
รู้จัก “CRM” เมื่อโรคเบาหวาน-หัวใจ-ไต ไม่ได้ป่วยแยกจากกัน!
รู้จัก “CRM” เมื่อเบาหวาน-หัวใจ-ไต ไม่ได้ป่วยแยกจากกัน ในขณะที่โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย
หลายคนอาจคุ้นเคยกับการมอง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต หรือโรคหัวใจ เป็นคนละโรค เป็นแล้วก็รักษากับแพทย์คนละสาขา ตรวจคนละอย่าง และรับยาคนละชุด
แต่ในความเป็นจริง โรคเหล่านี้อาจไม่ได้แยกออกจากกันอย่างที่คิด เพราะหัวใจ ไต และระบบเมตาบอลิซึมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เมื่อระบบหนึ่งเริ่มมีปัญหา จึงสามารถเพิ่มความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่ออีกระบบหนึ่งตามมาได้
ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของ CRM Policy Forum ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย ACCESS Health International ร่วมกับบริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เพื่อพิจารณาสถานการณ์และภาระของโรคกลุ่ม CRM ในประเทศไทย ตลอดจนช่องว่างด้านนโยบาย การตรวจพบโรคระยะเริ่มต้น การเข้าถึงบริการ และการดูแลแบบบูรณาการ
ภายในงานยังมีการเปิดตัวรายงาน “Advancing Cardio-renal-metabolic Health in Thailand: Connected Risks, Coordinated Solutions” ซึ่งรวบรวมสถานการณ์ของประเทศไทยและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการป้องกันและดูแลโรคเรื้อรังที่เชื่อมโยงกันดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญดังนี้
CRM คืออะไร? ทำไมเบาหวาน-หัวใจ-ไต ถึงเกี่ยวกัน
CRM ย่อมาจาก Cardio-Renal-Metabolic ประกอบด้วย
- Cardio ระบบหัวใจและหลอดเลือด
- Renal ไต
- Metabolic ระบบเผาผลาญของร่างกาย
กลุ่มโรค CRM ครอบคลุม โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ และภาวะตับอักเสบจากไขมันสะสมที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ หรือ MASH
โรคเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันทั้งทางชีววิทยา พฤติกรรม และสังคม และมักเกิดร่วมกันจนเกิดภาวะหลายโรคร่วม ปัญหาคือ แม้ผู้ป่วยจะเผชิญโรคเหล่านี้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกัน แต่ระบบสุขภาพยังตอบสนองผ่านนโยบาย งบประมาณ แพทย์เฉพาะทาง และระบบข้อมูลที่แยกกันตลอดเวลาที่ผ่านมา
แล้วหัวใจ-ไต-เบาหวาน เชื่อมโยงกันอย่างไร?
American Heart Association (AHA) อธิบายกลุ่มโรคนี้ในชื่อ Cardiovascular-Kidney-Metabolic (CKM) Syndrome ว่าเป็นความเชื่อมโยงระหว่าง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต และความผิดปกติด้านเมตาบอลิซึม เช่น โรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 โดยความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดในทิศทางเดียว แต่สามารถส่งผลซึ่งกันและกันได้
ตัวอย่างเช่น เบาหวานสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง ขณะที่เมื่อไตทำงานลดลง ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดก็เพิ่มขึ้นด้วย แนวทางโรคไตระดับสากลจึงแนะนำให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตเรื้อรังมุ่งลดทั้งความเสี่ยงที่ไตจะเสื่อมลงและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดควบคู่กัน
สอดคล้องกับข้อมูลใน CRM Policy Report ของประเทศไทย ที่ระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคไตเรื้อรังสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานเกือบ 2 เท่า!
คนไทยกำลังเผชิญ CRM มากแค่ไหน?
ข้อมูลสถานการณ์ประเทศไทยที่รวบรวมในรายงานสะท้อนว่า โรคในกลุ่มนี้เป็นปัญหาขนาดใหญ่
-
โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 23 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ความชุกอยู่ที่ร้อยละ 8.4 สูงกว่าสิงคโปร์ (ร้อยละ 7.3) และมาเลเซีย (ร้อยละ 6.5)
-
โรคไตเรื้อรัง พบในประชากรร้อยละ 17.5 ถึง 26.8 และมากกว่าร้อยละ 22 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณการว่าร้อยละ 96 ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในพื้นที่ชนบทไม่ทราบว่าตนเองป่วย
-
โรคเบาหวาน ส่งผลกระทบต่อประชากรมากกว่า 6 ล้านคน ความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.5 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 11.6 ในปี 2564
-
ความดันโลหิตสูง พบในผู้ใหญ่ร้อยละ 25.7 โดยมีอัตราการควบคุมโรคที่ต่ำ
-
ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ เป็นภาวะที่พบมากที่สุดในกลุ่ม CRM ส่งผลกระทบต่อประชากรร้อยละ 66.5
-
MASH มีความชุกร้อยละ 5.7 ในปี 2562 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ถึง 35 ภายในปี 2573
ทั้งนี้ เมื่อหลายโรคเกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น โดยการศึกษาที่ติดตามคนไทย 87,151 คน เป็นเวลา 15 ปี พบว่า ผู้ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกันมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 43%
ด้าน นพ. พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า
“โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ และเราตระหนักดีว่าโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด
การส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองและค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นควบคู่กับการยกระดับการเข้าถึงบริการด้านการดูแลรักษาที่มีคุณภาพและครอบคลุมในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนและยกระดับระบบการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”
ไม่ใช่แค่ภาระสุขภาพ แต่คือภาระทางเศรษฐกิจ
การตรวจพบโรคช้า ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพของผู้ป่วย แต่ยังสร้างภาระค่าใช้จ่ายตามมา โดย CRM Policy Report ระบุว่า โรคในกลุ่ม CRM คิดเป็นประมาณ 27% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโดยตรงของประเทศ
เมื่อแยกตามโรค
- โรคหัวใจและหลอดเลือดมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 652,500 ล้านบาท
- โรคเบาหวานประมาณ 375,500 ล้านบาท
- โรคไตเรื้อรังมีค่าใช้จ่ายต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประมาณ 11,000 ล้านบาทต่อปี และการฟอกเลือดอาจมีค่าใช้จ่ายเกือบ 20,000 บาทต่อผู้ป่วยต่อเดือน
- ค่าใช้จ่ายตลอดชีวิตสำหรับ MASH อยู่ที่ประมาณ 15,200 ล้านบาท
และเมื่อการรับรู้เกี่ยวกับโรคอยู่ในระดับต่ำ การเข้าถึงการรักษาช้า ก็ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยช้า ซึ่งโรค CRM นี้เป็นโรคที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะสามารถช่วยให้ผลลัพธ์สุขภาพดีขึ้นและลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้
โดยพบว่า การรักษาแต่เนิ่นๆ ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงสูงสามารถลดการดำเนินโรคไปสู่โรคไตระยะสุดท้ายได้ถึงร้อยละ 40 การดูแลโรคไตเรื้อรังแบบบูรณาการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐได้ประมาณร้อยละ 7 หรือประมาณ 205,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี
6 ช่องว่าง เมื่อคนไข้เป็น “หลายโรค” แต่ระบบยังดูแลแยกกัน
อย่างไรก็ตาม การขยับจากการรักษาทีละโรคไปสู่การดูแลแบบ CRM ยังเผชิญข้อจำกัด โดย CRM Policy Report ระบุ 6 ช่องว่างสำคัญของระบบสุขภาพไทย ได้แก่
- การยังไม่มีกรอบนโยบาย CRM แบบบูรณาการหรือเป้าหมายระดับชาติที่ชัดเจน
- การคัดกรองโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ครอบคลุม
- ความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์ โดยพบว่าพื้นที่ชนบทเข้าถึงการวินิจฉัยล่าช้ากว่า
- การบูรณาการ MASH เข้าสู่นโยบาย NCDs ระดับชาติยังมีจำกัด
- ระบบข้อมูลดิจิทัลยังมีลักษณะกระจัดกระจาย จนเป็นอุปสรรคต่อการคัดกรองและส่งต่อ
- ความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยยังมีข้อจำกัด เพราะในขณะที่โรคของผู้ป่วยเชื่อมโยงและส่งผลต่อกัน ระบบยังตอบสนองผ่านนโยบาย งบประมาณ แพทย์เฉพาะทาง และระบบข้อมูลที่แยกออกจากกัน
จาก “รักษาทีละโรค” สู่การดูแลทั้งระบบ
รายงานจึงเสนอแนวทางนโยบายที่เชื่อมโยงกัน 5 ด้าน ได้แก่
- การจัดทำยุทธศาสตร์ CRM ระดับชาติ พร้อมเป้าหมายที่วัดผลได้
- การจัดทำยุทธศาสตร์โรคไตเรื้อรังระดับชาติ
- การบรรจุ MASH เข้าสู่นโยบายโรคมะเร็งและ NCDs
- การขยายการดูแลแบบบูรณาการไปยังพื้นที่ชนบทผ่านเครือข่าย อสม. และ Telemedicine
- การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเชื่อมการดูแลและการส่งต่อผู้ป่วย
ท้ายที่สุด CRM จึงไม่ได้เป็นชื่อของ “โรคใหม่” แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีมองโรคเรื้อรัง จากการแยกหัวใจ ไต เบาหวาน ความดัน หรือโรคอ้วนออกจากกัน ไปสู่การมองว่าโรคเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงร่วมและสามารถส่งผลต่อกันตลอดเส้นทางของผู้ป่วย.







