่มผู้ป่วยที่น่าสงสารที่สุดในสถานการณ์นี้คือ “ข้าราชการ” เนื่องจากสิทธิบัตรทองหรือประกันสังคมยังมีโรงพยาบาลต้นสังกัดตามสิทธิที่ระบุชัดเจน แต่สิทธิสวัสดิการข้าราชการไม่มีโรงพยาบาลต้นสังกัดประจำตัว เมื่อเกิดภาวะฉุกเฉินและต้องหาเตียงส่งต่อหลัง 72 ชั่วโมง จึงเคว้งคว้างและหาเตียงยากที่สุด
นอกจากนี้ ผลกระทบต่อเนื่องที่โรงพยาบาลเอกชนไม่อยากให้เกิดขึ้นที่สุด คือ “ปัญหาหนี้สูญทางบัญชี” เพราะโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ตามมาตรฐานบัญชีและกฎหมายระบุว่า หากมีหนี้ค้างชำระเกิน 50,000 บาทขึ้นไป และไม่สามารถเรียกเก็บจากกองทุนรัฐได้ โรงพยาบาลจำเป็นต้องดำเนินการฟ้องร้องลูกหนี้ (ผู้ป่วยหรือญาติ) ตามระเบียบเพื่อตัดหนี้สูญ
“นี่คือสิ่งที่โรงพยาบาลเอกชนไม่อยากทำที่สุด คนไข้เขาเจ็บป่วยปางตายเข้ามา เรารักษาช่วยชีวิตเขาจนรอด แต่พอครบ 72 ชั่วโมง รัฐหาเตียงส่งต่อไม่ได้ กองทุนไม่จ่ายเงิน แล้วสุดท้ายกลายเป็นว่าโรงพยาบาลต้องไปยื่นฟ้องร้องเรียกเงินจากคนไข้ซ้ำเติมเขาอีกหรือ ซึ่งมันไม่ควรเกิดขึ้นเลยถ้าภาครัฐมีระบบยืนยันเตียงและมีเจ้าภาพรับผิดชอบค่าใช้จ่ายระหว่างรอส่งต่ออย่างแท้จริง” นพ.ไพบูลย์ ระบุ
ชี้รัฐจ่ายชดเชย UCEP ต่ำกว่าต้นทุนจริง เหลือแค่ 20-50% จี้เปิดข้อมูลการเบิกจ่ายขึ้นเว็บไซต์
นพ.ไพบูลย์ เอกแสงศรี ยังเปิดเผยถึงปัญหาอัตราค่าชดเชยการรักษาพยาบาลในระบบ UCEP ที่ไม่สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยระบุว่า อัตราการจ่ายชดเชยที่ภาครัฐกำหนดตาม Fee Schedule ในปัจจุบัน โรงพยาบาลเอกชนได้รับเงินชดเชยจริงเพียง 20% ถึง 50% ของค่ารักษาจริงเท่านั้น เนื่องจากภาครัฐคำนวณราคาโดยอ้างอิงฐานจากโรงพยาบาลรัฐ ซึ่งไม่ได้นำต้นทุนเงินเดือนแพทย์ พยาบาล (ที่เบิกจ่ายตรงจากกรมบัญชีกลาง) หรือต้นทุนการลงทุนเครื่องมือแพทย์และโครงสร้างพื้นฐานของเอกชนมารวมคำนวณด้วย
ทั้งนี้ ผลสำรวจความคิดเห็นของสมาคมฯ พบว่า ประชาชนถึง 55.4% ไม่เคยรับรู้มาก่อนว่า รัฐจ่ายเงินชดเชยให้โรงพยาบาลเอกชนต่ำกว่าต้นทุนจริง และเมื่อทราบข้อเท็จจริง ประชาชนกว่า 46.1% ระบุว่าไม่สบายใจและไม่ยินดีเข้ารับการรักษา เพราะกังวลว่าข้อจำกัดเรื่องเงินจะทำให้โรงพยาบาลต้องลดมาตรฐานยาหรือเครื่องมือแพทย์ในการช่วยชีวิต
สมาคมฯ จึงเสนอแนะว่า ภาครัฐต้องปรับวิธีคิด “ไม่นำข้อจำกัดเรื่องงบประมาณมาทดแทนมาตรฐานทางการแพทย์” พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐแสดงความโปร่งใส ด้วยการเปิดเผยข้อมูลการเบิกจ่ายจริงสู่สาธารณะ
“ถ้าภาครัฐบอกว่าระบบดีและโปร่งใส ขอให้นำข้อมูลขึ้นเว็บไซต์ไปเลยทุกเดือน ว่ามีคนไข้ UCEP กี่ราย รพ. แต่ละแห่งเบิกเงินไปเท่าไหร่ รัฐจ่ายจริงเท่าไหร่ และมีรายการที่ถูกปฏิเสธการจ่าย (ตัดเงิน) ไปเท่าไหร่ ให้ประชาชนได้เห็นความจริง อย่าปิดบัง เพื่อให้สังคมตัดสินว่าระบบนี้เป็นธรรมกับผู้ให้บริการจริงหรือไม่”
เปิด 5 ข้อเสนอสมาคมโรงพยาบาลเอกชน
ทั้งนี้ สมาคมโรงพยาบาลเอกชนเสนอให้ภาครัฐทบทวนหลักเกณฑ์ UCEP ร่วมกับผู้ป่วย แพทย์ ผู้จ่ายเงิน และสถานพยาบาล ใน 5 ประเด็น ได้แก่
- ยึดความปลอดภัยและมาตรฐานวิชาชีพเป็นหลัก ไม่ให้ข้อจำกัดด้านการเงินเป็นตัวกำหนดการรักษาหรือส่งต่อ และไม่ให้ผลการอนุมัติหรือปฏิเสธจ่ายเงินถูกตีความเป็นคำวินิจฉัยว่าแพทย์ผิดมาตรฐานวิชาชีพ
- จัดระบบคัดแยกและส่งต่อที่ดำเนินการได้จริงตลอด 24 ชั่วโมง โดยมีศูนย์ประสานงานกลางและแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉินร่วมพิจารณาผลคัดแยกอย่างรวดเร็ว พร้อมระบบยืนยันเตียงปลายทางและผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายระหว่างรอส่งต่อ
- รับรองสิทธิเลือกการรักษาหลังพ้นวิกฤต ให้ผู้ป่วยที่มีความสามารถตัดสินใจแล้วสามารถเลือกแนวทางการรักษาได้โดยสมัครใจ หลังได้รับข้อมูลเกี่ยวกับสิทธิ ความเสี่ยง และค่าใช้จ่ายครบถ้วน โดยแยกจากข้อห้ามเรียกเก็บเงินระหว่างภาวะฉุกเฉินวิกฤต
- ทบทวนอัตราชดเชยจากข้อมูลต้นทุนที่ตรวจสอบได้ เปิดเผยยอดจ่ายจริงและยอดปฏิเสธการเบิกจ่าย เพื่อให้ระบบชดเชยมีความโปร่งใสและสะท้อนต้นทุนการรักษาที่จำเป็น
- ปรับกระบวนการคัดแยก อุทธรณ์ และจ่ายชดเชยให้เป็นธรรม เปิดเผยเหตุผลของคำวินิจฉัย ดำเนินการอย่างทันเวลา และแยกข้อพิพาทด้านสิทธิหรือการเบิกจ่ายออกจากกระบวนการพิจารณามาตรฐานวิชาชีพ
ทั้งนี้ สมาคมฯ ยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านนโยบาย UCEP แต่ต้องการให้หลักเกณฑ์ที่ปรับปรุงใหม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง โดยไม่ทำให้ความปลอดภัยของผู้ป่วยและการตัดสินใจของแพทย์ฉุกเฉินต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดด้านงบประมาณหรือขั้นตอนการเบิกจ่าย







