
“อย่ากลัวผ่าตัดเข่าจนเสียคุณภาพชีวิต” ข้อเข่าเสื่อมผ่าตัดรักษาได้ แม้อายุ 100 ปี!
“ข้อเข่าเสื่อม” กำลังกลายเป็นปัญหาที่พบมากขึ้น และพบว่าหลายคนมีความเข้าว่า “อายุมากแล้วผ่าตัดไม่ได้” จนปล่อยให้ความเจ็บปวดจำกัดคุณภาพชีวิต!
KEY
POINTS
- อย่ากลัวผ่าตัดจนเสียคุณภาพชีวิต ข้อเข่าเสื่อมระยะรุนแรงสามารถผ่าตัดรักษาได้ เนื่องจากเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นมากและมีประสิทธิภาพดี
- คุณภาพชีวิตคือการยังเดินและดูแลตัวเองได้ เพราะเมื่อเดินไม่ได้ ไม่เพียงเสียโอกาสทำสิ่งที่รัก แต่ยังหมายถึงการต้องพึ่งพาผู้อื่น กระทบทั้ง “คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์”
- เทคโนโลยีช่วยให้การผ่าตัดแม่นยำขึ้น แต่ต้องดูความคุ้มค่า หุ่นยนต์–AI ช่วยให้การผ่าตัดแม่นยำขึ้น แต่เทคโนโลยีราคาสูง ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและการเข้าถึงควบคู่กัน
ประเทศไทยกำลังเดินหน้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด หรือ Super-aged Society
สิ่งที่ตามมา คือ "โรคจากความเสื่อมของร่างกาย" โดยเฉพาะระบบกระดูก ข้อต่อ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น และเส้นประสาท ที่ ศ.นพ.กีรติ เจริญชลวานิช ศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม รพ.ศิริราช ปิยมหาราชการุณย์ และนายกแพทยสมาคมแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ พูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ไม่มีใครหนีพ้น"
ฟังแล้วก็ได้แต่ก้มลงดู "ข้อเข่า" .. หลายคนเริ่มมีอาการ หลายคนพ่อแม่ในวัยสูงวัยเริ่มลุกนั่งหรือเดินลำบาก
“ปัจจุบันประเทศไทยมีแพทย์ออร์โธปิดิกส์ประมาณ 3,300–3,400 คน เดิมเราดูแลคนไข้หมอกระดูก 1 คน ดูแลคนไข้ 20,000 กว่าคน จำนวนคนไข้ไม่ได้เพิ่มขึ้นนะครับ แต่ว่าเราทำงานหนักขึ้น เพราะว่าคนไข้ 1 คนมาโรงพยาบาลปีละหลายครั้ง จากเดิมอาจจะปีหนึ่ง 1 ครั้ง กลายเป็นเดี๋ยวมาด้วยข้อเข่า ข้อสะโพก ข้อเท้า ปวดหลัง ปวดเส้น กระดูกสันหลังยุบ ข้อสะโพกหัก มากันหมดเลย”
หากจะเน้นลงไปที่โรคยอดฮิตอย่าง "ข้อเข่าเสื่อม" ศ.นพ.กีรติ อธิบายว่า
เฉพาะการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หากดูข้อมูลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ จำนวนเพิ่มจากประมาณ 15,000 ราย เป็น 18,000 ราย 20,000 ราย และล่าสุดประมาณ 23,000 ราย และเมื่อรวมระบบกรมบัญชีกลางและภาคเอกชน มีการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมรวมประมาณ 50,000 รายต่อปี
คนยุคนี้ อายุยืนขึ้น-ใช้ร่างกายมากกว่าเดิม
โพสต์ทูเดย์ เคยพบกับผู้สูงวัยที่วิถีชีวิตเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงเมื่อเข้าสู่วัยชรา เมื่อการลุกนั่งเดินไม่ได้ดั่งใจ จนกลายเป็นใช้ชีวิตติดบ้าน ไม่ไปไหน .. แต่เดิมหลายคนคิดว่า ก็แค่ "โรคของความแก่ชรา"
แต่โจทย์ของวันนี้เปลี่ยนไป!
ผู้สูงอายุยุคใหม่จำนวนมาก ไม่ได้ต้องการใช้ชีวิตที่เหลือแค่ในบ้านหรือพอจะช่วยเหลือตัวเองขั้นพื้นฐานได้ แต่สังคมสูงวัย และสังคมครอบครัวเดี่ยวอย่างทุกวันนี้ ทำให้ผู้สูงวัยเปลี่ยนทัศนคติต่อการใช้ชีวิต เพราะต้องพึ่งพาตนเองได้นานที่สุด
“สมัยก่อนเราก็จะใช้ข้อในชีวิตประจำวัน ในการทำงานตามปกติ แต่ปัจจุบันไลฟ์สไตล์ ต้องมี Active Lifestyle ความต้องการเช่น การท่องเที่ยว ไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนก็อยากจะไป มีข้อจำกัดไม่ได้ เพราะฉะนั้นสมรรถภาพของกล้ามเนื้อข้อต่อที่ดีนั้นมีความต้องการสูงมากขึ้น” ศ.นพ.กีรติ ระบุ
นั่นทำให้โจทย์ของการดูแลระบบกระดูกและข้อเปลี่ยนจากการรักษาให้ “พอเดินได้” ไปสู่การรักษาความสามารถของร่างกายให้รองรับชีวิตที่คนต้องการใช้ไปจนถึงวัยสูงอายุ!
ขณะเดียวกัน ศ.นพ.กีรติ ได้แก้ไขข้อเข้าใจผิดที่สำคัญ คือ การออกกำลังกายไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้นเสมอไป โดยอธิบายว่า กล้ามเนื้อและเส้นเอ็นที่แข็งแรงสามารถช่วยรับแรงกระแทกและแบ่งเบาภาระของข้อได้
แต่ปัญหา จะอยู่ที่คนที่ร่างกายยังไม่พร้อม โดยเฉพาะผู้ที่น้ำหนักตัวมาก กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง แต่เริ่มออกกำลังกายหนักทันที ซึ่งอาจเพิ่มโอกาสบาดเจ็บและทำให้ปัญหาข้อเกิดเร็วขึ้น
นอกจากนี้ ไม่ใช่เพียงอายุที่ทำให้ข้อเสื่อมเท่านั้น โรคบางชนิดสามารถทำลายข้อหรือทำให้ข้อเสื่อมเร็วขึ้นได้ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคภูมิคุ้มกันตนเองอย่าง SLE ภาวะขาดเลือดไปเลี้ยงบริเวณข้อ และการติดเชื้อในข้อ
ดังนั้น หากเกิดข้อเสื่อมเร็วหรือมีอาการรุนแรงผิดปกติ จึงไม่ควรสรุปว่าเป็นเพียง “ความแก่” แต่ควรได้รับการประเมินว่ามีโรคหรือปัจจัยอื่นร่วมด้วยหรือไม่
ข้อเสื่อมเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ควรแลกด้วย “ศักดิ์ศรีของการใช้ชีวิต”
ศ.นพ.กีรติ แยกให้เห็นระหว่าง “ความเสื่อม” ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ กับความเสื่อมที่เริ่มสร้างความทุกข์และจำกัดชีวิตและจำเป็นต้องมาพบแพทย์ว่า
“ความเสื่อมเป็นเรื่องตามปกติจริง เราหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายไม่ได้ เราต้องผ่านไปปกติ หลายครั้งความเสื่อมไม่ทำให้เราเดือดร้อน ไม่เป็นทุกข์ ก็คือเขาเสื่อมไปตามสภาพ แต่เมื่อไหร่เกิดทุกข์ ก็เป็นความเสื่อมที่เราต้องช่วยดูแลแก้ไข”
ซึ่งสัญญาณอาจเริ่มจากเรื่องเล็กๆ จากเดิมลุกขึ้นแล้วเดินได้ทันที กลายเป็นต้องยืนตั้งหลักก่อนเดิน ข้อเข่าเริ่มมีเสียงกรอบแกรบ เจ็บหรือตึง เหยียดหรืองอเข่าได้ไม่สุด ขาเริ่มโก่ง หรือมีอาการบวม แดง ร้อน หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อยครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ
แต่สิ่งที่บอกความรุนแรงของปัญหาได้อีกอย่างที่สำคัญ คือ ชีวิตที่เคยใช้กำลังค่อยๆ หายไปหรือไม่?
“เราอาจจะสูญเสียคุณภาพชีวิตโดยไม่รู้ตัว เช่น เราอาจจะอยากเดินไปเที่ยวปีละ 3–4 ครั้ง เราเริ่มไม่เอาดีกว่า เราขอเที่ยวปีละครั้งพอละ เราอาจจะอยากไปนู่นนี่กับคนที่เรารัก เราก็ไม่ไปละ ไม่อยากช้อปปิ้งละ นี่ก็คือสิ่งที่เป็นตัวบอกว่าเขาสูญเสียคุณภาพชีวิต”
สำหรับ ศ.นพ.กีรติ คุณภาพชีวิตจึงไม่ได้หมายถึงเพียงการไม่มีอาการปวด แต่คือ การยังสามารถเดิน ไปในที่ที่อยากไป ทำสิ่งที่อยากทำ และดูแลตัวเองได้
“การเดินไม่ได้ มันทำให้คุณค่าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์มันหายไป การเดินไม่ได้คือเราต้องไปพึ่งคนอื่นตลอดเวลา... เราอยากไปช่วยจูงคนอื่น เราอยากไปอุ้มคนอื่น แบกคนอื่น เราไม่อยากให้เขามาแบกเรา โดยเฉพาะคนที่เรารัก”
นี่คือความหมายของการมีอายุยืนที่มากกว่าจำนวนปี
เมื่อถึงเวลาต้องผ่า อย่าปล่อยให้ความกลัวพรากชีวิตที่ยังใช้ได้
สำหรับการรักษาข้อเข่าเสื่อมมีหลายระดับ ตั้งแต่การปรับพฤติกรรม ควบคุมน้ำหนัก ออกกำลังกาย เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไปจนถึงการรักษาทางการแพทย์ เป้าหมายคือทำให้ผู้ป่วยใช้ข้อได้โดยไม่ต้องผ่าตัดให้นานที่สุด
แต่เมื่อข้อเสื่อมถึงระยะที่การรักษาวิธีอื่นไม่สามารถทำให้กลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ การผ่าตัดก็ไม่ควรถูกมองว่าเป็นสิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยงให้ได้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด!
“การผ่าตัดมันก็ไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวในยุคปัจจุบัน ต่อให้ผู้ป่วยสูญเสียถึงจุดที่ดูแลตัวเองไม่ได้ อย่าปล่อยทิ้งไว้ เพราะเราสามารถผ่าตัดและซ่อมเขากลับมา ให้มีคุณค่าในศักดิ์ศรีของตัวเองได้อีก และยังไปดูแลเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นได้อีก”
โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ข้อเสื่อมถึงระยะสุดท้าย ทำอะไรก็เจ็บ เดินไปห้องน้ำลำบาก หรือเดินเพียงไม่กี่ก้าวก็เสี่ยงล้ม
“ปัจจุบัน ถ้าจำเป็นต้องถึงขั้นผ่าตัด เขากลับมาใช้ข้อได้ตามปกติแล้ว”
ศ.นพ.กีรติ ยืนยันว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา การผ่าตัดเปลี่ยนข้อพัฒนาไปทั้งเทคนิค ความแม่นยำ วัสดุของข้อเทียม และการดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัดไปมากแล้ว
“ตอนผมเป็นหมอใหม่ๆ การผ่าตัดข้อเข่าตอนเกือบ 30 ปีที่แล้ว หากอยู่ได้ 15 ปีก็เก่งมากแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ผ่าไปหนึ่งครั้งแทบจะบอกได้เลยว่า ต่อให้คุณอยู่ 100 ปี มันก็จะรับใช้คุณได้ถึง 100 ปี
เรามีเทคโนโลยีมาช่วยผ่าตัดให้เที่ยงตรงแม่นยำ ปลอดภัย เรามีวัสดุที่ดีอุปกรณ์ที่ทนทาน”
สำหรับผู้ป่วยบางราย ปัจจุบันสามารถผ่าตัดและกลับบ้านได้ภายในวันเดียว!
อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดนั้นต้องมีการประเมินสุขภาพและความเหมาะสมของผู้ป่วยเป็นรายบุคคลไป
จากประสบการณ์ของ ศ.นพ.กีรติ ผู้ป่วยอายุมากที่สุดที่เคยผ่าตัดข้อเข่ามีอายุถึง 101 ปี ส่วนการผ่าตัดข้อสะโพกในผู้สูงอายุที่ข้อสะโพกหัก เคยมีผู้ป่วยอายุถึง 110 ปีก็ผ่าตัดลุล่วงด้วยดีมาแล้ว
“ต่อให้อายุเยอะก็ทำได้สำเร็จ เขากลับมาเดินได้ ผู้ป่วยคนหนึ่งที่เคยผ่าตัดอายุ 101 ปี ติดเตียงทุกวัน ให้คนมาส่งข้าวบนเตียง เดินไปไหนไม่ได้ อยากจะไปดูทีวี ไปกดปุ่มไม่ได้เอง... แต่พอเราทำให้เขาเดินได้ ทุกวันเขามีความสุข
... ต่อให้แค่ปีหรือ 2 ปีที่เขาได้อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพกับชีวิต มันก็นับว่ามีคุณค่าแล้ว"
หุ่นยนต์–AI เทคโนโลยีช่วยผ่าตัดแม่นยำขึ้น แต่ต้องพิจารณาอย่างเหมาะสม
อีกความเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยการผ่าตัด ตั้งแต่ระบบคอมพิวเตอร์ หุ่นยนต์ ไปจนถึง AI
สำหรับหุ่นยนต์ จุดสำคัญไม่ใช่การให้เครื่องจักร “ผ่าตัดแทนหมอ” แต่เป็นเครื่องมือช่วยวางแผนและควบคุมความแม่นยำ ก่อนผ่าตัดคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ตำแหน่งและมุมของกระดูก จำลองการวางข้อ และระหว่างผ่าตัดยังสามารถปรับแผนแบบ Real-time
ในระบบที่ ศ.นพ.กีรติ ยกตัวอย่าง หากเครื่องมือเคลื่อนออกนอกขอบเขตที่วางไว้ ระบบสามารถหยุดการทำงานได้ทันที
“เขาจะทำงานภายใต้ความควบคุมกำกับดูแล... เกินเมื่อไหร่เขาหยุด ศัลยแพทย์ก็ต้องมาทบทวน ทำไมเครื่องมันหยุด หามุมใหม่ไหม ทบทวน ก็ทำให้เกิดความปลอดภัยมาก”
ในมุมของ ศ.นพ.กีรติ มองว่าเทคโนโลยียังอาจช่วยให้ศัลยแพทย์ที่มีประสบการณ์ไม่มากสามารถทำงานได้แม่นยำขึ้น ลดความผิดพลาดและการบาดเจ็บต่อเนื้อเยื่อรอบข้าง ซึ่งอาจช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็วขึ้น
อย่างไรก็ตามประโยชน์ระยะยาวบางเรื่องยังต้องใช้เวลาพิสูจน์
“เทคโนโลยีผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ ณ ตอนนี้ อาจจะบอกไม่ได้ว่าช่วยเพิ่มอายุการใช้งานของข้อได้หรือไม่ แต่เขาช่วยพัฒนาศักยภาพของแพทย์ ลดการผิดพลาดได้ รวมไปถึงฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
ส่วน AI จะเข้ามาช่วยอีกขั้นหนึ่ง ด้วยการนำข้อมูลจำนวนมากมาวิเคราะห์เพื่อออกแบบการรักษาให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละคน เช่น ผู้ป่วยที่ขาโก่ง 20 องศา อาจไม่จำเป็นต้องแก้กลับเป็น 0 องศาเสมอไป แต่อาจพบว่าการแก้เหลือ 5 องศาเหมาะกับโครงสร้างร่างกายของผู้ป่วยรายนั้นมากกว่า
“หมอที่มีประสบการณ์มากจะทำได้อยู่แล้ว แต่หมอบางคนก็ไม่ได้รู้ทุกเรื่อง AI สามารถเข้ามาช่วย ให้เอาข้อมูลที่มีมากมายมาช่วยคำนวณตัดสินว่าแบบไหนถึงจะเหมาะกับผู้ป่วยมากที่สุด”
แต่ไม่ว่าเทคโนโลยีจะไปไกลเพียงใด
“คนสุดท้ายที่ต้องตัดสินใจจริงๆ ก็คือมนุษย์นี่แหละ” ศ.นพ.กีรติย้ำ
อย่างไรก็ตาม วงการแพทย์ทุกวันนี้ หากพูดถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ แล้วไม่พูดถึงความคุ้มทุน และการเข้าถึงการรักษาของประชาชนก็คงไม่ได้ ศ.นพ.กีรติ ให้ความเห็นว่า หุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดมีราคาหลายสิบล้านบาท การประเมินความคุ้มค่าจึงเป็นอีกโจทย์หนึ่ง โดยเฉพาะหากจะนำมาใช้ในระบบสุขภาพขนาดใหญ่
“ความคุ้มค่ามีหลายมิติที่จะวัด ถ้าเราวัดว่า 1 บาทที่เราลงทุนไปแล้ว ได้ Value เท่าไหร่กลับมา อันนี้ก็จะเป็น Scientific มากขึ้น ซึ่งเราก็พยายามขับเคลื่อนด้วย Value-based ของงบประมาณอยู่แล้ว”
จากการประเมินของรพ.ศิริราชที่ ศ.นพ.กีรติ ยกตัวอย่างขึ้นมา หากลงทุนหุ่นยนต์หนึ่งเครื่อง ต้องมีปริมาณการผ่าตัดประมาณ 800 รายต่อปี จึงจะถึงระดับคุ้มทุน
“ถ้าเราจะต้องลงทุนหุ่นยนต์สักตัวหนึ่ง เราต้องผ่าตัดถึง 800 รายต่อปี ซึ่งมีไม่เยอะนะครับในประเทศไทยที่จะมีผ่าตัดได้มากกว่า 800 รายต่อปี เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นข้อมูลพื้นฐานเลยว่า จะลงทุนที่ใดก็ต้องคำนึงถึงจุดนี้ถึงจะคุ้มทุน”
อย่างไรก็ตาม สำหรับโรงเรียนแพทย์ ความคุ้มค่าไม่ได้วัดด้วยจำนวนผู้ป่วยหรือรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการสร้างบุคลากรและการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ด้วย
“หลายเรื่องเรายอมลงทุน ต่อให้ไม่กำไร เพราะเราต้องเป็นผู้นำเทคโนโลยีมาใช้ เราต้องเป็นผู้คัดกรอง และต้องเป็นผู้นำพาสิ่งเหล่านี้มาให้กับสังคม... จุดคุ้มของศิริราช เราจะนำพาสิ่งเหล่านี้ไปสร้างคนตั้งกี่คนขึ้นไป หมอผ่าตัดที่ดี เที่ยงตรงแม่นยำ ได้ใช้เทคโนโลยีเป็น และเรียนรู้ที่จะใช้เทคโนโลยีเติบโตต่อไป นั่นคือสิ่งที่เรามอง”
ศ.นพ.กีรติ มองว่า การนำหุ่นยนต์ไปตั้งในทุกโรงพยาบาลอาจเป็นไปไม่ได้ แต่หากเป็นการลงทุนในศูนย์ที่มีจำนวนผู้ป่วยมากพอ มีบุคลากรรองรับ และศูนย์แห่งนั้นสามารถทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้พื้นที่โดยรอบเข้าถึงเทคโนโลยีน่าจะมีประโยชน์มากกว่า
...
ท้ายสุดนี้ ศ.นพ.กีรติ ย้ำว่า ความเสื่อมอาจหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเร็วของความเสื่อมยังสามารถชะลอได้
“เสื่อมป้องกันไม่ได้ เพราะมันต้องเสื่อม แต่เราจะทำให้มันช้าลงได้ไหม ได้ เราจะทำให้มันเสื่อมแล้วเราไม่ทุกข์กับมันได้ไหม ได้”
ซึ่งคำตอบไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มตั้งแต่การมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม รับประทานอาหาร นอนหลับให้เพียงพอ รวมถึงดูแลสุขภาพกายและใจไปพร้อมกัน
ใครที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้ อย่าลืมว่า
โจทย์นี้ยิ่งสำคัญเมื่อประเทศไทยไม่ได้กำลังเผชิญเพียงสังคมสูงวัย แต่โครงสร้างครอบครัวก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ลูกหลานแยกครัวเรือน และผู้สูงอายุจำนวนมากอาจไม่ได้มีสมาชิกในครอบครัวอยู่ใกล้เพื่อช่วยเหลือเหมือนในอดีต
การ “เดินได้” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของข้อเข่าหรือความสามารถทางกาย แต่หมายถึงการยังลุกจากเตียง ไปห้องน้ำ ออกไปซื้อของ พบผู้คน และใช้ชีวิตประจำวันได้โดยไม่ต้องรอให้ใครมาช่วย
เพราะนั่นคือ "คุณภาพชีวิต" และ "ศักดิ์ศรีของการใช้ชีวิต" ของมนุษย์ ที่คงไม่มีใครอยากให้มันหายไป.
เพิ่มเติม | กลัวผ่าตัด แต่อย่ารีบเชื่อทุก “ทางเลือกไม่ผ่าตัด”
ภายหลังการสัมภาษณ์ โพสต์ทูเดย์ ได้ถามเพิ่มเติมต่อ ศ.นพ.กีรติ ว่า "การผ่าตัดข้อเข่าไม่ได้น่ากลัว" แต่ทำไมคนถึงหลีกเลี่ยงไปใช้วิธีอื่น ซึ่งได้รับคำตอบว่า "วิธีการอื่นนั้นต้องพิจารณาให้ดีว่ามีความถูกต้องและเป็นการรักษาตามมาตรฐานหรือไม่"
ผู้ที่สนใจสามารถค้นข้อมูลจาก ราชวิทยาลัยแพทย์ออร์โธปิดิกส์แห่งประเทศไทย เช่น
อ่านเพิ่มเติม :ข้อมูลการใช้ Stem Cell รักษาข้อเข่าเสื่อมจาก RCOST
อ่านเพิ่มเติม :ข้อมูลการใช้ PRP รักษาข้อเข่าเสื่อมจาก RCOST
อ่านเพิ่มเติม :การกินคอลลาเจนกับโรคข้อเข่าเสื่อมจาก RCOST
อ่านเพิ่มเติม :เจลปฏิวัติข้อเสื่อมจาก RCOST
อ่านเพิ่มเติม :กาวมหัศจรรย์เชื่อมกระดูกจาก RCOST







