posttoday
สธ.ดันลงทุนสุขภาพ 6.8 หมื่นล้าน ปั๊ม GDP 0.5% โชว์ผลงานกู้วิกฤตการเงิน รพ.รัฐ 99%

สธ.ดันลงทุนสุขภาพ 6.8 หมื่นล้าน ปั๊ม GDP 0.5% โชว์ผลงานกู้วิกฤตการเงิน รพ.รัฐ 99%

30 ตุลาคม 2569

สธ.เผยผลแก้ปัญหาการเงินโรงพยาบาลรัฐ จากวิกฤตขั้นรุนแรง 136 แห่งในปี 2568 เหลือเพียงโรงพยาบาลมหาสารคามแห่งเดียวในปี 2569 หลังปรับระบบบริหารงบร่วมกับ สปสช. พร้อมเดินหน้านโยบาย Medical Investment Hub หวังดึงลงทุนใหม่กว่า 6.8 หมื่นล้านบาท

KEY

POINTS

  • กระทรวงสาธารณสุขผลักดันนโยบาย Medical Investment Hub ตั้งเป้าดึงดูดการลงทุนกว่า 6.8 หมื่นล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโต 0.5% ของ GDP
  • สธ. และ สปสช. ปรับระบบบริหารงบประมาณ ทำให้โรงพยาบาลรัฐในภาวะวิกฤตการเงินระดับ 7 ลดลงกว่า 99% จาก 136 แห่ง เหลือเพียง 1 แห่งในปี 2569
  • ในปี 2570 มีแผนเพิ่มงบประมาณและตั้งเป้าหมายให้โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงินระดับ 6 และ 7 เป็นศูนย์แห่ง

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยระหว่างการประชุมเตรียมความพร้อมการบริหารงบประมาณกองทุน ปีงบประมาณ 2570 เมื่อวานนี้ (29 ตุลาคม2569) ว่า กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ปรับระบบบริหารงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้จำนวนโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงินระดับ 7 ลดลงจาก 136 แห่งในปีงบประมาณ 2568 เหลือเพียง 1 แห่งในปีงบประมาณ 2569 หรือลดลงกว่า 99%

 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลที่ยังอยู่ในระดับวิกฤตขั้นรุนแรงคือ โรงพยาบาลมหาสารคาม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างจัดทำแผนฟื้นฟูฐานะการเงิน

 

สำหรับการแก้ปัญหาที่ผ่านมา สธ. และ สปสช. ได้ปรับแนวทางจากการแก้ปัญหาการเงินเป็นรายโรงพยาบาล มาเป็นการบริหารวงเงินร่วมกันทั้งระดับจังหวัด เขตสุขภาพ และระดับประเทศ เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณสอดคล้องกับภาระบริการของแต่ละพื้นที่มากขึ้น

ผลจากการดำเนินงานดังกล่าว สธ. ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2569 โรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขมีรายรับจากการให้บริการรวม 70,788.60 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7,413.14 ล้านบาทจากปีงบประมาณ 2568

 

วิกฤตการเงินระดับ 7 คืออะไร ทำไมจึงสำคัญ?

ตามเกณฑ์ประเมินของกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงินระดับ 7 หมายถึงหน่วยบริการที่มีปัญหาทางการเงินขั้นรุนแรง โดยพิจารณาจากตัวชี้วัดหลายด้าน เช่น สภาพคล่อง เงินสด ทุนหมุนเวียน และผลการดำเนินงานทางการเงิน  ส่วนระดับ 6 หมายถึงโรงพยาบาลที่มีความเสี่ยงจะประสบปัญหาทางการเงินภายใน 3 เดือน โดยกระทรวงสาธารณสุขมีระบบประเมินสถานะการเงินของหน่วยบริการเป็นรายไตรมาส

ดังนั้น การลดจำนวนโรงพยาบาลที่ถูกจัดอยู่ในระดับ 7 จึงสะท้อนว่าสถานะการเงินตามเกณฑ์ประเมินดีขึ้น แต่ยังไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลทุกแห่งปลอดปัญหาด้านหนี้สินหรือสภาพคล่องแล้วทั้งหมด

 

สธ.ดันลงทุนสุขภาพ 6.8 หมื่นล้าน ปั๊ม GDP 0.5% โชว์ผลงานกู้วิกฤตการเงิน รพ.รัฐ 99%

 

ปี 2570 เพิ่มวงเงินอีก 1.86 หมื่นล้าน ตั้งเป้าไม่มี รพ.วิกฤตระดับ 6–7

สำหรับปีงบประมาณ 2570 นายพัฒนาระบุว่า สธ. มีแผนบริหารวงเงินเพิ่มขึ้นอีก 18,682 ล้านบาท พร้อมตั้งเป้าจ่ายค่าบริการผู้ป่วยในให้โรงพยาบาลในอัตราไม่ต่ำกว่า 10,000 บาทต่อหนึ่งหน่วยน้ำหนักสัมพัทธ์ที่ปรับตามความซับซ้อนของผู้ป่วย หรือ AdjRW

 

อัตราดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการจ่ายชดเชยค่ารักษาผู้ป่วยใน โดยผู้ป่วยแต่ละรายจะมีน้ำหนักในการคำนวณแตกต่างกันตามความซับซ้อนและทรัพยากรที่ใช้รักษา ไม่ได้หมายความว่าโรงพยาบาลจะได้รับเงิน 10,000 บาทเท่ากันทุกครั้งที่รับผู้ป่วยไว้รักษา

 

ทั้งนี้ สธ. ตั้งเป้าลดจำนวนโรงพยาบาลที่อยู่ในภาวะวิกฤตการเงินระดับ 6 และ 7 ให้เหลือศูนย์แห่ง พร้อมเตรียมงบประมาณสำรองรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติและภาวะฉุกเฉิน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการให้บริการประชาชน  

 

สธ.ดันลงทุนสุขภาพ 6.8 หมื่นล้าน ปั๊ม GDP 0.5% โชว์ผลงานกู้วิกฤตการเงิน รพ.รัฐ 99%

 

 

ดัน Medical Investment Hub หวังดึงทุน 6.8 หมื่นล้านบาท

นอกจากการฟื้นฐานะการเงินโรงพยาบาลรัฐ นายพัฒนาระบุว่า กระทรวงสาธารณสุขยังเดินหน้านโยบาย Medical Investment Hub เพื่อผลักดันให้ธุรกิจการแพทย์และสุขภาพเป็นหนึ่งในกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้าดึงดูดเงินลงทุนใหม่มากกว่า 68,000 ล้านบาท และคาดหวังผลต่อเศรษฐกิจคิดเป็นไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP

 

นโยบายดังกล่าวแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่

  1. การลงทุนบริการทางการแพทย์ (Service Hub) ซึ่งมีเป้าหมายระยะแรกมากกว่า 2,500 ล้านบาท และระยะยาวมากกว่า 25,000 ล้านบาท
  2. การลงทุนวิจัยทางคลินิก (R&D Hub) มากกว่า 5,000 ล้านบาท
  3. การลงทุนผลิตยา วัคซีน และเครื่องมือแพทย์ในประเทศ (Product Hub) มากกว่า 37,000 ล้านบาท

 

หนึ่งในความร่วมมือที่ สธ. ยกเป็นตัวอย่างคือการดึงบริษัท MSD ประเทศไทย เข้ามาลงทุนวิจัยทางคลินิกมูลค่า 2,500 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสร้างงานทักษะสูง 1,370 ตำแหน่ง และเพิ่มโอกาสให้ผู้ป่วยกว่า 4,845 คนเข้าถึงนวัตกรรมยาและวัคซีนผ่านการวิจัย

ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขยังผลักดันความร่วมมือระหว่างองค์การเภสัชกรรมกับ Sandoz เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิตและการเข้าถึงยาชีววัตถุคล้ายคลึง โดยคาดว่าจะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการลงทุน 1,200 ล้านบาท และลดภาระค่ายาภาครัฐได้ 2,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีแผนลงนามความร่วมมือกับบริษัท Roche, GSK และ Bayer มูลค่ารวมไม่น้อยกว่า 5,650 ล้านบาท รวมถึงผลักดันการอนุญาตให้ใช้สิทธิโดยสมัครใจ (Voluntary Licensing) สำหรับยาป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีก่อนสัมผัสเชื้อ หรือ HIV PrEP เพื่อสนับสนุนการผลิตในประเทศ

 

 

เดินหน้าปฐมภูมิ-นวัตกรรมการรักษา ภายใต้ MOPH PLUS+

นายพัฒนายังกล่าวถึงความคืบหน้านโยบาย MOPH PLUS+ โดยเฉพาะการยกระดับบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิ ผ่านกองทุน Primary Care Fund อัตรา 500 บาทต่อคนต่อปี ซึ่งมีแผนนำร่องในปี 2570 ครอบคลุม 108 อำเภอใน 76 จังหวัด ประชากรเป้าหมาย 10.6 ล้านคน

 

พร้อมกันนี้ สธ. มีแผนจ้างอาสาพยาบาลชุมชนทำงานเต็มเวลา ตำบลละ 1 คน เพื่อดูแลกลุ่มเปราะบางถึงบ้าน และบูรณาการงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จำนวน 800 ล้านบาท สำหรับการป้องกันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs

 

ด้านการรักษาขั้นสูง มีแผนขยายจำนวนหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเป็น 13 ตัวในปี 2570 และ 19 ตัวในปี 2571 พร้อมผลักดันการรักษามะเร็งด้วยเทคโนโลยีเซลล์บำบัดขั้นสูง (ATMPs) รวมถึงการพัฒนาศักยภาพโรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปให้สามารถให้บริการทางการแพทย์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

 

นายพัฒนาย้ำว่า เป้าหมายของกระทรวงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการปรับปรุงฐานะการเงินโรงพยาบาล แต่ต้องสร้างความมั่นคงให้ระบบบริการสุขภาพ ควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมการแพทย์และนวัตกรรม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพในระยะยาว

 

ข่าวล่าสุด

สมาคมชาวสงขลา ขอเชิญร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2569

สมาคมชาวสงขลา ขอเชิญร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2569