
ผลสำรวจพบคนไทย 63% ใช้ AI ปรึกษาสุขภาพ ชี้จับตาความแม่นยำ-ข้อมูลส่วนตัว
PwC เผยผลสำรวจผู้บริโภคไทย พบ 63% เคยใช้ AI หาข้อมูลหรือคำแนะนำด้านสุขภาพ ขณะที่ 85% เปิดรับเทคโนโลยีช่วยดูแลสุขภาพ สะท้อนพฤติกรรมใหม่ที่ประชาชนเริ่มพึ่งพา AI มากขึ้น
AI กำลังเข้ามามีบทบาทในการดูแลสุขภาพของคนไทยมากขึ้น จากเดิมที่ประชาชนต้องค้นหาข้อมูลสุขภาพผ่านเว็บไซต์หรือปรึกษาบุคลากรทางการแพทย์ ปัจจุบัน AI กลายเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการค้นหาข้อมูลและขอคำแนะนำ ตั้งแต่เรื่องอาหาร การออกกำลังกาย ไปจนถึงปัญหาสุขภาพส่วนบุคคล
รายงาน Thailand Voice of the Consumer Survey 2026: The Rise of Everyday Health ของบริษัท PwC ประเทศไทย ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2569 พบว่า ผู้ตอบแบบสำรวจชาวไทยถึง 63% เคยใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลหรือขอคำแนะนำเกี่ยวกับสุขภาพและสุขภาวะ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เริ่มนำเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน
รายงานดังกล่าวสำรวจผู้บริโภค 21,808 คน ใน 27 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม 2569 โดยมีกลุ่มตัวอย่างในประเทศไทย 501 คน ทั้งนี้ ตัวเลข 63% เป็นสัดส่วนของผู้ตอบแบบสำรวจในไทย ไม่ใช่สัดส่วนประชากรไทยทั้งหมด
85% เปิดรับ AI ช่วยจัดการสุขภาพ
นอกจากการใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลแล้ว ผลสำรวจยังพบว่า ผู้บริโภคไทย 85% รู้สึกยอมรับได้กับการนำ AI มาใช้สนับสนุนการจัดการสุขภาพอย่างน้อยหนึ่งด้าน ได้แก่ การวางแผนออกกำลังกาย การให้คำแนะนำด้านโภชนาการ และการคาดการณ์ปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น
PwC วิเคราะห์ว่า บทบาทของ AI กำลังเปลี่ยนจากเครื่องมือค้นหาข้อมูล ไปสู่การสนับสนุนการดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล (Personalised Health Management) มากขึ้น
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเปิดโอกาสให้เกิดบริการสุขภาพรูปแบบใหม่ที่ผสมผสานข้อมูลส่วนบุคคล การติดตามสุขภาพ และระบบให้คำแนะนำเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม PwC ระบุว่า การยอมรับเทคโนโลยีเหล่านี้ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค โดยเฉพาะความถูกต้องของคำแนะนำ การรักษาความปลอดภัยของข้อมูล และการเชื่อมโยงบริการ AI เข้ากับบุคลากรทางการแพทย์อย่างเหมาะสม
ความแม่นยำและข้อมูลส่วนตัว โจทย์สำคัญของ AI สุขภาพ
แม้ผลสำรวจจะสะท้อนการเปิดรับ AI แต่การนำเทคโนโลยีมาใช้ด้านสุขภาพยังมีประเด็นที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างการใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลทั่วไป กับการนำคำตอบไปประกอบการตัดสินใจรักษาโรค
เนื่องจากระบบ AI สามารถสร้างคำตอบที่ดูน่าเชื่อถือแม้ข้อมูลบางส่วนจะไม่ถูกต้อง การนำคำแนะนำไปใช้โดยไม่มีการตรวจสอบจึงอาจก่อให้เกิดความเสี่ยง โดยเฉพาะคำถามเกี่ยวกับอาการเจ็บป่วย การใช้ยา และการวินิจฉัยโรค
อีกประเด็นหนึ่งคือความปลอดภัยของข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล เนื่องจากผู้ใช้อาจเปิดเผยข้อมูลที่มีความละเอียดอ่อนระหว่างการสนทนากับ AI เช่น ประวัติการเจ็บป่วย อาการผิดปกติ หรือยาที่กำลังรับประทาน
คนไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น
รายงานฉบับเดียวกันยังพบพฤติกรรมด้านสุขภาพอื่นๆ ที่น่าสนใจ โดยผู้บริโภคไทย 80% เคยซื้ออาหารหรือเครื่องดื่มที่เน้นสุขภาพในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา สูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 35% มากกว่าสองเท่า
ขณะที่ 71% เคยซื้อวิตามิน แร่ธาตุ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ 79% ระบุว่ารับประทานผลิตภัณฑ์กลุ่มดังกล่าวเป็นประจำ
นอกจากนี้ 80% ยังยินดีจ่ายเงินเพิ่มสำหรับอุปกรณ์สวมใส่ติดตามสุขภาพ หากข้อมูลที่ได้รับมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ทางการแพทย์ได้
อย่างไรก็ตาม ความกังวลเรื่องความปลอดภัยยังสูง โดย 91% กังวลเกี่ยวกับสารเคมีและสารกำจัดศัตรูพืชตกค้างในอาหาร อีก 87% กังวลอาหารแปรรูปสูง และ 77% กังวลไมโครพลาสติก
ข้อมูลเหล่านี้สะท้อนว่าผู้บริโภคไม่ได้ให้ความสำคัญกับการรักษาโรคเมื่อเจ็บป่วยเท่านั้น แต่ยังสนใจการป้องกันโรคและการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ธุรกิจสุขภาพต้องสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงนำเทคโนโลยีมาใช้
สนิชา อัครกิตติลาภ ผู้นำกลุ่มธุรกิจสุขภาพ PwC ประเทศไทย ระบุว่า ตลาดสุขภาพและสุขภาวะของไทยมีโอกาสเติบโตอย่างมาก แต่ผู้บริโภคมีความพิถีพิถันในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์และบริการมากขึ้น
ผู้บริโภคต้องการบริการที่ตอบโจทย์สุขภาพเฉพาะบุคคล ควบคู่กับความโปร่งใส ความปลอดภัยของข้อมูล และคุณค่าที่สามารถพิสูจน์ได้
องค์กรที่สามารถเปลี่ยนนวัตกรรมให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่น่าเชื่อถือ และสร้างความไว้วางใจในระยะยาว จึงมีโอกาสเติบโตได้
ผลสำรวจครั้งนี้จึงสะท้อนทั้งโอกาสของเทคโนโลยี AI ในการสนับสนุนการดูแลสุขภาพ และคำถามสำคัญว่า เมื่อประชาชนเริ่มใช้ AI เป็นแหล่งข้อมูลสุขภาพมากขึ้น จะมีแนวทางอย่างไรในการสร้างความมั่นใจว่าคำแนะนำที่ได้รับมีความถูกต้อง ปลอดภัย และไม่ถูกนำไปใช้ทดแทนการประเมินของบุคลากรทางการแพทย์ในกรณีที่จำเป็น







