posttoday
กระทรวงอุตสาหกรรม ยกเครื่องคุมโรงงาน ใช้ AI-ข้อมูลชี้เป้า สั่งหยุดทันทีหากปล่อยมลพิษ-จัดการกากผิดกฎหมาย

กระทรวงอุตสาหกรรม ยกเครื่องคุมโรงงาน ใช้ AI-ข้อมูลชี้เป้า สั่งหยุดทันทีหากปล่อยมลพิษ-จัดการกากผิดกฎหมาย

16 สิงหาคม 2569

กระทรวงอุตสาหกรรม เชื่อม e-License–iSingleForm–i-Auditor สร้างเวชระเบียนโรงงาน ใช้ข้อมูลน้ำ ไฟฟ้า วัตถุดิบและกากอุตสาหกรรมชี้เป้าตรวจสอบ พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย หากพบปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานหรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง เตรียมใช้มาตรการสั่งหยุดโรงงานเพื่อหยุดวงจรมลพิษ

KEY

POINTS

  • กระทรวงอุตสาหกรรม เชื่อม e-License–iSingleForm–i-Auditor สร้างเวชระเบียนโรงงาน ใช้ข้อมูลน้ำ ไฟฟ้า วัตถุดิบและกากอุตสาหกรรม
  • ชี้เป้าตรวจสอบ พร้อมยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย หากพบปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานหรือจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง
  • เตรียมใช้มาตรการสั่งหยุดโรงงานเพื่อหยุดวงจรมลพิษ

ในยุคที่การพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ปัญหาโรงงานอุตสาหกรรมลักลอบทำผิดกฎหมายได้กลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน และระบบนิเวศ

 

ความผิดที่พบเห็นได้ทั่วไปมีตั้งแต่การลักลอบปล่อยน้ำเสีย ระบายอากาศเกินค่ามาตรฐาน และการลักลอบทิ้งกากอุตสาหกรรมหรือสารเคมีอันตรายในที่สาธารณะ ที่แม้จะมีกฎหมายควบคุมไว้อย่างชัดเจน

 

แต่การบังคับใช้กฎหมายและการกำกับดูแลโรงงานยังมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างบางประการ เช่น บทลงโทษตามกฎหมายต่ำเมื่อเทียบกับผลกำไรที่โรงงานได้รับ ความไม่สมดุลระหว่างเจ้าหน้าที่และจำนวนโรงงานที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศ ทำให้การลงพื้นที่ตรวจสอบมีข้อจำกัดและมักเป็นการตรวจสอบเพื่อการแก้ปัญหามากกว่าการตรวจสอบเชิงรุก

 

ดร.ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม สำนักงานปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมได้ยกเครื่องกลไกการกำกับโรงงานใหม่ทั้งระบบ ตั้งแต่ขั้นตอนการอนุญาต การกำกับโรงงาน

 

และการบังคับใช้กฎหมาย ที่นำเอาระบบ e-license ระบบ iSingleForm และระบบตรวจโรงงาน i-Auditor มาใช้ร่วมกันเป็นครั้งแรก ซึ่งระบบต่างๆ จะเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันแบบครบวงจร 

 

ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย มีการปรับแนวทางการกำกับและการลงโทษโรงงานโดยคำนึงถึงประชาชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดมากขึ้น ควบคู่กับการแก้กฎหมายโรงงานและกฎหมายกากอุตสาหกรรม ดังนี้ 


 
1. การอนุญาตโรงงาน (รง.4) "นำระบบ e-license มาใช้แบบเต็มรูปแบบ” ลดการใช้ดุลยพินิจ ช่วยให้การพิจารณาเป็นไปตามหลักวิศวกรรมและกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบกิจการอย่างโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ โดยลดระยะเวลาในการพิจารณาลงได้กว่า 28 วัน   
 

2. การกำกับโรงงาน - “ปรับแผนตรวจ ใช้ข้อมูลและเครื่องมือใหม่” จากเดิมที่เจ้าหน้าที่จัดทำแผนตรวจตามลำดับโรงงานกลุ่มเสี่ยง ยกระดับสู่การใช้ข้อมูลชี้เป้าการตรวจสอบโรงงานอย่างตรงจุด

 

โดยการพัฒนาระบบรายงานข้อมูล หรือ iSingleForm ซึ่งระบบดังกล่าวนอกจากจะนำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ดัชนีอุตสาหกรรมประกอบการจัดทำนโยบายขับเคลื่อนภาคการผลิตแล้วทำหน้าที่เป็นระบบช่วยให้ผู้ประกอบการประเมินตนเอง (Self-Declaration)ว่าได้ปฏิบัติตามกฎหมายครบถ้วนแล้วหรือไม่ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการทวนสอบตัวเองอยู่ตลอดเวลา

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจาก iSingleForm จะถูกนำไปใช้ในการวิเคราะห์และชี้เป้าการทำแผนตรวจสอบโรงงาน เช่น โรงงานมีข้อมูลการจัดการกากอุตสาหกรรมที่ผิดปกติ มีการใช้น้ำ ไฟฟ้าและวัตถุดิบที่ไม่สมดุลกับกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์หรือไม่ หรือเข้าข่ายสวมสิทธิทางการค้า เป็นต้น ซึ่งข้อมูลผิดปกติเหล่านี้ จะถูกแจ้งเตือนไปยังเจ้าหน้าที่หน้างาน

 

เช่นเดียวกับระบบรับเรื่องเรียน “แจ้งอุต” ที่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเฝ้าระวัง โดยเจ้าหน้าที่จะใช้ระบบการตรวจสอบโรงงานอย่างมีมาตรฐาน หรือ i-Auditor เข้าทำการตรวจสอบโรงงานและรายงานผลที่สามารถตรวจสอบได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด


 
“ข้อมูลจากทุกระบบจะเชื่อมโยงถึงกันหมด เราพยายามสร้างเวชระเบียนของโรงงาน เช่นเดียวกับประวัติการรักษาคนไข้ในโรงพยาบาล ที่จะเห็นประวัติการประกอบการทั้งหมดของโรงงาน เพื่อให้สามารถส่งเสริมและกำกับได้อย่างตรงเป้า”ดร.ณัฐพลฯ กล่าว 
 

3. การบังคับใช้กฎหมาย - “ปล่อยมลพิษเกินเกณฑ์มาตรฐาน จัดการกากฯ ไม่ถูกต้อง สั่งหยุดโรงงานทันที” ในอดีต เมื่อโรงงานก่อมลพิษ เช่น ปล่อยน้ำเสียหรืออากาศเสียเกินเกณฑ์มาตรฐาน

 

แม้เจ้าหน้าที่จะออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขโรงงานภายในเวลาที่กำหนด (มาตรา 37 วรรคหนึ่ง พรบ.โรงงานฯ) แต่มักพบว่า ตลอดช่วงเวลานั้น โรงงานก็ยังคงเดินเครื่องผลิต มิหนำซ้ำบางกรณียังมีการขอขยายเวลาข้ามเดือน

 

ขณะที่โทษปรับทางอาญาสำหรับการฝ่าฝืนเกณฑ์มาตรฐานก็ต่ำเกินกว่าจะสร้างความเกรงกลัว โรงงานบางแห่งจึงมองค่าปรับเป็นเพียงต้นทุนในการทำธุรกิจที่คุ้มเสี่ยง ในขณะที่ประชาชนและสิ่งแวดล้อมได้รับความเสียหายไปแล้ว


 
กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้ปรับรูปแบบการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เปลี่ยนจากการกำกับที่เน้น “การคุ้มครองการเติบโตทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมในมิติเดียว” มาสู่มุมมองที่ยึดหลัก "ส่งเสริมผู้ประกอบการดี  ควบคู่ความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ”

 

ยกระดับการสั่งการกรณีโรงงานปล่อยมลพิษเกณฑ์มาตรฐานและจัดการกากอุตสาหกรรมไม่ถูกต้อง ให้สั่งหยุดโรงงาน (มาตรา 39 วรรคหนึ่ง พรบ.โรงงานฯ) เพื่อเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขโรงงาน

 
การสั่งหยุดโรงงานไว้ก่อน ไม่เพียงแต่เป็นการตัดวงจรมลพิษทันทีนับแต่วันออกคำสั่ง แต่ยังเป็นการใช้ผลกระทบทางธุรกิจ (การขาดรายได้ การเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ) เป็นเครื่องมือสร้างแรงจูงใจและบทเรียนเชิงลงโทษ ซึ่งจะกระตุ้นให้โรงงานมีการประกอบการอย่างใส่ใจและระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

 

นอกจากนี้ ยังเป็นการพลิกให้ความรับผิดชอบในการเร่งแก้ไขโรงงานให้ประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายกลับไปอยู่ที่ตัวโรงงานเองอย่างแท้จริง ซึ่งจะเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเป็นการคืนพื้นที่ให้กับผู้ประกอบการภาคการผลิตที่ดีอีกด้วย  
 

กระทรวงอุตสาหกรรมยังเร่งแก้ไข พรบ.โรงงาน และจัดทำ พรบ.จัดการกากอุตสาหกรรม เพื่ออัพเดทกฎหมายให้สอดรับบริบทการประกอบธุรกิจในปัจจุบันและป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป.
 

กระทรวงอุตสาหกรรม ยกเครื่องคุมโรงงาน ใช้ AI-ข้อมูลชี้เป้า สั่งหยุดทันทีหากปล่อยมลพิษ-จัดการกากผิดกฎหมาย

ข่าวล่าสุด

“สุวัจน์” รับรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ปาฐกถาชูประจวบฯและหัวหิน สู่ Wellness–Longevity City

“สุวัจน์” รับรางวัล “คนภักดีศรีคีรีขันธ์” ปาฐกถาชูประจวบฯและหัวหิน สู่ Wellness–Longevity City