
อย่าให้ Net Zero เป็นแค่คำสวยหรู! จี้รื้อ PDP 2026 ก่อนคนไทยแบกค่าไฟแพง
สภาผู้บริโภคจี้ทบทวน PDP 2026 ค้านเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ เสนอเร่งพลังงานหมุนเวียน ตรวจสอบต้นทุนและตัวเลข Net Zero ให้ทำได้จริง
KEY
POINTS
- สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 9,100 เมกะวัตต์ ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นในอนาคต
- เสนอให้ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเร่งรัดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ลอยน้ำร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อเป็นทางเลือกที่มั่นคงและสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
- จี้ให้มีการคำนวณต้นทุนพลังงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกในแผนอย่างจริงจัง เพื่อให้เป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่แค่คำสัญญาบนกระดาษ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
PDP 2026 อย่าให้จบแค่บนกระดาษ! สภาผู้บริโภคจี้รัฐทบทวนแผนไฟฟ้า ลดค่าไฟ-ลดก๊าซ มุ่ง Net Zero
แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 กำลังถูกจับตาอีกครั้ง หลังสภาผู้บริโภคเข้าหารือรัฐมนตรีพลังงาน เสนอทบทวนทิศทางการลงทุนโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังผลิตจากก๊าซธรรมชาติ 9,100 เมกะวัตต์
พร้อมผลักดันพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีทางเลือก ชี้การวางแผนพลังงานระยะยาวต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน ทั้งค่าไฟที่ประชาชนเข้าถึงได้ ความมั่นคงทางพลังงาน และการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้จริง ไม่ใช่เพียงเป้าหมายบนกระดาษ
PDP 2026 กับโจทย์ใหญ่ 3 มิติ ค่าไฟ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม
เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภค นำโดย นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์
และผู้แทนจาก JustPow เข้าหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเสนอข้อคิดเห็นต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2569 หรือ PDP 2026 ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น
ข้อเสนอสำคัญของสภาผู้บริโภค คือ การจัดทำแผนพลังงานไม่ควรมองเพียงตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าที่ต้องเพิ่มขึ้น แต่ต้องประเมินต้นทุนตลอดอายุโครงการ ความเสี่ยงจากการนำเข้าเชื้อเพลิง ความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน
เนื่องจากการตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในวันนี้ จะส่งผลต่อทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้าและทิศทางการลดคาร์บอนของประเทศในระยะยาว
ทบทวนโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ ก่อนลงทุนสร้างเพิ่ม
ประเด็นที่สภาผู้บริโภคแสดงความกังวล คือ ร่าง PDP 2026 กำหนดเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ ในช่วง 10 ปีแรกของแผน ทั้งที่ประเทศไทยยังมีโรงไฟฟ้าบางส่วนที่ไม่ได้เดินเครื่องหรือมีการเดินเครื่องน้อย แต่ยังต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้แก่โรงไฟฟ้าเหล่านั้น
รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ระบุว่า ภาระค่าความพร้อมจ่ายเป็นหนึ่งในต้นทุนที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ขณะที่หากต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้น ก็อาจมีต้นทุนสูงขึ้นจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม ในการหารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจงว่า การเพิ่มกำลังผลิตดังกล่าวมีการนำกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าบางส่วนที่ปลดออกจากระบบมาพิจารณาแล้ว และโรงไฟฟ้าใหม่ส่วนใหญ่กว่า 80% จะเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงสอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการก๊าซของประเทศ เพื่อลดการนำเข้า LNG แบบซื้อขายเฉพาะหน้า
สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ทบทวนโรงไฟฟ้าเดิมที่กำหนดปลดออกจากระบบ ว่ามีแห่งใดสามารถยืดอายุการใช้งานหรือคงไว้เป็นกำลังผลิตสำรองได้บ้าง เพื่อช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด โดยรัฐมนตรีรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา
เร่งพลังงานหมุนเวียน เพิ่มโซลาร์ลอยน้ำควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน
อีกหนึ่งข้อเสนอคือ การลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซ ด้วยการเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ลอยน้ำร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS)
สภาผู้บริโภคเสนอให้ กฟผ. เร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเพิ่มความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ หรือที่เรียกว่า Firm Power ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าได้ตามช่วงเวลาที่มีแสงแดด และเพิ่มโอกาสในการใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซ
ขณะที่นางสาวรสนา โตสิตระกูล เสนอให้ประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2578 และไม่น้อยกว่า 70% ภายในปี 2593 เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล
โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่งานวิจัยประเมินไว้สูงถึง 300,000 เมกะวัตต์ จึงควรเร่งนำศักยภาพดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในแง่การเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และลดความเสี่ยงจากการนำเข้าเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณาพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) เป็นทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่คณะกรรมการจัดทำ PDP มีการพิจารณาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการผลักดันเป็นทางเลือกในแผนอย่างเต็มที่
ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) นางสาวรสนาเสนอให้ทบทวนการนำมาเป็นทางเลือกหลัก โดยคำนึงถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม
ต้นทุนพลังงานต้องสะท้อนความจริง ไม่ใช่ให้ประชาชนจ่ายแพงในระยะยาว
นอกเหนือจากการเลือกเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้า สภาผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์การคำนวณต้นทุนพลังงาน โดยเสนอให้กลับมายึดหลักการเลือกแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำและเหมาะสมเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการจัดทำแผน PDP ในอดีต
นางสาวรสนาระบุว่า การเปรียบเทียบต้นทุนพลังงานแต่ละประเภทต้องพิจารณาบนหลักเกณฑ์เดียวกัน และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตลอดกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการก่อสร้าง การเดินเครื่อง การนำเข้าเชื้อเพลิง และต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม
ตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนเพิ่มเติมจากเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ขณะที่การคำนวณต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนก็ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมเช่นกัน เพื่อให้การเปรียบเทียบสะท้อนความคุ้มค่าของแต่ละเทคโนโลยีอย่างเป็นธรรม
ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยตรงต่อผู้บริโภค เพราะการเลือกลงทุนในโรงไฟฟ้าหรือเทคโนโลยีพลังงานที่มีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น อาจกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับต่อเนื่องในระยะยาว
ตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบตัวเลข Net Zero ให้ทำได้จริง
อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ คือ ความน่าเชื่อถือของตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแผน PDP 2026 หลังพบว่าข้อมูลและผลการประเมินของคณะกรรมการจัดทำแผนมีความแตกต่างจากการประเมินของนักวิชาการอิสระ เช่น ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
รศ.ดร.ชาลี จึงเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบตัวเลข สมมติฐาน และแบบจำลองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อพิสูจน์ว่าแผน PDP 2026 จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้จริงหรือไม่
ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอให้นำแบบจำลองจากแหล่งข้อมูลอื่นมาเปรียบเทียบ และเตรียมเริ่มกระบวนการทำงานร่วมกันในสัปดาห์ถัดไป
นางสาวรสนาย้ำว่า หากประเทศไทยตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 แผนพลังงานจะต้องมีสมมติฐานและตัวเลขที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถเดินไปถึงเป้าหมายดังกล่าว ไม่ใช่เพียงกำหนดเป้าหมายไว้ในเอกสาร แต่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง
PDP 2026 กับอนาคตเมืองและต้นทุนชีวิตประชาชน
ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคสะท้อนว่า PDP 2026 ไม่ใช่เพียงแผนบริหารกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ แต่เป็นแผนโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดต้นทุนทางเศรษฐกิจ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
โดยเฉพาะเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากระบบขนส่งไฟฟ้า อาคารอัจฉริยะ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ความมั่นคงทางพลังงานจึงไม่ได้หมายถึงการมีโรงไฟฟ้าเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องเป็นระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนเหมาะสม ยืดหยุ่น รองรับพลังงานสะอาด และไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายเกินจำเป็นให้กับประชาชน
โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงอยู่ที่การทำให้แผน PDP 2026 เชื่อมโยงเป้าหมายทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม ความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้เกิดขึ้นได้จริง
เพราะความสำเร็จของแผนพลังงานไม่ควรวัดจากกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศได้รับในระยะยาวด้วย..







