posttoday
คนไทยเตรียมรับแรงกระแทก! เอลนีโญจ่อพีก ธ.ค.นี้ แรงสุดรอบ 40 ปี

คนไทยเตรียมรับแรงกระแทก! เอลนีโญจ่อพีก ธ.ค.นี้ แรงสุดรอบ 40 ปี

23 ตุลาคม 2569

WMO เตือนเอลนีโญจ่อรุนแรงสูงสุดเดือนธ.ค.นี้ในรอบ 40 ปี ขณะที่ FAO ระบุไทยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตร พร้อมเพิ่มความเสี่ยงราคาอาหารปรับสูงขึ้น

KEY

POINTS

  • WMO เตือนเอลนีโญอาจรุนแรงเป็นประวัติการณ์ เกินระดับที่ใช้ติดตามตลอด 40 ปีที่ผ่านมา โดยคาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในเดือนธันวาคม 2569
  • FAO ระบุประเทศไทยอยู่ในแนวพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตรจากเอลนีโญ อาจกระทบผลผลิตพืชและปศุสัตว์
  • ภัยแล้งอาจส่งผลต่อเนื่องถึงรายได้เกษตรกร ปริมาณอาหารในตลาด และราคาสินค้าอาหาร โดยมีบทเรียนจากเอลนีโญปี 2558–2559 ที่ทำให้ผลผลิตข้าวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูญเสียราว 15 ล้านตัน

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) ออกคำเตือนล่าสุดเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ว่า ปรากฏการณ์เอลนีโญ อาจมีความรุนแรงมาที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 40 ปี  โดยคาดว่าจะถึงจุดสูงสุดในเดือนธันวาคม 2569 และส่งผลกระทบต่อเนื่องไปถึงปี 2570

 

คำเตือนดังกล่าวทำให้หลายภูมิภาคทั่วโลกต้องเตรียมรับมือกับสภาพอากาศสุดขั้ว ทั้งภัยแล้ง อุณหภูมิสูง ฝนตกหนัก และน้ำท่วม โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย ที่ WMO ประเมินว่ามีแนวโน้มเจอกับอากาศร้อนและปริมาณฝนต่ำกว่าปกติ 

 

ขณะเดียวกัน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ได้ระบุชื่อประเทศไทยโดยตรงในกลุ่มประเทศที่มีความเสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตรจากเอลนีโญเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ว่าอาจส่งผลต่อผลผลิตพืช การเลี้ยงสัตว์ รายได้เกษตรกร และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงที่ราคาสินค้าอาหารจะปรับตัวสูงขึ้นหากผลผลิตลดลง

 

WMO คาดเอลนีโญรุนแรงเป็นประวัติการณ์ สูงสุดเดือนธันวาคม

รายงาน Global Seasonal Climate Update ฉบับวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ของ WMO ซึ่งประเมินแนวโน้มสภาพภูมิอากาศระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2569 ถึงมกราคม 2570 ระบุว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนอาจสูงกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 3.8 องศาเซลเซียส โดยแนวโน้มความร้อนจะถึงจุดสูงสุดในเดือนธันวาคม

 

การคาดการณ์ดังกล่าวมาจากแบบจำลองสภาพภูมิอากาศหลายระบบ โดย WMO ระบุว่าแต่ละแบบจำลองมีความแตกต่างของผลคาดการณ์น้อย  ทำให้เชื่อได้ถึงแนวโน้มของความรุนแรงของเอลนีโญในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

 

WMO อธิบายว่า เอลนีโญที่รุนแรงสามารถเปลี่ยนแปลงรูปแบบอุณหภูมิและฝนในหลายภูมิภาค โดยบางพื้นที่อาจเกิดภัยแล้งรุนแรง ขณะที่บางพื้นที่มีฝนตกหนักและน้ำท่วมเพิ่มขึ้น และผลกระทบอาจดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานาน

 

สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ WMO ระบุว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณฝนที่ลดลงจะเพิ่มความเสี่ยงจากความร้อน ซึ่งย่อมเป็นอุปสรรคต่อการเกษตรและแหล่งน้ำ ตลอดจนเพิ่มความเสี่ยงเรื่องไฟป่าและหมอกควันอีกด้วย!

 

 

FAO ระบุไทยอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตร

ก่อนหน้านี้ FAO เคยเผยแพร่ผลวิเคราะห์ความเสี่ยงจากเอลนีโญเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา โดยใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมย้อนหลัง 41 ปี จากระบบ Agricultural Stress Index System (ASIS) เพื่อวิเคราะห์พื้นที่ที่เคยเผชิญภัยแล้งรุนแรงในช่วงเกิดเอลนีโญระดับรุนแรงและรุนแรงมาก

 

ผลการวิเคราะห์พบว่า พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งทางการเกษตรครอบคลุมหลายภูมิภาค โดยเฉพาะแอฟริกาตอนใต้ เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกากลาง และแคริบเบียน ซึ่งบางพื้นที่เพาะปลูกและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์มีโอกาสเผชิญภัยแล้งมากกว่า 50%

 

สำหรับเอเชีย FAO ระบุชัดเจนถึงแนวพื้นที่เสี่ยงตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย เมียนมา ไทย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไปจนถึงติมอร์-เลสเต

 

ความเสี่ยงสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณฝนลดลงเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงผลกระทบต่อช่วงเวลาการเพาะปลูก โดยเฉพาะพืชที่พึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก หากฝนทิ้งช่วงในระยะสำคัญของการเจริญเติบโต อาจทำให้ผลผลิตลดลงหรือเสียหายได้

 

นอกจากนี้ ภัยแล้งยังอาจทำให้แหล่งน้ำสำหรับปศุสัตว์ลดลง ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์เสื่อมโทรม และเกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มเติมในการจัดหาน้ำหรืออาหารสัตว์ นำไปสู่การสูญเสียรายได้ หนี้สินครัวเรือน และความไม่มั่นคงทางอาหาร โดยเฉพาะเกษตรกรที่ไม่มีทรัพยากร หรือมีเงินทุนน้อย และเปราะบางต่อการรับมือกับภัยแล้ง

 

 

ย้อนเอลนีโญปี 2558–2559 ข้าวอาเซียนเสียหายราว 15 ล้านตัน

FAO ยกตัวอย่างผลกระทบจากเอลนีโญปี 2558–2559 ซึ่งทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สูญเสียผลผลิตข้าวรวมประมาณ 15 ล้านตัน ส่งผลให้ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น  ขณะที่อินเดียซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตข้าวรายใหญ่ของโลก เผชิญผลผลิตข้าวลดลงประมาณ 1% และข้าวโพดลดลง 4% ในปี 2558 จากผลกระทบของฝนมรสุมที่อ่อนกำลังลง

 

เหตุการณ์เหล่านี้ทำให้เห็นว่าเอลนีโญไม่ได้กระทบเฉพาะประเทศที่เกิดภัยแล้งเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดกับประเทศที่ต้องนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหาร รวมไปถึงประเทศไทย ซึ่งแม้จะเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายสำคัญ แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบหลายชนิด

 

จากข้อมูลการค้าระหว่างประเทศปี 2568 พบว่า ไทยนำเข้าถั่วเหลืองประมาณ 4.28 ล้านตัน ข้าวสาลี 3.30 ล้านตัน และข้าวโพด 1.46 ล้านตัน โดยวัตถุดิบเหล่านี้มีบทบาทสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารและอาหารสัตว์ ตั้งแต่การผลิตแป้ง ขนมปัง บะหมี่ น้ำมันพืช ไปจนถึงการเลี้ยงไก่ สุกร และการผลิตไข่

 

ยกตัวอย่างกรณีของข้าวสาลี ซึ่งไทยนำเข้าจากออสเตรเลียราว 1.36 ล้านตัน มีข้อมูลวิเคราะห์ของ FEWS NET (เครือข่ายระบบเตือนภัยล่วงหน้าด้านความอดอยากและความไม่มั่นคงทางอาหาร ของสหรัฐอเมริกา)  ระบุว่า เอลนีโญที่รุนแรงในอดีตสัมพันธ์กับผลผลิตข้าวสาลีของออสเตรเลียที่ลดลงในหลายปี!

 

คำถามต่อไป ที่ควรถามจึงเป็นว่า หากผลผลิตของประเทศผู้ส่งออกสำคัญได้รับความเสียหาย จะทำให้ต้นทุนการนำเข้าของไทยเพิ่มขึ้น และส่งผลต่อเนื่องไปยังต้นทุนการผลิตอาหารหรือไม่

 

 

UN เตือน 50 ล้านคนทั่วโลกเสี่ยงหิวโหยเพิ่มขึ้น

การคาดการณ์ของ WMO ครั้งนี้สำคัญมาก!

ทอม เฟลตเชอร์ (Tom Fletcher) รองเลขาธิการสหประชาชาติฝ่ายกิจการมนุษยธรรมและผู้ประสานงานบรรเทาทุกข์ฉุกเฉิน ระบุระหว่างการแถลงข่าวร่วมกับ WMO วันที่ 21 ตุลาคมว่า ประชากรทั่วโลกประมาณ 50 ล้านคนอาจเผชิญความหิวโหยเพิ่มขึ้นจากผลกระทบของเอลนีโญ

 

ความเสี่ยงดังกล่าวอาจรุนแรงเป็นพิเศษในประเทศที่มีความเปราะบางอยู่ก่อนแล้ว ทั้งจากความขัดแย้ง ความยากจน และความไม่มั่นคงทางอาหาร เนื่องจากภัยแล้ง น้ำท่วม และอากาศร้อนจัดซึ่งสามารถซ้ำเติมปัญหาการเข้าถึงอาหารและน้ำสะอาดได้  

 

WMO และหน่วยงานด้านมนุษยธรรมของสหประชาชาติจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและองค์กรที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินมาตรการเตรียมพร้อมล่วงหน้า แทนการรอให้เกิดความเสียหายก่อนจึงเข้าช่วยเหลือ

 

ขณะเดียวกัน FAO เสนอให้ประเทศที่มีความเสี่ยงใช้ข้อมูลพยากรณ์เพื่อเตรียมมาตรการรับมือในระดับพื้นที่ ตั้งแต่การปรับปฏิทินเพาะปลูก การเลือกใช้พันธุ์พืชทนแล้ง การสำรองน้ำและอาหารสัตว์ ไปจนถึงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือและปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรกลุ่มเปราะบาง  นอกจากนี้ ยังเน้นความสำคัญของการประสานข้อมูลระหว่างหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา หน่วยงานบริหารจัดการน้ำ และหน่วยงานเกษตร เพื่อให้คำเตือนสามารถนำไปใช้ตัดสินใจก่อนฤดูกาลเพาะปลูกให้แก่เกษตรกร.

ข่าวล่าสุด

ดับฝันซัมมิตประวัติศาสตร์! "คิม จองอึน" ไม่ขยับรับไมตรี "ทรัมป์"

ดับฝันซัมมิตประวัติศาสตร์! "คิม จองอึน" ไม่ขยับรับไมตรี "ทรัมป์"