
ถอดปรากฏการณ์ "วัคซีนมะเร็งเฉพาะบุคคล" ดันหุ้น Moderna พุ่ง 177% จุดเปลี่ยนการรักษา?
หุ้น Moderna ปิดพุ่งเกือบ 177% หลัง “วัคซีน mRNA รักษามะเร็งเฉพาะบุคคล” ผ่านเป้าหมายเฟส 3 ครั้งแรก ผลทดลองพิสูจน์อะไรแล้ว หรือนี่คือจุดเปลี่ยนการรักษามะเร็ง?
KEY
POINTS
- ครั้งแรกของ mRNA รักษามะเร็งที่ผ่านเฟส 3 Moderna-Merck ระบุว่า วัคซีน mRNA ที่ออกแบบเฉพาะผู้ป่วยแต่ละคน เมื่อใช้ร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด ช่วยชะลอการกลับเป็นซ้ำและการแพร่กระจายของมะเร็งผิวหนังได้ดีกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว
- วัคซีนใช้ข้อมูลการกลายพันธุ์จากมะเร็งของผู้ป่วยมาออกแบบวัคซีนเฉพาะราย โดยสามารถใส่ “ลักษณะของศัตรู” ให้ภูมิคุ้มกันเรียนรู้ได้สูงสุด 34 เป้าหมาย
- ข่าวดีนี้ทำให้หุ้นของ Moderna บวก 177% ทันทีในคืนวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยมีการคาดการณ์ตลาดว่าน่าจะอยู่ที่ราว 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในปี 2035
โมเดอร์นา (Moderna) กลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดในตลาดสหรัฐฯ เมื่อคืนนี้ (19 สิงหาคม 2569) หลังบริษัทและ Merck ประกาศผลการทดลองระยะที่ 3 หรือของ วัคซีน mRNA รักษามะเร็งเฉพาะบุคคล โดยใช้ร่วมกับ pembrolizumab หรือ ยารักษามะเร็งกลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดกลุ่มยาต้าน PD-1 ในผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิด melanoma
ราคาหุ้น Moderna ปิดที่ 174.38 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 176.97% หรือเกือบ 177% ภายในวันเดียว สะท้อนความคาดหวังของตลาดต่อผลการทดลองครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่อยู่เบื้องหลังการพุ่งของราคาหุ้นอาจสำคัญกว่าตัวเลขในตลาด เพราะ Moderna และ Merck ระบุว่า นี่เป็นครั้งแรกที่การรักษามะเร็งด้วย mRNA ซึ่งออกแบบเฉพาะผู้ป่วยแต่ละราย ให้ผลเชิงบวกในการทดลองเฟส 3
ซึ่งให้ผลด้านการป้องกันการกลับเป็นซ้ำและการแพร่กระจายของโรคดีกว่าการใช้ pembrolizumab เพียงอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ
วัคซีนมะเร็งมีอยู่แล้ว แล้วของ Moderna ใหม่ตรงไหน?
ก่อนอื่น คำว่า "วัคซีน" สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2566 อ.นพ.ไตรรักษ์ พิสิษฐ์กุล หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาเชิงระบบ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ริเริ่มและดูแลโครงการวัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคล เคยอธิบายกับ โพสต์ทูเดย์ ถึงความแตกต่างของวัคซีนทั้งสองประเภทว่า
“วัคซีนมะเร็งมี 2 แบบ วัคซีน ‘ป้องกัน’ มะเร็งที่เรารู้จักกันทั่วไป คือทำให้ภูมิต้านทานรู้จักไวรัสที่ทำให้เกิดมะเร็ง เช่น วัคซีน HPV ป้องกันมะเร็งปากมดลูก เป็นการป้องกันการติดเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง”
ส่วนอีกประเภทคือ Therapeutic Vaccine หรือวัคซีนเพื่อรักษามะเร็ง ซึ่งต้องรู้จักเป้าหมายหลังจากเกิดโรคแล้ว เนื่องจากมะเร็งสามารถเกิดการกลายพันธุ์แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลาง "วัคซีนเพื่อรักษามะเร็ง" ที่วงการแพทย์รู้จักกันมานาน
ทำไมการประกาศการทดลองเฟส 3 ครั้งนี้ของ Moderna-Merck สำคัญ?
บริษัทระบุว่ามันไม่ใช่การ “คิดค้นวัคซีนมะเร็งเป็นครั้งแรก” แต่เป็นการนำแนวคิด วัคซีนรักษามะเร็งเฉพาะบุคคลมารวมกับเทคโนโลยี mRNA และเดินมาถึงการทดลองเฟส 3 ที่ให้ผลเชิงบวกได้เป็นครั้งแรก
ทำไมวัคซีนมะเร็ง “เฉพาะคน” จึงสำคัญ?
Moderna และ Merck อธิบายว่า การรักษานี้ออกแบบขึ้นสำหรับผู้ป่วยแต่ละราย โดยนำข้อมูลจากการตรวจหาลำดับพันธุกรรมของเนื้องอกมาใช้ค้นหาการกลายพันธุ์เฉพาะ ก่อนคัดเลือก neoantigen หรือ เป้าหมายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของเซลล์มะเร็ง เพื่อนำมาออกแบบวัคซีน mRNA สำหรับผู้ป่วยคนนั้น
โดยวัคซีนของผู้ป่วยแต่ละรายสามารถบรรจุข้อมูลของเป้าหมายที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของมะเร็งได้สูงสุด 34 เป้าหมายหากเปรียบระบบภูมิคุ้มกันเป็น “ทหาร” ก็เหมือนกับการนำลักษณะเฉพาะของศัตรูได้ถึง 34 จุด มาให้ทหารเรียนรู้และจดจำ เพื่อให้สามารถตามหาและโจมตีเซลล์มะเร็งได้แม่นยำขึ้น โดยไม่สับสนกับเซลล์ปกติ
นี่จึงเป็นเหตุผลที่วัคซีนต้องผลิตขึ้นเฉพาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละคน เพราะมะเร็งของแต่ละคนมีการกลายพันธุ์และมี “หน้าตาของศัตรู” แตกต่างกัน
เฟส 3 ครั้งนี้พิสูจน์อะไร? ผู้ป่วยได้ใช้แล้วหรือยัง
ตามข้อมูลที่ Moderna และ Merck เปิดเผยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 การทดลอง Phase 3 มีผู้ป่วยมะเร็งผิวหนังชนิด melanoma จำนวน 1,137 คน ซึ่งได้รับการผ่าตัดเอามะเร็งออกแล้ว
นักวิจัยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 2 กลุ่ม
กลุ่ม 1 ได้รับ ยาภูมิคุ้มกันบำบัด pembrolizumab ร่วมกับวัคซีน mRNA ที่ผลิตเฉพาะบุคคล
กลุ่ม 2 ได้รับ pembrolizumab เพียงอย่างเดียว
เพื่อดูว่า การเพิ่มวัคซีนเข้าไปช่วยให้ผลการรักษาดีขึ้นหรือไม่?
ผลที่เปิดเผยออกมาพบว่า กลุ่มที่ได้รับวัคซีนร่วมด้วย มีผลด้านการลดความเสี่ยงของการกลับเป็นซ้ำหรือเสียชีวิต และการแพร่กระจายไปยังอวัยวะอื่นดีกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว โดยบริษัทระบุว่าความแตกต่างดังกล่าวมีนัยสำคัญทางสถิติและการรักษา
แต่ยังมีคำถามสำคัญที่เฟส 3 ครั้งนี้ยังตอบไม่ได้ นั่นคือ วัคซีนช่วยให้ผู้ป่วย “มีชีวิตยืนยาวขึ้นหรือไม่” เพราะข้อมูลการรอดชีวิตโดยรวมยังอยู่ระหว่างการติดตาม
นอกจากนี้ Moderna และ Merck ยังไม่ได้เปิดเผยตัวเลขสำคัญว่า การเพิ่มวัคซีนเข้าไปช่วยลดความเสี่ยงได้มากน้อยเพียงใดโดยจะนำข้อมูลฉบับเต็มไปเปิดเผยในการประชุมทางการแพทย์ต่อไป
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่า “วัคซีนมะเร็งตัวนี้สำเร็จแล้ว” แต่สิ่งที่เฟส 3 แสดงให้เห็นในตอนนี้คือ เมื่อเพิ่มวัคซีน mRNA เฉพาะบุคคลเข้าไปในการรักษาเดิม ผู้ป่วยกลุ่มที่ศึกษาเกิดการกลับเป็นซ้ำและการแพร่กระจายของโรคช้าลงกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม Moderna และ Merck ยังระบุด้วยว่าจะหารือข้อมูลกับหน่วยงานกำกับดูแล และเตรียมนำเสนอรายละเอียดการทดลองฉบับเต็มต่อไป
อีกทั้ง โครงการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะมะเร็งผิวหนัง melanoma โดยมีการศึกษาในมะเร็งชนิดอื่นอีกหลายโครงการ รวมถึง มะเร็งปอดชนิด Non-Small Cell Lung Cancer (NSCLC) ซึ่งมีการทดลอง เฟส 3 อยู่ด้วย
หากได้ใช้งานแล้ว แต่ใครจะจ่าย?
จากลักษณะของเทคโนโลยี ที่ทำให้ทุกคน "ตื่นตาตื่นใจ" กับความก้าวหน้าทางการแพทย์
แต่โจทย์สำคัญ ที่ต้องถามต่อ คือ ต้นทุน ราคา และการเข้าถึงของผู้ป่วย
Moderna อธิบายว่า การผลิตต้องอาศัยข้อมูลจากเนื้องอกของผู้ป่วยแต่ละราย เพื่อนำมาคัดเลือก neoantigen และออกแบบ mRNA เฉพาะบุคคล ทำให้กระบวนการแตกต่างจากการผลิตยาหรือวัคซีนสูตรเดียวสำหรับผู้ป่วยจำนวนมาก ที่อาจมีต้นทุนที่ต่ำกว่า
นอกจากนี้ การรักษาที่ศึกษาในเฟส 3 พบว่าไม่ใช่การฉีดวัคซีนเพียงครั้งเดียว แต่ผู้ป่วยได้รับวัคซีนเฉพาะบุคคลสูงสุด 9 ครั้งร่วมกับยาภูมิคุ้มกันบำบัด pembrolizumab สูงสุด 9 รอบ ในช่วงเวลาประมาณ 1 ปี
เพื่อให้เห็นภาพระดับค่าใช้จ่าย ปัจจุบันเฉพาะ pembrolizumab ซึ่งเป็นยาภูมิคุ้มกันบำบัดที่นำมาใช้ร่วมกับวัคซีนในการทดลองเฟส 3 ก็มีราคายาในไทยระดับหลักแสนบาท โดยข้อมูลราคาอ้างอิงการจัดซื้อของโรงพยาบาลรัฐในไทยแห่งหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 99,510 บาทต่อขวดขนาด 100 มิลลิกรัม หากเป็นโรงพยาบาลเอกชนจะทะลุหลักแสนบาท ขณะที่ราคาจริงที่ผู้ป่วยจ่ายอาจแตกต่างกันตามขนาดยา โรงพยาบาล และสิทธิการรักษา
และตัวเลขนี้ยังไม่รวมราคาของวัคซีน mRNA เฉพาะบุคคลของ Moderna ซึ่งบริษัทยังไม่ได้ประกาศราคา ดังนั้น หากได้รับอนุมัติในอนาคต โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่เพียงราคาวัคซีนหนึ่งเข็ม แต่เป็นต้นทุนของการรักษาทั้งกระบวนการ
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์จากธนาคาร Barclays ของอังกฤษ ประเมินว่าเฉพาะคาดการณ์ยอดขายของการรักษา อาจสร้างยอดขายได้ประมาณ 3 พันล้านดอลลาร์ต่อปีภายในปี 2035 หากการรักษาสามารถเข้าสู่ตลาดได้ตามคาด
ด้านสำนักข่าวรอยเตอร์ คาดการณ์ว่า ถ้าการรักษานี้ประสบความสำเร็จในมะเร็งหลายชนิดตามที่ตลาดกำลังคาดหวัง รายได้อาจไปถึงประมาณ 13 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
....
เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย
ความสำเร็จในตลาดขนาดใหญ่อย่างสหรัฐฯ กับการเข้าถึงในประเทศไทยอาจเป็นคนละโจทย์กัน
สหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีกำลังซื้อสูงและระบบประกันสุขภาพรองรับ อาจมีช่องทางรับภาระค่ารักษาราคาสูงได้มากกว่า ขณะที่หากเทคโนโลยีนี้เดินทางมาถึงประเทศไทย คำถามสำคัญคือ ราคาจะอยู่ในระดับใด และระบบหลักประกันสุขภาพหรือประกันสุขภาพเอกชนของไทยจะสามารถรองรับค่าใช้จ่ายได้มากน้อยเพียงใด.
อ้างอิง
https://www.reuters.com/commentary/breakingviews/moderna-30-bln-gain-implies-many-cancer-successes-2026-08-19
https://www.reuters.com/legal/litigation/merck-moderna-say-melanoma-skin-cancer-vaccine-meets-goals-large-trial-2026-08-19
https://www.merck.com/news/merck-and-moderna-announce-phase-3-interpath-001-trial-of-intismeran-autogene-plus-keytruda-met-endpoints-of-recurrence-free-survival-rfs-and-distant-metastasis-free-survival-dmfs-in-patient







