posttoday
รู้จัก “CRM” เมื่อโรคเบาหวาน-หัวใจ-ไต ไม่ได้ป่วยแยกจากกัน!

รู้จัก “CRM” เมื่อโรคเบาหวาน-หัวใจ-ไต ไม่ได้ป่วยแยกจากกัน!

20 สิงหาคม 2569

รู้จัก “CRM” เมื่อเบาหวาน-หัวใจ-ไต ไม่ได้ป่วยแยกจากกัน ในขณะที่โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย

หลายคนอาจคุ้นเคยกับการมอง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต หรือโรคหัวใจ เป็นคนละโรค เป็นแล้วก็รักษากับแพทย์คนละสาขา ตรวจคนละอย่าง และรับยาคนละชุด

 

แต่ในความเป็นจริง โรคเหล่านี้อาจไม่ได้แยกออกจากกันอย่างที่คิด เพราะหัวใจ ไต และระบบเมตาบอลิซึมมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด เมื่อระบบหนึ่งเริ่มมีปัญหา จึงสามารถเพิ่มความเสี่ยงและส่งผลกระทบต่ออีกระบบหนึ่งตามมาได้

 

ประเด็นดังกล่าวเป็นหนึ่งในหัวข้อสำคัญของ CRM Policy Forum ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา โดย ACCESS Health International ร่วมกับบริษัท เบอริงเกอร์ อินเกลไฮม์ (ไทย) จำกัด เพื่อพิจารณาสถานการณ์และภาระของโรคกลุ่ม CRM ในประเทศไทย ตลอดจนช่องว่างด้านนโยบาย การตรวจพบโรคระยะเริ่มต้น การเข้าถึงบริการ และการดูแลแบบบูรณาการ

 

ภายในงานยังมีการเปิดตัวรายงาน “Advancing Cardio-renal-metabolic Health in Thailand: Connected Risks, Coordinated Solutions” ซึ่งรวบรวมสถานการณ์ของประเทศไทยและข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการป้องกันและดูแลโรคเรื้อรังที่เชื่อมโยงกันดังกล่าว โดยมีสาระสำคัญดังนี้

 

รู้จัก “CRM” เมื่อโรคเบาหวาน-หัวใจ-ไต ไม่ได้ป่วยแยกจากกัน!

 

CRM คืออะไร? ทำไมเบาหวาน-หัวใจ-ไต ถึงเกี่ยวกัน

CRM ย่อมาจาก Cardio-Renal-Metabolic ประกอบด้วย

  • Cardio  ระบบหัวใจและหลอดเลือด
  • Renal   ไต
  • Metabolic  ระบบเผาผลาญของร่างกาย

 

กลุ่มโรค CRM ครอบคลุม โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตเรื้อรัง เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ และภาวะตับอักเสบจากไขมันสะสมที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของระบบเผาผลาญ หรือ MASH

 

โรคเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงร่วมกันทั้งทางชีววิทยา พฤติกรรม และสังคม และมักเกิดร่วมกันจนเกิดภาวะหลายโรคร่วม ปัญหาคือ แม้ผู้ป่วยจะเผชิญโรคเหล่านี้เป็นเส้นทางที่เชื่อมโยงกัน แต่ระบบสุขภาพยังตอบสนองผ่านนโยบาย งบประมาณ แพทย์เฉพาะทาง และระบบข้อมูลที่แยกกันตลอดเวลาที่ผ่านมา

 

 

 

แล้วหัวใจ-ไต-เบาหวาน เชื่อมโยงกันอย่างไร?

American Heart Association (AHA) อธิบายกลุ่มโรคนี้ในชื่อ Cardiovascular-Kidney-Metabolic (CKM) Syndrome ว่าเป็นความเชื่อมโยงระหว่าง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไต และความผิดปกติด้านเมตาบอลิซึม เช่น โรคอ้วนและเบาหวานชนิดที่ 2 โดยความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดในทิศทางเดียว แต่สามารถส่งผลซึ่งกันและกันได้

 

ตัวอย่างเช่น เบาหวานสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไตเรื้อรัง ขณะที่เมื่อไตทำงานลดลง ความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดก็เพิ่มขึ้นด้วย  แนวทางโรคไตระดับสากลจึงแนะนำให้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานที่มีโรคไตเรื้อรังมุ่งลดทั้งความเสี่ยงที่ไตจะเสื่อมลงและความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดควบคู่กัน

 

สอดคล้องกับข้อมูลใน CRM Policy Report ของประเทศไทย ที่ระบุว่า ผู้ป่วยเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคไตเรื้อรังสูงกว่าผู้ที่ไม่ได้เป็นเบาหวานเกือบ 2 เท่า!

 

 

คนไทยกำลังเผชิญ CRM มากแค่ไหน?

ข้อมูลสถานการณ์ประเทศไทยที่รวบรวมในรายงานสะท้อนว่า โรคในกลุ่มนี้เป็นปัญหาขนาดใหญ่

 

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง คิดเป็นร้อยละ 23 ของการเสียชีวิตทั้งหมด ความชุกอยู่ที่ร้อยละ 8.4 สูงกว่าสิงคโปร์ (ร้อยละ 7.3) และมาเลเซีย (ร้อยละ 6.5)

  • โรคไตเรื้อรัง พบในประชากรร้อยละ 17.5 ถึง 26.8 และมากกว่าร้อยละ 22 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณการว่าร้อยละ 96 ของผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังในพื้นที่ชนบทไม่ทราบว่าตนเองป่วย

  • โรคเบาหวาน ส่งผลกระทบต่อประชากรมากกว่า 6 ล้านคน ความชุกเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 7.5 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 11.6 ในปี 2564

  • ความดันโลหิตสูง พบในผู้ใหญ่ร้อยละ 25.7 โดยมีอัตราการควบคุมโรคที่ต่ำ

  • ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ เป็นภาวะที่พบมากที่สุดในกลุ่ม CRM ส่งผลกระทบต่อประชากรร้อยละ 66.5

  • MASH มีความชุกร้อยละ 5.7 ในปี 2562 และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 20 ถึง 35 ภายในปี 2573

 

ทั้งนี้ เมื่อหลายโรคเกิดขึ้นพร้อมกัน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่มขึ้น โดยการศึกษาที่ติดตามคนไทย 87,151 คน เป็นเวลา 15 ปี พบว่า ผู้ที่มีโรคเรื้อรังหลายโรคร่วมกันมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น 43%

 

ด้าน นพ. พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า

“โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ยังคงเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุขของประเทศ และเราตระหนักดีว่าโรคต่าง ๆ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และโรคไต มีความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด

การส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการตรวจคัดกรองและค้นหาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นควบคู่กับการยกระดับการเข้าถึงบริการด้านการดูแลรักษาที่มีคุณภาพและครอบคลุมในทุกภูมิภาค โดยเฉพาะในพื้นที่นอกเขตเมืองใหญ่ จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนและยกระดับระบบการจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพ”

 

นพ. พงษ์ศักดิ์ นิติการุญ

 

 

ไม่ใช่แค่ภาระสุขภาพ แต่คือภาระทางเศรษฐกิจ

การตรวจพบโรคช้า ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อสุขภาพของผู้ป่วย แต่ยังสร้างภาระค่าใช้จ่ายตามมา โดย CRM Policy Report ระบุว่า โรคในกลุ่ม CRM คิดเป็นประมาณ 27% ของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโดยตรงของประเทศ

 

เมื่อแยกตามโรค

  • โรคหัวใจและหลอดเลือดมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งทางตรงและทางอ้อมประมาณ 652,500 ล้านบาท
  • โรคเบาหวานประมาณ 375,500 ล้านบาท
  • โรคไตเรื้อรังมีค่าใช้จ่ายต่อสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ประมาณ 11,000 ล้านบาทต่อปี และการฟอกเลือดอาจมีค่าใช้จ่ายเกือบ 20,000 บาทต่อผู้ป่วยต่อเดือน
  • ค่าใช้จ่ายตลอดชีวิตสำหรับ MASH อยู่ที่ประมาณ 15,200 ล้านบาท

 

และเมื่อการรับรู้เกี่ยวกับโรคอยู่ในระดับต่ำ การเข้าถึงการรักษาช้า ก็ทำให้ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยช้า ซึ่งโรค CRM นี้เป็นโรคที่หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะสามารถช่วยให้ผลลัพธ์สุขภาพดีขึ้นและลดค่าใช้จ่ายระยะยาวได้

โดยพบว่า การรักษาแต่เนิ่นๆ ในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความเสี่ยงสูงสามารถลดการดำเนินโรคไปสู่โรคไตระยะสุดท้ายได้ถึงร้อยละ 40  การดูแลโรคไตเรื้อรังแบบบูรณาการโดยทีมสหสาขาวิชาชีพสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของภาครัฐได้ประมาณร้อยละ 7 หรือประมาณ 205,000 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 5 ปี

 

 

6 ช่องว่าง เมื่อคนไข้เป็น “หลายโรค” แต่ระบบยังดูแลแยกกัน

อย่างไรก็ตาม การขยับจากการรักษาทีละโรคไปสู่การดูแลแบบ CRM ยังเผชิญข้อจำกัด โดย CRM Policy Report ระบุ 6 ช่องว่างสำคัญของระบบสุขภาพไทย ได้แก่

  1. การยังไม่มีกรอบนโยบาย CRM แบบบูรณาการหรือเป้าหมายระดับชาติที่ชัดเจน
  2. การคัดกรองโรคไตเรื้อรังที่ยังไม่ครอบคลุม
  3. ความเหลื่อมล้ำทางภูมิศาสตร์ โดยพบว่าพื้นที่ชนบทเข้าถึงการวินิจฉัยล่าช้ากว่า
  4. การบูรณาการ MASH เข้าสู่นโยบาย NCDs ระดับชาติยังมีจำกัด
  5. ระบบข้อมูลดิจิทัลยังมีลักษณะกระจัดกระจาย จนเป็นอุปสรรคต่อการคัดกรองและส่งต่อ
  6. ความต่อเนื่องในการดูแลผู้ป่วยยังมีข้อจำกัด เพราะในขณะที่โรคของผู้ป่วยเชื่อมโยงและส่งผลต่อกัน ระบบยังตอบสนองผ่านนโยบาย งบประมาณ แพทย์เฉพาะทาง และระบบข้อมูลที่แยกออกจากกัน

 

การประชุมเชิงนโยบายด้าน CRM

 

 

จาก “รักษาทีละโรค” สู่การดูแลทั้งระบบ

รายงานจึงเสนอแนวทางนโยบายที่เชื่อมโยงกัน 5 ด้าน ได้แก่

  1. การจัดทำยุทธศาสตร์ CRM ระดับชาติ พร้อมเป้าหมายที่วัดผลได้
  2. การจัดทำยุทธศาสตร์โรคไตเรื้อรังระดับชาติ
  3. การบรรจุ MASH เข้าสู่นโยบายโรคมะเร็งและ NCDs
  4. การขยายการดูแลแบบบูรณาการไปยังพื้นที่ชนบทผ่านเครือข่าย อสม. และ Telemedicine
  5. การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเชื่อมการดูแลและการส่งต่อผู้ป่วย

 

ท้ายที่สุด CRM จึงไม่ได้เป็นชื่อของ “โรคใหม่” แต่เป็นการเปลี่ยนวิธีมองโรคเรื้อรัง จากการแยกหัวใจ ไต เบาหวาน ความดัน หรือโรคอ้วนออกจากกัน ไปสู่การมองว่าโรคเหล่านี้มีปัจจัยเสี่ยงร่วมและสามารถส่งผลต่อกันตลอดเส้นทางของผู้ป่วย.

ข่าวล่าสุด

AI ยิ่งฉลาด ยิ่งต้องรับผิดชอบ…ทรู เดินหน้า Responsible AI วางรากฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

AI ยิ่งฉลาด ยิ่งต้องรับผิดชอบ…ทรู เดินหน้า Responsible AI วางรากฐานขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย