
ผ่าโมเดลฟื้น ‘คุ้งบางกระเจ้า’ สู่เวนิสตะวันออก ด้วยกลไกรัฐระบบเปิด
‘คุ้งบางกระเจ้า’ ปอดคนกรุงพื้นที่ 1.2 หมื่นไร่ที่ผลิตออกซิเจนให้คนเมืองปีละ 1.8 แสนตัน กำลังถูกคุกคามจาก Climate Change ก.พ.ร. จึงใช้เวทีโลกอย่าง OGP เปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมภาครัฐ ดึงชุมชนร่วมออกแบบ
ทุกๆ ปี ผืนป่าและสวนยกร่องกว่า 12,000 ไร่ ของ “คุ้งบางกระเจ้า” อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ ทำหน้าที่ผลิตออกซิเจนบริสุทธิ์ราว 180,000 ตัน ส่งข้ามแม่น้ำเจ้าพระยามาหล่อเลี้ยงผู้คนในกลางกรุงเทพมหานคร ไม่ว่าจะเป็นย่านคลองเตย บางนา หรือยานนาวา
ทว่าสิ่งที่คนเมืองส่งกลับคืนไปตามกระแสน้ำ กลับเป็นขยะพลาสติกจำนวนมหาศาลที่ลอยไปติดค้างอยู่ตามคุ้งน้ำ อย่างไรก็ตาม ขวดพลาสติกเป็นเพียงภาพสะท้อนปลายเหตุ เพราะวันนี้ “ปอดของคนเมือง” กำลังเผชิญความท้าทายรุมเร้าที่ซับซ้อนกว่าเรื่องขยะ
ทั้งวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงดันความเค็มรุกเข้าทำลายสวนผลไม้ ช่องโหว่ของกฎหมายภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในอัตราก้าวหน้าที่ทำให้เจ้าของที่ดินหลายรายเข้าใจว่าป่าจากและป่าชายเลนคือพื้นที่รกร้างว่างเปล่า
จึงตัดสินใจโค่นป่าธรรมชาติที่เคยเป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนและอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน เพื่อหันไปปลูกกล้วยหรือมะนาวเลี่ยงภาษี ไปจนถึงประกาศเขตคุ้มครองสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 2562 ที่ห้ามสร้างอาคารสูงเกิน 8 เมตร และห้ามทำอุตสาหกรรมในพื้นที่
ข้อจำกัดเหล่านี้ทำให้คนบางกระเจ้าต้องเสียสละโอกาสทางเศรษฐกิจ เพื่อรักษาทัศนียภาพสีเขียวให้คนกรุงเทพฯ และโรงแรมหรูริมแม่น้ำได้ชื่นชมฟรีๆ
คำถามสำคัญคือ รัฐและสังคมจะสร้างความเป็นธรรมให้ผู้ดูแลปอดผืนนี้อย่างไร ก่อนที่พื้นที่สีเขียวจะค่อยๆ หดหายไป?
จากเวทีโลก ‘OGP’ สู่ห้องทดลองนวัตกรรมภาครัฐ
Posttoday ได้ร่วมพูดคุยกับ ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม โดยดร.บัณฑูรให้มุมมองที่น่าสนใจว่า
จุดเปลี่ยนสำคัญของการแก้ปัญหานี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา หลังจากประเทศไทยใช้ความพยายามยาวนานกว่า 7 ปี ในการยกระดับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และกลไกการมีส่วนร่วม จนผ่านเกณฑ์การประเมินเข้าเป็นสมาชิกลำดับล่าสุดของ ภาคีความร่วมมือภาครัฐระบบเปิด (Open Government Partnership: OGP) ร่วมกับอีก 74 ประเทศทั่วโลก
ดร.บัณฑูร อธิบายว่า หัวใจของภาครัฐระบบเปิด (Open Government) ไม่ใช่เพียงการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ แต่คือการเปิดพื้นที่ให้ประชาชนในฐานะผู้รับประโยชน์เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำ ตั้งแต่การเสนอกฎหมาย การแก้ปัญหาความยากจน ไปจนถึงการจัดการสิ่งแวดล้อม
โดยเมื่อเข้าเป็นสมาชิก OGP แล้ว ไทยต้องจัดทำแผนปฏิบัติการระดับชาติระยะ 4 ปี ขับเคลื่อน 4 วาระหลัก ได้แก่ การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม การต่อต้านคอร์รัปชัน การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และการยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชน
ในมิติสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม คณะทำงานได้ปักหมุดพื้นที่ปฏิบัติการนำร่อง 6 แห่ง แบ่งเป็นระดับจังหวัด 4 แห่งที่มีโจทย์ใหญ่เรื่องฝุ่น PM 2.5 คือ กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ สระบุรี และน่าน
ส่วนอีก 2 แห่งใช้เกณฑ์พื้นที่เชิงระบบนิเวศ ได้แก่ “อ่าวพังงา” ระบบนิเวศทางทะเลที่เชื่อมโยงภูเก็ต พังงา และกระบี่ เข้าด้วยกัน และ “คุ้งบางกระเจ้า” พื้นที่ชุ่มน้ำสามรส (น้ำจืด น้ำเค็ม น้ำกร่อย) ที่รวบรวมป่าชายเลน ป่าชุ่มน้ำ และป่าดิบที่ราบลุ่มต่ำไว้ในที่เดียว
ก.พ.ร. เรียกพื้นที่นำร่องทั้ง 6 แห่งนี้ว่า Government Innovation Lab หรือ Sandbox ภายใต้หลักคิดที่ชัดเจนสองข้อ คือ “ทำสิ่งใหม่ที่ไม่เคยทำมาก่อน” และ “ทำสิ่งที่แตกต่างไปจากเดิม”
ตลอด 3 เดือนที่ผ่านมา คณะทำงานได้จัดเวทีร่วมคิดร่วมสร้าง (Co-creation) ถึง 4 ครั้ง ทั้งการลงพื้นที่รับฟังชาวบ้าน การระดมสมองร่วมกับนักวิชาการที่สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)
ไปจนถึงการนำคณะผู้เข้าร่วมประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (World Bank - IMF) นั่งเรือไฟฟ้าจากสะพานพระราม 3 ล่องตามลำน้ำ 40 นาทีเข้าสู่บางกระเจ้าเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมอง
จนตกผลึกเป็นฉันทามติของคนในพื้นที่ว่า ในอีก 20 ปีข้างหน้า ชาวบางกระเจ้าไม่ต้องการตึกสูงระฟ้าแบบฝั่งกรุงเทพฯ แต่ต้องการรักษาพื้นที่สีเขียวไว้ ในเงื่อนไขที่ต้องเป็น “สีเขียวที่กินได้” คือสร้างรายได้และเลี้ยงดูชุมชนได้จริง
เป้าหมายดังกล่าวถูกแปลงออกมาเป็น 4 โมเดลการพัฒนาที่เชื่อมโยงกัน
1. Eastern Venice (ระบบไหลเวียนโลหิตแห่งคุ้งน้ำ)
บางกระเจ้ามีคลองซอยและลำประโดงเปรียบเสมือนเส้นเลือดฝอยถึง 61 สาย พร้อมประตูระบายน้ำอีก 34 แห่ง และยังมีคลองลัดโพธิ์ที่ช่วยย่นระยะทางระบายน้ำเหนือผ่านโค้งกระเพาะหมูจาก 18 กิโลเมตร เหลือเพียง 10 นาที
แต่ปัญหาคลาสสิกที่พบคือ ประตูน้ำทั้ง 34 แห่งใช้งานได้บ้างไม่ได้บ้าง เมื่อประตูปิดไม่สนิท น้ำเค็มจึงทะลักเข้าท่วมสวน การปลดล็อกใน Sandbox จึงเริ่มจากการเร่งรัดส่งมอบประตูน้ำให้ท้องถิ่นดูแล
พร้อมวางกติกาเปิด-ปิดน้ำให้สอดคล้องกับจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง และเตรียมพัฒนาคูคลองทั้ง 61 สายให้เป็นเส้นทางเดินเรือท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชื่อมท่าเรือจากฝั่งคลองเตยและบางนา เพื่อแก้ปัญหาถนนแคบในพื้นที่
2. Nature Sports Complex (พลังแห่งมนุษย์และธรรมชาติ)
ต่อยอดพฤติกรรมคนเมืองที่นิยมมาวิ่งและปั่นจักรยาน ให้ขยายไปสู่กิจกรรมทางน้ำอย่างการพายเรือคายัคตามลำคลอง โดยไม่ต้องก่อสร้างอาคารสนามกีฬาขนาดใหญ่ แต่เน้นปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานเดิมให้ปลอดภัย เช่น การทำแนวกั้นทางเดินรถจักรยานเพื่อเพิ่มความปลอดภัย
3. Biodiverse Fruit Garden (สวนผลไม้นานาพันธุ์)
ชุบชีวิตภูมิปัญญาสวนร่องน้ำ ฟื้นฟูและขยายพื้นที่ปลูกผลไม้หลากสายพันธุ์ เพื่อคืนความสมบูรณ์ให้ระบบนิเวศ สร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้เกษตรกร และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อให้วิถีชีวิตดั้งเดิมเติบโตไปพร้อมกับความเจริญอย่างสมดุล
4. Green Canopy Convention Center (เศรษฐกิจใต้ร่มเงาไม้)
ออกแบบพื้นที่จัดประชุมสัมมนาด้วยวัสดุไม้ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซ่อนตัวอยู่ใต้เรือนยอดไม้ใหญ่อายุกว่า 20 ปีในสวนศรีนครเขื่อนขันธ์ เพื่อดึงดูดองค์กรที่ต้องการจัดงานภายใต้แนวคิดความยั่งยืน
เมื่อระบบน้ำดีและสวนยกร่องอยู่รอด ผลผลิตทางการเกษตรก็จะกลับมาหล่อเลี้ยงภาคบริการ ทั้งผลไม้ที่ได้รับตราส่งเสริมสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) แล้ว 1 ชนิด คือ มะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกระเจ้า
ชมพู่เพชรบางยอ ผลไม้เลื่องชื่อด้วยรสชาติอันโดดเด่น รวมถึงเมี่ยงคำ และสำรับอาหารมอญดั้งเดิมจากชุมชนชาวมอญที่ตั้งรกรากมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 ในยุคเมืองนครเขื่อนขันธ์ เพื่อเสิร์ฟให้กับศูนย์ประชุมและนักท่องเที่ยว
เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เมื่อคนดูแลปอดต้องไม่แบกต้นทุนลำพัง
นอกจากการฟื้นฟูพื้นที่ภายในแล้ว กลไกสำคัญที่จะทำให้คุ้งบางกระเจ้าอยู่รอดได้อย่างยั่งยืน คือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาเกลี่ยผลประโยชน์และต้นทุนอย่างเป็นธรรม ผ่านแนวคิด การจ่ายค่าตอบแทนบริการทางระบบนิเวศ (Payment for Ecological Services)
ดร.บัณฑูร ชี้ว่า เมื่อชาวสวนและชุมชนเป็นผู้ลงแรงดูแลต้นไม้เพื่อผลิตออกซิเจนและกักเก็บคาร์บอน ซึ่งตรวจวัดผลลัพธ์ทางวิทยาศาสตร์ได้อย่างชัดเจน ผู้ที่ได้ประโยชน์โดยตรงก็ควรมีส่วนร่วมรับผิดชอบต้นทุน เช่น การเจรจากับโรงแรมริมแม่น้ำฝั่งกรุงเทพฯ ที่ตั้งราคาห้องพักระดับพรีเมียมจากจุดขายวิวคุ้งบางกระเจ้า ให้แบ่งปันรายได้ส่วนหนึ่งกลับมาเข้ากองทุนดูแลพื้นที่สีเขียว
หรือแนวคิดจากชาวบ้านที่เสนอให้มหาวิทยาลัยรอบพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) จัดสรรโควตาเรียนต่อพิเศษให้ลูกหลานเกษตรกร คล้ายโครงการช้างเผือกของนักกีฬา โดยมีเงื่อนไขว่าครอบครัวนั้นต้องรักษาพื้นที่สวนยกร่องไว้ไม่ขายเปลี่ยนมือ
ที่ผ่านมา แนวคิด การจ่ายค่าตอบแทนบริการทางระบบนิเวศ ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าภาคเอกชนพร้อมให้ความร่วมมือ เพราะสอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) และกรอบการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG)
เห็นได้จากโครงการ Forest Guardian (ผู้พิทักษ์ป่า) ที่เปิดระดมทุนผ่านแพลตฟอร์ม “เทใจ” ภายใต้การดูแลของมูลนิธิบูรณะชนบทแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
ซึ่งผู้บริจาคสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ โดยเปิดดำเนินการมาเพียงปีเศษ สามารถระดมทุนจากภาคประชาชนและองค์กรธุรกิจได้แล้วราว 1.8 ล้านบาท เพื่อนำไปสนับสนุนชุมชนดูแลป่าในพื้นที่บ้านแม่สาน้อยและบ้านป่าแป๋ (รอยต่อเชียงใหม่-ลำพูน) รวมถึงพื้นที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี พร้อมรายงานการใช้จ่ายอย่างโปร่งใสทุกขั้นตอน
อีกหนึ่งนวัตกรรมทางกฎหมายผังเมืองที่คณะทำงานเตรียมนำมาทดลองใช้เป็นครั้งแรกในไทย คือ การโอนสิทธิ์การพัฒนา (Transfer of Development Rights: TDR) ซึ่งเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จมาแล้วในกรุงลอนดอนและประเทศญี่ปุ่น
หลักการคือเมื่อคุ้งบางกระเจ้าถูกจำกัดสิทธิ์ห้ามสร้างตึกสูงเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม พื้นที่เศรษฐกิจเติบโตสูงในจังหวัดสมุทรปราการด้วยกันอย่าง “ย่านสำโรง” ที่ต้องการสร้างอาคารสูงเกินกว่าเกณฑ์อัตราส่วนพื้นที่อาคารรวมต่อพื้นที่ดิน (FAR) ที่กฎหมายกำหนด สามารถเข้ามา “ซื้อสิทธิ์การพัฒนา” จากคุ้งบางกระเจ้าเพื่อเพิ่มจำนวนชั้นอาคารได้ โดยนำเม็ดเงินจากการซื้อขายสิทธิ์นั้นกลับมาชดเชยและฟื้นฟูระบบนิเวศให้ชาวบางกระเจ้า
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของแผนปฏิบัติการระยะ 4 ปีในพื้นที่ Sandbox แห่งนี้ จะวัดผลจาก 3 ตัวชี้วัดหลัก คือ ความแข็งแกร่งของระบบนิเวศในการรับมือวิกฤตโลกเดือดและฝุ่นพิษ, รายได้และคุณภาพชีวิตของชุมชนที่เพิ่มขึ้นจากเศรษฐกิจสีเขียว
และที่สำคัญที่สุดคือ การมีส่วนร่วมของประชาชนที่มีความหมายอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นให้ครบตามพิธีกรรมของราชการ แต่คือการที่ชาวบ้านได้ร่วมคิด ร่วมออกแบบ และเป็นเจ้าของผลประโยชน์บนผืนแผ่นดินของตนเองอย่างยั่งยืน







