
สธ. เปิดเกมรุกบนเวที WTO ดันไทยเป็น “Medical Investment Hub”
สธ. โชว์ศักยภาพไทยบนเวที WTO เดินหน้าหาตลาดใหม่และดึงลงทุน ปักธงสู่ “Medical Investment Hub” ตั้งเป้าสร้างมูลค่าไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP
สธ. ปักธง “Medical Investment Hub” ตั้งเป้าสร้างมูลค่าเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP ขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก “บริการ–วิจัย–การผลิต” พร้อมขยายตลาดผู้รับบริการศักยภาพสูง ดึงการลงทุนและเทคโนโลยีเข้าสู่ประเทศ หลังตลาดเวลเนสไทยแตะ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
กระทรวงสาธารณสุขประกาศยกระดับนโยบาย Medical Tourism จากการดึงชาวต่างชาติเข้ามารับบริการรักษาพยาบาล ไปสู่การเป็น “Medical Investment Hub” หรือศูนย์กลางการลงทุนด้านการแพทย์และสุขภาพอย่างครบวงจร ตั้งเป้าให้ประเทศไทยเป็นทั้งฐานบริการ วิจัย พัฒนานวัตกรรม และผลิตสินค้าเพื่อสุขภาพสำหรับตลาดโลก
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวถูกนำเสนอในการประชุม WTO Public Forum ประจำปี 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กันยายน 2569 ณ สำนักงานใหญ่องค์การการค้าโลก นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ภายใต้ธีม “Powering the Future” ที่ให้ความสำคัญกับการค้าบริการซึ่ง WTO คาดว่าจะเติบโต 4.8% ในปี 2569 เร็วกว่าการค้าสินค้าอย่างมีนัยสำคัญ WTO Public Forum 2026
นพ.สุภโชค เวชภัณฑ์เภสัช หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข มอบหมายให้คณะผู้แทนไทยเข้าร่วมเวทีดังกล่าว รวมถึงการเสวนาหัวข้อ “Wellness Without Borders: Powered by Medical Tourism” เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 ร่วมกับผู้แทนจากจีน เม็กซิโก และมาเลเซีย
เป้าหมายคือสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการสุขภาพไทย และเชื่อมความต้องการจากต่างประเทศเข้ากับบริการ เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสุขภาพภายในประเทศ
ไม่ได้ต้องการแค่ “ผู้ป่วยเพิ่ม” แต่ต้องการ “มูลค่าเพิ่ม”
แนวคิดสำคัญที่ไทยนำเสนอบนเวที WTO คือ Medical Tourism ไม่ควรถูกจำกัดความเพียงการเดินทางข้ามประเทศเพื่อเข้ารับการรักษา แต่ควรถูกมองเป็นส่วนหนึ่งของ “Health Economy” ซึ่งเชื่อมโยงหลายอุตสาหกรรมเข้าด้วยกัน ตั้งแต่โรงพยาบาล การท่องเที่ยว เวลเนส การแพทย์แผนไทย ประกันสุขภาพ เทคโนโลยีดิจิทัล ไปจนถึงการวิจัยและการผลิตอุปกรณ์การแพทย์
เป้าหมายจึงไม่ใช่เพียงเพิ่มจำนวนผู้ป่วยต่างชาติ แต่คือการเพิ่มรายได้ต่อห่วงโซ่บริการ ดึงดูดเงินลงทุน สร้างงาน ถ่ายทอดเทคโนโลยี และทำให้รายได้บางส่วนย้อนกลับมาสนับสนุนระบบสุขภาพและการพัฒนาบุคลากรของไทย
ข้อมูลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพระบุว่า ในปี 2567 โรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการผู้ป่วยต่างชาติมีรายรับจากการรักษาพยาบาลประมาณ 50,000 ล้านบาท โดยกาตาร์ คูเวต และโอมาน เป็นกลุ่มตลาดตะวันออกกลางที่สร้างมูลค่าสูง สะท้อนโอกาสของไทยในการเจาะตลาดผู้รับบริการที่มีกำลังซื้อและต้องการบริการซับซ้อนหรือบริการเฉพาะทาง
นพ.สุภโชคกล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีจุดแข็งทั้งบริการสุขภาพมาตรฐานสากล โดยมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI มากกว่า 60 แห่ง บุคลากรทางการแพทย์มีศักยภาพ ค่าบริการที่แข่งขันได้ และประสบการณ์ดูแลผู้ป่วยต่างชาติ รวมถึงเวลเนสและการแพทย์แผนไทย โดยมีสถานประกอบการนวดไทย สปา และเวลเนสมากกว่า 17,000 แห่งทั่วประเทศ สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่การป้องกัน รักษา ฟื้นฟู จนถึงการส่งเสริมสุขภาวะ
ขณะที่เศรษฐกิจเวลเนสของไทยมีมูลค่าประมาณ 42.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตจากปีก่อน 10.1% โดยการท่องเที่ยวเชิงเวลเนสเป็นหนึ่งในสาขาที่มีศักยภาพสูง
เปิดโอกาสให้ไทยเชื่อมโยง Medical Services, Wellness และ Tourism สู่ระบบนิเวศ Health Economy ที่สร้างมูลค่าเพิ่มได้ตลอดห่วงโซ่ ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน Building Thailand’s Future Today ของ World Bank Group ปี 2026 ที่ระบุว่า Sustainable and Wellness Tourism เป็นหนึ่งใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่มีศักยภาพขับเคลื่อนผลิตภาพ การลงทุน และการสร้างงานคุณภาพของไทย
จาก Medical Tourism สู่ Medical Investment Hub
การขยับจาก Medical Tourism ไปสู่ Medical Investment Hub หมายถึงการเปลี่ยนบทบาทของไทยจาก “สถานที่รับบริการรักษาพยาบาล” ให้เป็น “ฐานธุรกิจและการลงทุนด้านสุขภาพ” ที่ต่างชาติสามารถเข้ามาใช้บริการ ร่วมวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี ผลิตสินค้า และสร้างธุรกิจร่วมกับผู้ประกอบการไทยได้
นพ.สุภโชค กล่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขวางโครงสร้างการขับเคลื่อนผ่าน 3 เสาหลัก ได้แก่
1. Service Hub
จะมุ่งพัฒนา International Health Agency, Public Premium Flagship Hospitals, Thailand Health Marketplace และ Data & Access เชื่อมโยงการเข้าถึงข้อมูล การเดินทาง การรักษา และการดูแลต่อเนื่องแบบไร้รอยต่อ (Seamless Patient Journey) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของบริการสุขภาพไทยในตลาดโลก
สำหรับอนาคตของ Medical Tourism ประเทศไทยได้เสนอ 3 ประเด็น ได้แก่
- Trust and Quality ยกระดับมาตรฐาน คุณภาพและความปลอดภัย
- Connectivity Across Borders เชื่อมโยงวีซ่า ประกันสุขภาพ
- ระบบส่งต่อ Digital Health และ Telemedicine เพื่อสร้าง Seamless Patient Journey และ Sustainability and Shared Benefits ให้รายได้และการลงทุนกลับมาสนับสนุนระบบสุขภาพ การจ้างงาน การถ่ายทอด เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากร
โดยไทยมองว่า WTO มีบทบาทในการเชื่อมบริการสุขภาพสู่ตลาดโลก ผ่านการส่งเสริมความโปร่งใสด้านกฎระเบียบ แลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดี ลดอุปสรรคที่ไม่จำเป็น และส่งเสริมความร่วมมือด้านบริการสุขภาพข้าม พรมแดน
2. R&D Hub
ผลักดันประเทศไทยให้เป็นฐานวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพ ตั้งแต่ยา เครื่องมือแพทย์ ระบบดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงนวัตกรรมการดูแลสุขภาพ
3. Product & Health Manufacturing Hub
ส่งเสริมการลงทุนและการผลิตสินค้าสุขภาพในประเทศไทย เช่น เครื่องมือแพทย์ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ เวชภัณฑ์ สมุนไพร และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ซื้อหรือนำเข้าเทคโนโลยี แต่สามารถผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศและส่งออกสู่ตลาดโลก
ทั้งนี้ รัฐบาลตั้งเป้าให้ยุทธศาสตร์ทั้งสามเสาหลักสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 0.5% ของ GDP พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของไทยจากอันดับ 56 ให้เข้าสู่ 50 อันดับแรกของโลก
"การเข้าร่วมเวที WTO ครั้งนี้ เป็นโอกาสในการนำนโยบาย “Health Economy” ของกระทรวงสาธารณสุข เชื่อมโยงสู่เวทีการค้าโลก เพื่อ “หาตลาด บุกตลาดโลก” โดยมุ่งเชื่อมความต้องการจากต่างประเทศกับศักยภาพของผู้ให้บริการไทย ขยายตลาดสู่กลุ่มศักยภาพสูง และต่อยอดสู่การลงทุน การวิจัย เทคโนโลยี และอุตสาหกรรมสุขภาพ เสริมความแข็งแกร่งของ Service Hub และยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางบริการและเศรษฐกิจสุขภาพนานาชาติที่สร้างทั้ง Health Impact และ Economic Impact อย่างยั่งยืน" นพ.สุภโชคกล่าว







