
เปิดมุมมองสองหัวเรือใหญ่ สธ. เมื่องบสุขภาพอาจถึงทางตัน! ถึงเวลาหาทางรอด
สองหัวเรือใหญ่ สธ. เปิดโจทย์อนาคตการเงินสาธารณสุข ปลัดชี้งบประเทศเริ่มตัน เสนอแนวคิดส่วนตัวประกันสุขภาพเสริมสำหรับผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่มีกำลังจ่าย ขณะที่ รมว.สธ. เดินหน้าดึงลงทุน 6.8 หมื่นล้านบาท หวังลดต้นทุนและสร้างรายได้ใหม่ให้ระบบสุขภาพ
KEY
POINTS
- งบประเทศเริ่มต้น ปลัด สธ. ยอมรับโอกาสเพิ่มงบรักษาพยาบาลในอนาคตมีจำกัด ขณะที่ระบบงบประมาณปลายปิดอาจทำให้ผู้ป่วยต้องรอคิวรับบริการมากขึ้น
- เปิดโจทย์ประกันสุขภาพเสริม ปลัดสธ.เสนอความเห็นส่วนตัวให้ผู้ใช้สิทธิบัตรทองที่มีกำลังจ่ายพิจารณาซื้อประกันเสริมสำหรับบริการบางประเภท
- ขณะที่ รมว.สธ. เร่งขับเคลื่อน Medical Investment Hub ดึงทุนวิจัย ผลิตยา และเครื่องมือแพทย์ หวังสร้างรายได้ใหม่ ลดต้นทุน และลดการพึ่งพาการนำเข้า
ท่ามกลางภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสังคมสูงวัย โรคเรื้อรัง และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่มีต้นทุนสูง ประเทศไทยกำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า
ระบบหลักประกันสุขภาพจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร หากงบประมาณแผ่นดินไม่สามารถเพิ่มขึ้นได้ทันกับความต้องการรักษาพยาบาลของประชาชน
แม้รัฐบาลจะยังคงจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่ความตึงตัวทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐในช่วงที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มงบประมาณเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับการรักษาเสถียรภาพของระบบสาธารณสุขในระยะยาว
ประเด็นดังกล่าวสะท้อนผ่านบทสัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 ของสองหัวเรือใหญ่กระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งต่างยอมรับถึงข้อจำกัดด้านการเงินการคลัง และความจำเป็นในการปรับวิธีบริหารจัดการระบบสุขภาพของประเทศ
โดยเฉพาะ นพ.สมฤกษ์ ซึ่งให้สัมภาษณ์กับ โพสต์ทูเดย์ ถึงข้อจำกัดของงบประมาณแผ่นดิน และเปิดมุมมองส่วนตัวเกี่ยวกับการหาแหล่งเงินใหม่มาสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพ รวมถึงความเป็นไปได้ของประกันสุขภาพเสริมสำหรับประชาชนที่มีกำลังจ่าย
ขณะที่นายพัฒนาให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่าย การฟื้นฐานะทางการเงินของโรงพยาบาล และการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์ภายในประเทศ โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศเดินหน้านโยบาย Medical Investment Hub ตั้งเป้าดึงดูดเม็ดเงินลงทุนกว่า 68,000 ล้านบาท เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาการนำเข้าเทคโนโลยีทางการแพทย์
ปลัด สธ. ยอมรับงบประเทศตัน โอกาสเพิ่มเงินรักษาพยาบาลมีจำกัด
นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ว่า ความท้าทายสำคัญของระบบสาธารณสุขไทยในอนาคตคือข้อจำกัดของงบประมาณแผ่นดิน เนื่องจากความต้องการบริการรักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่รัฐบาลไม่สามารถเพิ่มงบประมาณได้อย่างไม่มีขีดจำกัด
“ตอนนี้งบประมาณประเทศมันก็ตันแล้ว เพราะฉะนั้นอกาสที่จะเพิ่มเงินในการรักษาพยาบาลมันจะไม่มากแล้ว”
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนว่า การรักษาเสถียรภาพทางการเงินของระบบสุขภาพอาจจำเป็นต้องพิจารณาแหล่งเงินอื่น นอกเหนือจากงบประมาณที่รัฐจัดสรรให้เป็นประจำทุกปี
ปลัดกระทรวงอธิบายว่า ในปีงบประมาณ 2569 ระบบการบริหารงบประมาณรักษาพยาบาลอยู่ภายใต้กรอบวงเงินแบบปลายปิด ซึ่งมีข้อดีคือสามารถควบคุมรายจ่ายให้อยู่ภายในงบประมาณที่กำหนด แต่ในทางปฏิบัติอาจทำให้หน่วยบริการต้องจำกัดปริมาณบริการบางประเภท และเกิดผู้ป่วยรอคิวรับการรักษา
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ต้องกลับมาพิจารณาว่า เมื่อมีทรัพยากรจำกัด รัฐบาลควรจัดสรรเงินเพิ่มเติมให้กับบริการประเภทใดก่อน โดยเฉพาะบริการที่มีความจำเป็นทางการแพทย์สูง ขณะที่บริการบางประเภทอาจต้องพิจารณารูปแบบการสนับสนุนทางการเงินที่แตกต่างออกไป
ประเด็นนี้ไม่ได้หมายความว่ารัฐจะยุติการสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แต่สะท้อนโจทย์การจัดลำดับความสำคัญของบริการภายใต้งบประมาณที่มีจำกัด โดยต้องคำนึงถึงความจำเป็นทางการแพทย์และผลกระทบต่อประชาชนควบคู่กัน
เปิดแนวคิดส่วนตัว ประกันสุขภาพเสริมสำหรับผู้ใช้สิทธิบัตรทอง
นพ.สมฤกษ์กล่าวถึงแนวคิดการพัฒนาแหล่งเงินสนับสนุนระบบสุขภาพในอนาคต โดยตั้งคำถามว่า สำหรับผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทอง ที่มีความสามารถในการจ่าย อาจมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะซื้อประกันสุขภาพเสริม เพื่อรองรับบริการบางประเภทที่อยู่นอกเหนือจากสิทธิพื้นฐาน
ปลัดกระทรวงเน้นย้ำระหว่างการให้สัมภาษณ์ว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล ไม่ใช่ข้อเสนอในฐานะปลัดกระทรวงสาธารณสุข และยังไม่ได้เป็นนโยบายที่กระทรวงประกาศดำเนินการ
สาระสำคัญของแนวคิดนี้อยู่ที่การแยกบริการที่รัฐจำเป็นต้องสนับสนุนออกจากบริการบางประเภทที่อาจมีทางเลือกทางการเงินเพิ่มเติม โดยปลัดมองว่าผู้ใช้สิทธิบัตรทองไม่ได้มีฐานะทางเศรษฐกิจเหมือนกันทั้งหมด และมีประชาชนบางส่วนที่อาจมีกำลังจ่ายสำหรับความคุ้มครองเพิ่มเติมได้ หากออกแบบให้มีค่าใช้จ่ายไม่สูงจนสร้างภาระ
อย่างไรก็ตาม การซื้อประกันสุขภาพเสริมมีความแตกต่างจากการบังคับให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาล เพราะเป็นเรื่องของการเพิ่มทางเลือกความคุ้มครอง ไม่ใช่การลดสิทธิประโยชน์พื้นฐานที่รัฐรับรองอยู่เดิม
อีกแนวทางหนึ่งที่ นพ.สมฤกษ์กล่าวถึง คือการเปิดให้ผู้ถือกรมธรรม์ประกันสุขภาพเอกชนเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐมากขึ้น ซึ่งอาจช่วยเพิ่มรายได้ให้หน่วยบริการ และสร้างทางเลือกใหม่สำหรับบริษัทประกันในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีค่าเบี้ยประกันเหมาะสม
ปลัดกระทรวงมองว่า หากโรงพยาบาลรัฐสามารถรองรับผู้ป่วยที่มีประกันสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทประกันอาจพิจารณาพัฒนากรมธรรม์ที่ใช้บริการโรงพยาบาลรัฐเป็นทางเลือก ซึ่งอาจช่วยลดต้นทุนการประกันสุขภาพเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์บางประเภทในปัจจุบัน
รมว.สธ. ชี้เพิ่มงบอย่างเดียวไม่พอ ต้องสร้างอุตสาหกรรมการแพทย์ในประเทศ
ด้านนายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงข้อจำกัดการเพิ่มงบประมาณด้านสุขภาพว่า ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพทั้งภาครัฐและเอกชนประมาณ 800,000 ล้านบาท หรือราว 5% ของ GDP แม้จะเคยมีการพูดถึงความจำเป็นต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายเป็น 9% ของ GDP ตามระดับที่มีการหยิบยกจากประเทศสมาชิก OECD ประเทศไทยอาจต้องใช้เงินสูงถึงประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท
รัฐมนตรีตั้งคำถามถึงความเป็นไปได้ในการจัดหาเงินจำนวนดังกล่าว โดยชี้ว่าประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพสูงหลายแห่งมีอุตสาหกรรมยา เครื่องมือแพทย์ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ภายในประเทศ ทำให้เงินบางส่วนหมุนเวียนกลับเข้าสู่เศรษฐกิจ ขณะที่ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์จำนวนมาก
“ 9% ในประเทศ OECD เพราะมีอุตสาหกรรมการแพทย์อยู่ในประเทศ ยิ่งใช้ ยิ่งวนกลับ ต้องถามว่าประเทศไทยมีอะไร? มีแค่เพียงสมุนไพร เพราะฉะนั้นยิ่งใช้เงินยิ่งออก เพราะนั้นอีกขาหนึ่งที่ต้องทำคือการดึงการลงทุนจากบริษัทใหญ่ๆ เพื่อให้เข้ามาอยู่ใน ecosystem นี้”
นายพัฒนากล่าวต่อว่า หากประเทศไทยต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพขึ้นเกือบเท่าตัว ย่อมต้องพิจารณาความสามารถทางการคลังของประเทศด้วย
“5% ของ GDP เราใช้อยู่ 8 แสนกว่าล้าน นี่คือรวมภาคไพรเวตด้วยนะครับ แล้วถ้าผมต้องใช้ 9% ผมต้องใช้กี่ล้าน? 1.6 ล้านล้านเหรอ? เอาเงินจากที่ไหน? ไม่มีทาง มันไม่มี”
รัฐมนตรีจึงมองว่าการแก้ปัญหาระยะยาวจำเป็นต้องดำเนินการทั้งด้านการบริหารงบประมาณและการสร้างฐานอุตสาหกรรมการแพทย์ภายในประเทศ เพื่อให้ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพบางส่วนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกลับคืนมาได้
ดัน Medical Investment Hub 6.8 หมื่นล้าน สร้างรายได้-ลดต้นทุนระบบสุขภาพ
สำหรับแนวทางเพิ่มรายได้และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขแถลงเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ถึงแผนขับเคลื่อน Medical Investment Hub ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 68,000 ล้านบาท ผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่
- การพัฒนาบริการสุขภาพ (Service Hub)
- การลงทุนวิจัยและพัฒนา (R&D Hub)
- การส่งเสริมการผลิตยา วัคซีน และเครื่องมือแพทย์ในประเทศ (Product Hub) เพื่อเพิ่มรายได้จากบริการและการลงทุน ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย
ใน ด้านการหารายได้ ที่ผ่านมากระทรวงเดินหน้าดึงดูดการลงทุนวิจัยทางคลินิกจากบริษัทต่างชาติ อาทิ MSD ประเทศไทย มูลค่า 2,500 ล้านบาท และเตรียมความร่วมมือกับ Roche, GSK และ Bayer รวมมูลค่าไม่น้อยกว่า 5,650 ล้านบาท พร้อมส่งเสริมบริการทางการแพทย์ที่สร้างรายได้เพิ่มเติมให้โรงพยาบาลรัฐ รวมถึงบริการรูปแบบพิเศษ (Premium Medical Clinic: PMC) ทั้งนี้ เม็ดเงินลงทุนตามเป้าหมายและความร่วมมือยังไม่ใช่รายได้ที่เกิดขึ้นจริงทั้งหมด
ส่วนการลดรายจ่าย มุ่งลดต้นทุนการจัดซื้อยาและเครื่องมือแพทย์ผ่านการส่งเสริมการผลิตในประเทศ การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคา โดยเฉพาะความร่วมมือกับ Sandoz และองค์การเภสัชกรรมในการพัฒนายาชีววัตถุคล้ายคลึง (Biosimilar) ซึ่งกระทรวงคาดว่าจะช่วยลดภาระค่ายาภาครัฐในระยะยาว
นายพัฒนายกตัวอย่างยา denosumab ซึ่งมีภาระค่าใช้จ่ายประมาณ 1,000 ล้านบาทว่า หากสามารถลดต้นทุนได้ครึ่งหนึ่ง อาจประหยัดงบประมาณได้ถึง 500 ล้านบาทจากยารายการเดียว อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินโอกาสประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ผลประหยัดที่เกิดขึ้นแล้ว
ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าแผนฟื้นฟูฐานะการเงินโรงพยาบาลรัฐ หลังรายงานว่าจำนวนโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินระดับ 7 ลดลงจาก 136 แห่งในปีงบประมาณ 2568 เหลือ 1 แห่งในปีงบประมาณ 2569
สำหรับปีงบประมาณ 2570 กระทรวงมีแผนบริหารวงเงินที่เพิ่มขึ้น 18,682 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนบริการผู้ป่วยใน โดยตั้งเป้าอัตราจ่ายไม่น้อยกว่า 10,000 บาทต่อหน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ปรับแล้ว (AdjRW) ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพบริหารต้นทุนยา เวชภัณฑ์ และการจัดบริการรักษาพยาบาล รวมถึงตั้งเป้าลดจำนวนโรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตทางการเงินระดับ 6 และ 7 ให้เหลือศูนย์แห่ง.







