
สิงคโปร์แก้เกม “เด็กเกิดน้อย” ช่วยเลี้ยงยาวถึง 17 ปี อัดฉีด 1.8 ล้านบาทต่อคน
สิงคโปร์ยกเครื่องนโยบายครอบครัวครั้งใหญ่ หลังอัตราเกิดลดลงต่อเนื่อง เปลี่ยนจากการอัดเงินช่วยเหลือช่วงมีลูก ไปสู่การช่วยค่าเลี้ยงดูตั้งแต่เกิดถึงอายุ 17 ปี รวมเกือบ 1.8 ล้านบาท
KEY
POINTS
- เด็กสิงคโปร์จะได้รับความช่วยเหลือโดยตรงจากรัฐตั้งแต่เกิดถึงอายุ 17 ปีรวมประมาณ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 1.8 ล้านบาทต่อคน
- เด็กที่เกิดตั้งแต่ 1 เม.ย. 2570 จะได้รับ Baby Gift 10,000 ราว 257,000 บาท และ Child Credits อีก 824,000 บาท ทยอยจ่ายปีละประมาณ 51,500 บาทจนถึงอายุ 16 ปี
- รัฐบาลมองว่านโยบายต้องเปลี่ยนจากการช่วยเฉพาะตอนเด็กเกิด เป็น ช่วยครอบครัวต่อเนื่องตลอดช่วงที่ลูกเติบโต พร้อมเพิ่มเวลาให้พ่อแม่ดูแลลูกและลดต้นทุนการเลี้ยงดู
นายกรัฐมนตรี ลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ ประกาศยกเครื่องมาตรการสนับสนุนครอบครัวครั้งใหญ่ ในการแถลง National Day Rally เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2569 ท่ามกลางความท้าทายจากจำนวนเด็กเกิดใหม่ที่ลดลงและโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป
สิ่งที่น่าสนใจของมาตรการรอบนี้ไม่ใช่เพียง “รัฐบาลแจกเงินเพิ่มเพื่อจูงใจให้คนมีลูก”
แต่สิงคโปร์กำลังเปลี่ยนวิธีคิดของนโยบายครอบครัว จากระบบที่ความช่วยเหลือจำนวนมากกระจุกตัวอยู่ในช่วงแรกของชีวิต ไปสู่การให้รัฐช่วยแบ่งเบาภาระการเลี้ยงลูกอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงที่เด็กเติบโต
เด็ก 1 คน รัฐช่วยเกือบ 1.8 ล้านบาทจนถึงอายุ 17 ปี
หัวใจของการเปลี่ยนแปลงคือ SG Child Support Package
ภายใต้ระบบใหม่ เด็กสิงคโปร์แต่ละคนจะได้รับแพ็กเกจสนับสนุนจากรัฐมูลค่า 62,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 1.60 ล้านบาท
และเมื่อรวมกับสวัสดิการที่มีอยู่แล้ว เช่น เงิน MediSave สำหรับทารกแรกเกิดและเงินสนับสนุนการศึกษาผ่าน Edusave รัฐบาลประเมินว่าเด็กสิงคโปร์แต่ละคนจะได้รับ ความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรงรวมเกือบ 70,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ ตั้งแต่เกิดถึงอายุ 17 ปี
คิดเป็นเงินไทยประมาณ 1.8 ล้านบาทต่อเด็กหนึ่งคน
ทั้งนี้ เงินถูกแบ่งออกเป็นหลายรูปแบบและทยอยให้ตามช่วงอายุของเด็ก ดังนี้
- เด็กที่เกิดตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2570 เป็นต้นไป
จะได้รับ Baby Gift 10,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 257,000 บาท โดยแบ่งจ่าย 2 ครั้งภายในปีแรกหลังคลอด เพื่อช่วยรับภาระค่าใช้จ่ายช่วงที่ครอบครัวมีสมาชิกใหม่
- เด็กอายุ 1-16 ปี
จากนั้นรัฐจะให้ Child Credits รวม 32,000 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 824,000 บาท โดยจ่ายปีละ 2,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 51,500 บาทต่อปี และเงินส่วนนี้สามารถนำไปใช้ได้ตามความต้องการของครอบครัว
- เงินตั้งต้นเข้าบัญชี Child Development Account
อีก 5,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 129,000 บาท พร้อมรัฐสมทบเงินที่ครอบครัวฝากเพิ่มได้สูงสุดอีก 5,000 ดอลลาร์
- เมื่อเด็กอายุ 17 ปี
รัฐจะเติมเงินเข้าบัญชีสำหรับการศึกษาหลังระดับมัธยมอีก 10,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 257,000 บาทเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาต่อ
ไม่สนว่าเป็น “ลูกคนที่เท่าไร”
อีกการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือ เด็กทุกคนจะได้รับสิทธิพื้นฐานเท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นลูกคนแรก คนที่สอง หรือคนที่สาม
ระบบ Baby Bonus เดิมให้เงินแตกต่างกันตามลำดับการเกิด เช่น ลูกคนแรกและคนที่สองได้รับเงินสด 11,000 ดอลลาร์ ขณะที่ลูกคนที่สามเป็นต้นไปได้รับ 13,000 ดอลลาร์
แต่ระบบใหม่ยกเลิกโครงสร้างดังกล่าว โดยรัฐบาลให้เหตุผลว่าระบบเดิมมีหลายโครงการและซับซ้อนจนพ่อแม่จำนวนมากทำความเข้าใจได้ยาก จึงต้องการทำให้เรียบง่ายขึ้นและให้เด็กทุกคนได้รับระดับความช่วยเหลือเดียวกัน
แต่การช่วยเหลือครอบครัวรอบนี้ไม่ได้มีเพียงเรื่องเงิน
มีลูกมากขึ้น พ่อแม่ได้วันลาดูแลลูกมากขึ้น
สิงคโปร์กำลังปรับ Childcare Leave หรือวันลาดูแลลูกครั้งใหญ่ด้วย
ปัจจุบันพ่อแม่ที่ทำงานได้รับสิทธิลา 6 วันต่อปีเมื่อลูกคนเล็กอายุไม่เกิน 6 ปี และเหลือ 2 วันเมื่อลูกเข้าโรงเรียนประถม โดยจำนวนลูกไม่ได้ทำให้สิทธิเปลี่ยนแปลง
ระบบใหม่จะเปลี่ยนเป็น
- มีลูก 1 คน ลาได้ 8 วัน/ปี
- มีลูก 2 คน ลาได้ 10 วัน/ปี
- มีลูกตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ลาได้ 12 วัน/ปี
- และขยายสิทธิไปจนถึงครอบครัวที่มีลูกอายุ 12 ปีหรือต่ำกว่า
ที่สำคัญ รัฐบาลจะชดเชยต้นทุนของวันลาที่เกี่ยวกับการดูแลลูกให้แก่นายจ้างตามเพดานที่กำหนด เพื่อลดแรงกดดันที่อาจเกิดขึ้นระหว่างสิทธิของพ่อแม่กับต้นทุนของสถานประกอบการ
ค่าเลี้ยงเด็กก็ต้องลง
อีกต้นทุนใหญ่ที่รัฐบาลเลือกจัดการคือ ค่าศูนย์ดูแลเด็ก
รัฐบาลตั้งเป้าลดค่าบริการเต็มวันของศูนย์ Infant Care และ Childcare ที่รัฐสนับสนุนลงประมาณ ครึ่งหนึ่งภายในปี 2573
ขณะเดียวกันจะขยายเงินอุดหนุนให้ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่ไม่ได้ทำงานด้วย เพื่อให้การเข้าถึงบริการดูแลเด็กไม่ได้ผูกอยู่เฉพาะกับครอบครัวที่พ่อแม่ทำงานทั้งคู่
มาตรการด้านที่อยู่อาศัยก็ถูกดึงเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายครอบครัว โดยครอบครัวที่มีลูกหรือกำลังตั้งครรภ์จะได้รับสิทธิเพิ่มในการจับสลากบ้าน HDB หลังแรก และจำนวนสิทธิจะเพิ่มตามจำนวนลูก เพื่อเพิ่มโอกาสให้ครอบครัวได้ที่อยู่อาศัยเร็วขึ้น
จาก “ให้เงินมีลูก” สู่ “ช่วยเลี้ยงลูก”
นี่อาจเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการเปลี่ยนนโยบายครั้งนี้
มาตรการกระตุ้นการเกิดแบบเดิมมักเน้นต้นทุนช่วงต้น เช่น เงินช่วยคลอด เงินก้อนหลังมีลูก หรือโบนัสสำหรับลูกคนต่อ ๆ ไป
แต่ต้นทุนของการตัดสินใจมีลูกไม่ได้จบลงในวันที่เด็กเกิด เพราะดำเนินต่อไปอีกเป็นสิบปี ทั้งค่าอาหาร ศูนย์เด็กเล็ก การศึกษา ที่อยู่อาศัย และที่สำคัญคือ เวลาในการดูแลลูก ซึ่งมีต้นทุนต่อการทำงานและอาชีพของพ่อแม่
รัฐบาลสิงคโปร์จึงกำลังเปลี่ยนจากการสนับสนุนที่เน้นช่วงปีแรก ๆ ไปสู่การให้ความช่วยเหลือที่ต่อเนื่องตลอดช่วงวัยเด็ก
อย่างไรก็ตาม คำถามใหญ่คือ เงินและวันลาที่เพิ่มขึ้นจะทำให้คนสิงคโปร์ตัดสินใจมีลูกมากขึ้นจริงหรือไม่?
รายงานหลังการประกาศมาตรการพบว่า แม้พ่อแม่จำนวนหนึ่งมองว่าเงินสนับสนุนและวันลาที่เพิ่มขึ้นช่วยลดภาระได้ แต่โจทย์ยังรวมถึงวัฒนธรรมการทำงาน ความยืดหยุ่นของนายจ้าง และความสามารถของพ่อแม่ในการมีเวลาสำหรับครอบครัวจริงๆ.







