posttoday
อย่าให้ Net Zero เป็นแค่คำสวยหรู! จี้รื้อ PDP 2026 ก่อนคนไทยแบกค่าไฟแพง

อย่าให้ Net Zero เป็นแค่คำสวยหรู! จี้รื้อ PDP 2026 ก่อนคนไทยแบกค่าไฟแพง

30 ตุลาคม 2569

สภาผู้บริโภคจี้ทบทวน PDP 2026 ค้านเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ เสนอเร่งพลังงานหมุนเวียน ตรวจสอบต้นทุนและตัวเลข Net Zero ให้ทำได้จริง

KEY

POINTS

  • สภาผู้บริโภคเรียกร้องให้ทบทวนแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2026) โดยเฉพาะการเพิ่มโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ 9,100 เมกะวัตต์ ซึ่งอาจส่งผลให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นในอนาคต
  • เสนอให้ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และเร่งรัดการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ลอยน้ำร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) เพื่อเป็นทางเลือกที่มั่นคงและสอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero
  • จี้ให้มีการคำนวณต้นทุนพลังงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบตัวเลขการลดก๊าซเรือนกระจกในแผนอย่างจริงจัง เพื่อให้เป้าหมาย Net Zero ไม่ใช่แค่คำสัญญาบนกระดาษ แต่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

PDP 2026 อย่าให้จบแค่บนกระดาษ! สภาผู้บริโภคจี้รัฐทบทวนแผนไฟฟ้า ลดค่าไฟ-ลดก๊าซ มุ่ง Net Zero

 

แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 กำลังถูกจับตาอีกครั้ง หลังสภาผู้บริโภคเข้าหารือรัฐมนตรีพลังงาน เสนอทบทวนทิศทางการลงทุนโรงไฟฟ้า โดยเฉพาะการเพิ่มกำลังผลิตจากก๊าซธรรมชาติ 9,100 เมกะวัตต์

 

พร้อมผลักดันพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีทางเลือก ชี้การวางแผนพลังงานระยะยาวต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องพร้อมกัน ทั้งค่าไฟที่ประชาชนเข้าถึงได้ ความมั่นคงทางพลังงาน และการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้จริง ไม่ใช่เพียงเป้าหมายบนกระดาษ

 

PDP 2026 กับโจทย์ใหญ่ 3 มิติ ค่าไฟ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม

เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 สภาผู้บริโภค นำโดย นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสภาผู้บริโภค และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ประธานคณะอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์

 

และผู้แทนจาก JustPow เข้าหารือกับนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เพื่อเสนอข้อคิดเห็นต่อแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยปี 2569 หรือ PDP 2026 ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงหลังเปิดรับฟังความคิดเห็น

 

ข้อเสนอสำคัญของสภาผู้บริโภค คือ การจัดทำแผนพลังงานไม่ควรมองเพียงตัวเลขกำลังผลิตไฟฟ้าที่ต้องเพิ่มขึ้น แต่ต้องประเมินต้นทุนตลอดอายุโครงการ ความเสี่ยงจากการนำเข้าเชื้อเพลิง ความสามารถในการรองรับพลังงานหมุนเวียน ตลอดจนผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน

 

เนื่องจากการตัดสินใจลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในวันนี้ จะส่งผลต่อทั้งต้นทุนค่าไฟฟ้าและทิศทางการลดคาร์บอนของประเทศในระยะยาว

 

ทบทวนโรงไฟฟ้าก๊าซ 9,100 เมกะวัตต์ ก่อนลงทุนสร้างเพิ่ม

ประเด็นที่สภาผู้บริโภคแสดงความกังวล คือ ร่าง PDP 2026 กำหนดเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติประมาณ 9,100 เมกะวัตต์ ในช่วง 10 ปีแรกของแผน ทั้งที่ประเทศไทยยังมีโรงไฟฟ้าบางส่วนที่ไม่ได้เดินเครื่องหรือมีการเดินเครื่องน้อย แต่ยังต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายให้แก่โรงไฟฟ้าเหล่านั้น

 

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ ระบุว่า ภาระค่าความพร้อมจ่ายเป็นหนึ่งในต้นทุนที่ส่งผลต่อค่าไฟฟ้าของประชาชน ขณะที่หากต้องเดินเครื่องโรงไฟฟ้าก๊าซเพิ่มขึ้น ก็อาจมีต้นทุนสูงขึ้นจากราคาก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า ซึ่งมีความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดพลังงานโลก

 

อย่าให้ Net Zero เป็นแค่คำสวยหรู! จี้รื้อ PDP 2026 ก่อนคนไทยแบกค่าไฟแพง

 

อย่างไรก็ตาม ในการหารือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานชี้แจงว่า การเพิ่มกำลังผลิตดังกล่าวมีการนำกำลังผลิตจากโรงไฟฟ้าบางส่วนที่ปลดออกจากระบบมาพิจารณาแล้ว และโรงไฟฟ้าใหม่ส่วนใหญ่กว่า 80% จะเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) รวมถึงสอดคล้องกับแนวทางบริหารจัดการก๊าซของประเทศ เพื่อลดการนำเข้า LNG แบบซื้อขายเฉพาะหน้า

 

สภาผู้บริโภคจึงเสนอให้ทบทวนโรงไฟฟ้าเดิมที่กำหนดปลดออกจากระบบ ว่ามีแห่งใดสามารถยืดอายุการใช้งานหรือคงไว้เป็นกำลังผลิตสำรองได้บ้าง เพื่อช่วยลดความจำเป็นในการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด โดยรัฐมนตรีรับข้อเสนอดังกล่าวไปพิจารณา

 

เร่งพลังงานหมุนเวียน เพิ่มโซลาร์ลอยน้ำควบคู่ระบบกักเก็บพลังงาน

อีกหนึ่งข้อเสนอคือ การลดการพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซ ด้วยการเพิ่มการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ลอยน้ำร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS)

 

สภาผู้บริโภคเสนอให้ กฟผ. เร่งพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเพิ่มความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ หรือที่เรียกว่า Firm Power ซึ่งจะช่วยลดข้อจำกัดของพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตไฟฟ้าได้ตามช่วงเวลาที่มีแสงแดด และเพิ่มโอกาสในการใช้พลังงานหมุนเวียนทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซ

 

อย่าให้ Net Zero เป็นแค่คำสวยหรู! จี้รื้อ PDP 2026 ก่อนคนไทยแบกค่าไฟแพง

 

ขณะที่นางสาวรสนา โตสิตระกูล เสนอให้ประเทศไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 50% ภายในปี 2578 และไม่น้อยกว่า 70% ภายในปี 2593 เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านพลังงานแสงอาทิตย์ที่งานวิจัยประเมินไว้สูงถึง 300,000 เมกะวัตต์ จึงควรเร่งนำศักยภาพดังกล่าวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในแง่การเพิ่มความสามารถในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และลดความเสี่ยงจากการนำเข้าเชื้อเพลิง

 

นอกจากนี้ ยังเสนอให้พิจารณาพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal) เป็นทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าเพิ่มเติม เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่คณะกรรมการจัดทำ PDP มีการพิจารณาอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้รับการผลักดันเป็นทางเลือกในแผนอย่างเต็มที่

 

ส่วนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) นางสาวรสนาเสนอให้ทบทวนการนำมาเป็นทางเลือกหลัก โดยคำนึงถึงการพึ่งพาเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ รวมถึงความเสี่ยงด้านมลพิษและสิ่งแวดล้อม

 

ต้นทุนพลังงานต้องสะท้อนความจริง ไม่ใช่ให้ประชาชนจ่ายแพงในระยะยาว

นอกเหนือจากการเลือกเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้า สภาผู้บริโภคยังให้ความสำคัญกับหลักเกณฑ์การคำนวณต้นทุนพลังงาน โดยเสนอให้กลับมายึดหลักการเลือกแหล่งพลังงานที่มีต้นทุนต่ำและเหมาะสมเป็นลำดับแรก ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในการจัดทำแผน PDP ในอดีต

 

นางสาวรสนาระบุว่า การเปรียบเทียบต้นทุนพลังงานแต่ละประเภทต้องพิจารณาบนหลักเกณฑ์เดียวกัน และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงตลอดกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นต้นทุนการก่อสร้าง การเดินเครื่อง การนำเข้าเชื้อเพลิง และต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม

 

ตัวอย่างเช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติที่มีต้นทุนเพิ่มเติมจากเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage: CCS) ขณะที่การคำนวณต้นทุนของพลังงานหมุนเวียนก็ควรพิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสมเช่นกัน เพื่อให้การเปรียบเทียบสะท้อนความคุ้มค่าของแต่ละเทคโนโลยีอย่างเป็นธรรม

 

ประเด็นนี้มีความสำคัญโดยตรงต่อผู้บริโภค เพราะการเลือกลงทุนในโรงไฟฟ้าหรือเทคโนโลยีพลังงานที่มีต้นทุนสูงเกินความจำเป็น อาจกลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องแบกรับต่อเนื่องในระยะยาว

 

ตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบตัวเลข Net Zero ให้ทำได้จริง

อีกประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาหารือ คือ ความน่าเชื่อถือของตัวเลขการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแผน PDP 2026 หลังพบว่าข้อมูลและผลการประเมินของคณะกรรมการจัดทำแผนมีความแตกต่างจากการประเมินของนักวิชาการอิสระ เช่น ทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

รศ.ดร.ชาลี จึงเสนอให้จัดตั้งคณะทำงานร่วมเพื่อตรวจสอบตัวเลข สมมติฐาน และแบบจำลองการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อพิสูจน์ว่าแผน PDP 2026 จะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่ประกาศไว้จริงหรือไม่

 

ด้านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเสนอให้นำแบบจำลองจากแหล่งข้อมูลอื่นมาเปรียบเทียบ และเตรียมเริ่มกระบวนการทำงานร่วมกันในสัปดาห์ถัดไป

 

นางสาวรสนาย้ำว่า หากประเทศไทยตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 แผนพลังงานจะต้องมีสมมติฐานและตัวเลขที่พิสูจน์ได้ว่าสามารถเดินไปถึงเป้าหมายดังกล่าว ไม่ใช่เพียงกำหนดเป้าหมายไว้ในเอกสาร แต่ยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับสูง

 

อย่าให้ Net Zero เป็นแค่คำสวยหรู! จี้รื้อ PDP 2026 ก่อนคนไทยแบกค่าไฟแพง

 

PDP 2026 กับอนาคตเมืองและต้นทุนชีวิตประชาชน

ข้อเสนอของสภาผู้บริโภคสะท้อนว่า PDP 2026 ไม่ใช่เพียงแผนบริหารกำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ แต่เป็นแผนโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดต้นทุนทางเศรษฐกิจ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

โดยเฉพาะเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากระบบขนส่งไฟฟ้า อาคารอัจฉริยะ และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ความมั่นคงทางพลังงานจึงไม่ได้หมายถึงการมีโรงไฟฟ้าเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องเป็นระบบไฟฟ้าที่มีต้นทุนเหมาะสม ยืดหยุ่น รองรับพลังงานสะอาด และไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายเกินจำเป็นให้กับประชาชน

 

โจทย์สำคัญของรัฐบาลจึงอยู่ที่การทำให้แผน PDP 2026 เชื่อมโยงเป้าหมายทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ค่าไฟฟ้าที่เป็นธรรม ความมั่นคงและยั่งยืนทางพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ให้เกิดขึ้นได้จริง

 

เพราะความสำเร็จของแผนพลังงานไม่ควรวัดจากกำลังผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากประโยชน์ที่ประชาชนและประเทศได้รับในระยะยาวด้วย..

ข่าวล่าสุด

สมาคมชาวสงขลา ขอเชิญร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2569

สมาคมชาวสงขลา ขอเชิญร่วมพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2569