
เนสท์เล่ลั่นธุรกิจมีจริยธรรม ยุติร่วมทุน QCP ชอบกฎหมาย ไม่จำกัดแข่งขัน
เนสท์เล่ชี้คำตัดสินยืนยันยุติร่วมทุน QCP ชอบด้วยกฎหมาย ย้ำสิทธิผลิตและขายเนสกาแฟในไทย พร้อมเดินหน้าสร้างโรงงานใหม่
KEY
POINTS
- เนสท์เล่ระบุว่าอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศและศาลสูงสิงคโปร์ยืนยันการยุติสัญญาร่วมทุน QCP โดยชอบด้วยกฎหมาย
- บริษัทยืนยันสิทธิผลิต จำหน่าย และนำเข้าเนสกาแฟในไทย พร้อมชี้ว่าคำสั่งห้ามชั่วคราวถูกเพิกถอนแล้ว
- เดินหน้าพัฒนาโรงงานกาแฟแห่งใหม่ รับซื้อเมล็ดกาแฟไทย และสนับสนุนทักษะแรงงานในพื้นที่
เนสท์เล่ เจ้าของแบรนด์เนสกาแฟ ยืนยันว่าบริษัทมีสิทธิผลิต จำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เนสกาแฟในประเทศไทย หลังสัญญาร่วมทุนกับ QCP สิ้นสุดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2567 พร้อมเดินหน้าพัฒนาโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่ เพื่อสร้างงานและสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทย
บริษัทระบุว่า คณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้ชี้ขาดข้อพิพาทตามกระบวนการที่คู่สัญญาตกลงกัน ตัดสินว่าการยุติสัญญาร่วมทุน QCP ชอบด้วยกฎหมาย และศาลสูงประเทศสิงคโปร์มีคำพิพากษายืนตามคำชี้ขาดดังกล่าว โดยเนสท์เล่ระบุว่าคดีถึงที่สุดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้
เนสท์เล่ชี้ว่า ผลจากสัญญาร่วมทุนที่สิ้นสุดลงทำให้ QCP ไม่มีสิทธิผลิตสินค้าเนสกาแฟตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 เป็นต้นมา บริษัทจึงยืนยันว่าการสิ้นสุดสิทธิผลิตสินค้าดังกล่าวเป็นผลตามสัญญาและกฎหมาย และไม่ถือเป็นพฤติกรรมจำกัดการแข่งขันทางการค้า ตามจุดยืนของบริษัท
สำหรับสิทธิในเครื่องหมายการค้า เนสท์เล่ระบุว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งยืนยันให้บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เครื่องหมายการค้า “เนสกาแฟ”
บริษัทยังระบุว่า ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางได้เพิกถอนคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาลแพ่งมีนบุรี ซึ่งเคยห้ามเนสท์เล่ผลิต จำหน่าย หรือนำเข้าผลิตภัณฑ์เนสกาแฟแล้ว โดยบริษัทชี้ว่าคำตัดสินดังกล่าวถึงที่สุดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้
เนสท์เล่ยืนยันว่าได้ปฏิบัติตามสัญญาร่วมทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้องครบถ้วน พร้อมต่อสู้คดีที่อดีตพันธมิตรร่วมทุน QCP ดำเนินการฟ้องร้องผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ทั้งนี้ ประเด็นเรื่องการจำกัดการแข่งขันทางการค้าในแถลงการณ์เป็นคำยืนยันของเนสท์เล่
ด้านธุรกิจ บริษัทจะเดินหน้าพัฒนาโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่โดยใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เนสท์เล่ระบุว่าโรงงานจะช่วยสร้างงานในท้องถิ่น เพิ่มทักษะแรงงาน และสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ รวมถึงชุมชนในประเทศไทย แต่แถลงการณ์ครั้งนี้ยังไม่ได้ระบุมูลค่าลงทุน ที่ตั้งโรงงาน กำหนดเปิดดำเนินงาน หรือจำนวนตำแหน่งงาน
บริษัทยังยืนยันว่าจะรับซื้อเมล็ดกาแฟจากเกษตรกรไทยเป็นประจำทุกปี และช่วยเหลือชุมชนควบคู่กับธุรกิจ สำหรับแรงงานและเกษตรกร ประเด็นที่ต้องติดตามต่อคือรายละเอียดโรงงานใหม่ ตำแหน่งงาน และแผนรับซื้อวัตถุดิบ ซึ่งจะทำให้เห็นผลต่อรายได้และอาชีพอย่างชัดเจนขึ้น







