posttoday
ลูกอ้วนต้องทำอย่างไร? ครั้งแรก WHO ออกแนวทางรักษาโรคอ้วนในเด็ก-วัยรุ่น หลังแตะ 170 ล้านคน

ลูกอ้วนต้องทำอย่างไร? ครั้งแรก WHO ออกแนวทางรักษาโรคอ้วนในเด็ก-วัยรุ่น หลังแตะ 170 ล้านคน

08 ตุลาคม 2569

WHO ออกแนวทางรักษาโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นครั้งแรก หลังทั่วโลกพบเด็กอ้วน 170 ล้านคน ย้ำเด็กต่ำกว่า 10 ปีไม่ควรใช้ยาลดน้ำหนัก พร้อมแนะปรับอาหาร กิจกรรมทางกาย และดูแลสุขภาพจิตควบคู่

KEY

POINTS

  • องค์การอนามัยโลก (WHO) ออกแนวปฏิบัติสากลเพื่อรักษาโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นเป็นครั้งแรก หลังพบจำนวนผู้ป่วยทั่วโลกพุ่งสูงกว่า 170 ล้านคน
  • แนวทางการรักษาหลักเน้นการปรับพฤติกรรม 3 ด้าน คือ การปรับอาหารและโภชนาการ, การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสร้างสุขนิสัยที่ยั่งยืน
  • ไม่แนะนำให้ใช้ยาหรือการผ่าตัดในเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี แต่อาจพิจารณาสำหรับวัยรุ่นภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด พร้อมเน้นย้ำให้ดูแลสุขภาพจิตควบคู่กันไปด้วย

องค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) เผยแพร่แนวทางระดับโลกฉบับใหม่สำหรับการจัดการโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น เมื่อวานนี้ (7 ตุลาคม 2569) โดยมุ่งให้บุคลากรสาธารณสุขสามารถประเมินและดูแลผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมตามช่วงวัย

 

WHO ระบุว่า โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นเป็นปัญหาสุขภาพที่มีความซับซ้อน ไม่ได้เกิดจากพฤติกรรมการกินหรือการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัจจัยทางชีวภาพ พฤติกรรม สังคม และสภาพแวดล้อม

 

การดูแลจึงจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งลดน้ำหนักเพียงอย่างเดียว มาเป็นการจัดการโรคอ้วนในฐานะโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง โดยคำนึงถึงการเจริญเติบโต พัฒนาการ สุขภาพจิต และคุณภาพชีวิตของเด็กเป็นสำคัญ

 

เด็กอ้วนทั่วโลก 170 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4 เท่าใน 34 ปี

WHO เปิดเผยว่า ในปี 2567 มีเด็กและวัยรุ่นอายุ 5–19 ปีทั่วโลกที่มีภาวะอ้วนประมาณ 170 ล้านคน แบ่งเป็นเด็กอายุ 5–9 ปี จำนวน 70 ล้านคน และวัยรุ่นอายุ 10–19 ปี อีก 100 ล้านคน

 

เมื่อเทียบกับปี 2533 พบว่าสัดส่วนเด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า จาก 2% เป็น 8%

 

โรคอ้วนยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเฉพาะโรคเบาหวานชนิดที่ 2 และโรคหัวใจและหลอดเลือด นอกจากนี้ เด็กที่มีภาวะอ้วนอาจเผชิญการตีตรา การเลือกปฏิบัติ และการกลั่นแกล้ง ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพจิต การเรียนรู้ และการใช้ชีวิตในสังคม

 

ลูกอ้วนต้องทำอย่างไร? WHO แนะปรับ 3 พฤติกรรมหลัก

WHO ให้คำแนะนำว่า เด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนควรได้รับการดูแลผ่านโปรแกรมที่มีรูปแบบชัดเจน โดยประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ ได้แก่

 

  1. การปรับอาหารและโภชนาการ เพื่อส่งเสริมการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ
  2. การส่งเสริมกิจกรรมทางกาย เพื่อให้เด็กมีการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างเหมาะสม
  3. การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อสร้างพฤติกรรมสุขภาพที่สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง

การดูแลทั้งสามด้านสามารถดำเนินการแยกกัน หรือผสมผสานเป็นโปรแกรมเดียวกันได้ โดยคำนึงถึงความต้องการของเด็กและครอบครัว

 

WHO ยังให้คำแนะนำแบบมีเงื่อนไขสำหรับการใช้เทคโนโลยีสุขภาพดิจิทัลเข้ามาช่วยดูแลเด็กที่มีภาวะอ้วน โดยต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของพ่อแม่หรือผู้ดูแล

 

 

เด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี ไม่แนะนำยาลดน้ำหนักและผ่าตัด

สำหรับเด็กอายุ 0–9 ปี WHO ไม่แนะนำให้ใช้ยารักษาโรคอ้วน การผ่าตัดลดน้ำหนัก หรือ อุปกรณ์ลดน้ำหนัก

 

แนวทางสำหรับเด็กเล็กจึงให้ความสำคัญกับการปรับอาหาร กิจกรรมทางกาย และพฤติกรรมสุขภาพ โดยต้องคำนึงถึงการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย

 

ขณะที่วัยรุ่นอายุ 10–19 ปี WHO ระบุว่า อาจพิจารณาการใช้ยาที่ได้รับอนุมัติสำหรับการรักษาโรคอ้วนได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่ผ่านโปรแกรมปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบผสมผสาน ภายใต้การดูแลของบุคลากรสุขภาพแล้ว และยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมาย

 

ส่วนการผ่าตัดลดน้ำหนักอาจพิจารณาเฉพาะวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนรุนแรง ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด 

 

 

อย่ามองข้ามสุขภาพจิต เด็กอ้วนอาจเผชิญการกลั่นแกล้ง

อีกประเด็นที่ WHO ให้ความสำคัญคือการดูแลสุขภาพจิตควบคู่กับการรักษาโรคอ้วน

WHO อธิบายว่า ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกมีคุณค่าในตนเองต่ำ และปัญหาการควบคุมอารมณ์ อาจมีส่วนทำให้เกิดพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม การมีกิจกรรมทางกายน้อยลง และการแยกตัวออกจากสังคม

 

ขณะเดียวกัน เด็กและวัยรุ่นที่มีภาวะอ้วนยังอาจเผชิญการตีตราและการกลั่นแกล้ง ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาวะทางอารมณ์

 

WHO จึงแนะนำให้บุคลากรสุขภาพดูแลปัญหาโรคอ้วนและสุขภาพจิตตั้งแต่ระยะแรกไปพร้อมกัน โดยใช้แนวทางที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และให้ครอบครัวมีส่วนร่วม 

 

 

WHO ย้ำ รักษาโรคอ้วนไม่ใช่แค่ทำให้น้ำหนักลด

ดร.ลุซ มาเรีย เด เรจิล (Dr Luz María De Regil) ผู้อำนวยการฝ่ายโภชนาการและความปลอดภัยอาหารของ WHO ระบุว่า รากฐานของการดูแลโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่นไม่ใช่การใช้ยาหรือการผ่าตัด แต่เป็นการทำให้เด็กเข้าถึงการสนับสนุนอย่างครอบคลุม ทั้งการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพ การมีกิจกรรมทางกาย และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน

 

WHO เน้นย้ำว่า การรักษาโรคอ้วนควรมุ่งไปไกลกว่าการลดน้ำหนัก โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กมีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตและทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม รวมถึงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

 

การดูแลต้องยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เหมาะสมกับช่วงวัย ตอบสนองความต้องการของเด็กแต่ละคนและครอบครัว พร้อมมีระบบติดตามและดูแลอย่างต่อเนื่องในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม WHO ยอมรับว่า การรักษาเพียงอย่างเดียวไม่สามารถหยุดการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนได้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินมาตรการที่ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงอาหารสุขภาพและกิจกรรมทางกายได้ง่ายขึ้นและมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม รวมถึงมาตรการด้านการศึกษา ผังเมือง การคมนาคม และการคุ้มครองทางสังคม 

ข่าวล่าสุด

เกาหลีใต้ทุ่มงบ 4.7 ล้านล้าน มุ่งพัฒนาโมเดล AI ชั้นนำของประเทศ

เกาหลีใต้ทุ่มงบ 4.7 ล้านล้าน มุ่งพัฒนาโมเดล AI ชั้นนำของประเทศ