posttoday
ณัฐพงษ์–อภิสิทธิ์จี้รัฐบาลแก้น้ำท่วม ปลดล็อกเยียวยา รื้อระบบรับมือใหม่

ณัฐพงษ์–อภิสิทธิ์จี้รัฐบาลแก้น้ำท่วม ปลดล็อกเยียวยา รื้อระบบรับมือใหม่

01 ตุลาคม 2569

ณัฐพงษ์–อภิสิทธิ์อภิปรายวิกฤตน้ำท่วมในสภา 30 ก.ย. ชี้ปัญหาเตือนภัย สั่งการ และเยียวยา เสนอรัฐบาลเร่งช่วยประชาชนพร้อมรื้อระบบรับมือภัยพิบัติ

KEY

POINTS

  • ฝ่ายค้านตั้งคำถามต่อระบบเตือนภัยและการประสานงาน โดยระบุว่าบางพื้นที่ประชาชนติดค้าง ขาดไฟฟ้าและอาหารหลายวัน
  • เรียกร้องนายกรัฐมนตรีเร่งบัญชาการสถานการณ์ พร้อมปลดล็อกข้อกฎหมายให้ท้องถิ่นจ่ายเงินช่วยเหลือได้รวดเร็ว
  • เสนอเปิดเผยแผนจัดการน้ำทุกลุ่มน้ำ ปรับโครงสร้างเผชิญเหตุ และตั้งคณะกรรมการอิสระถอดบทเรียน

 

วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพมหานครและหลายภูมิภาคเข้าสู่การอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 โดยนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอและอภิปรายญัตติด่วนเกี่ยวกับอุทกภัย เรียกร้องให้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เร่งแก้ปัญหาการเตือนภัย การสั่งการ และการเยียวยาผู้ประสบภัย

 

แกนสำคัญของการอภิปราย อยู่ที่บทบาทของรัฐบาลในช่วงวิกฤต ฝ่ายค้านต้องการให้นายอนุทิน ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย บัญชาการ ประสานหน่วยงาน และแก้อุปสรรคในการช่วยเหลือประชาชน พร้อมเรียกร้องให้นายอนุทินมารับฟังปัญหาและตอบคำถามในสภาด้วยตนเอง

 

ณัฐพงษ์–อภิสิทธิ์จี้รัฐบาลแก้น้ำท่วม ปลดล็อกเยียวยา รื้อระบบรับมือใหม่

 

เตือนภัยต้องบอกประชาชนให้รู้ว่าจะทำอย่างไร

ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าระบบแจ้งเตือนภัยยังล่าช้าและขาดความชัดเจน ประชาชนจึงไม่ทราบว่าควรเตรียมตัวหรือปฏิบัติอย่างไรเมื่อได้รับข้อความเตือน โดยเฉพาะประสิทธิภาพของระบบ Cell Broadcast และการสื่อสารระดับความรุนแรงของสถานการณ์ ซึ่งเกิดวิวาทะระหว่างหน่วยงานรัฐกับเอกชน


นายณัฐพงษ์สะท้อนระหว่างอภิปรายว่า แม้นายกรัฐมนตรีเองก็เคยปรารภว่าอ่านข้อความแจ้งเตือนภัยไม่เข้าใจ ข้อเสนอของฝ่ายค้านจึงมุ่งให้รัฐบาลปรับข้อความเตือนให้เข้าใจง่ายและนำไปปฏิบัติได้ทันที


สำหรับกรุงเทพมหานคร ฝ่ายค้านตั้งข้อสังเกตถึงการวางแผนพร่องน้ำในคลองสายหลัก เช่น คลองแสนแสบ ว่าสัมพันธ์กับสภาพอากาศเพียงใด พร้อมระบุว่าอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ที่ใช้งบลงทุนสูงกลับทำงานได้เพียงร้อยละ 60–70 ของขีดความสามารถ

 

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ


ช่องว่างการสั่งการกระทบถึงชีวิตในพื้นที่

ภาพที่ฝ่ายค้านหยิบยกขึ้นมาคือ สถานการณ์ในแฟลตคลองจั่นและเคหะร่มเกล้า โดยระบุว่าพื้นที่ท่วมขังหนักขาดศูนย์ประสานงานสั่งการหน้างาน และเกิดความสับสนในการทำงานร่วมกันระหว่างกรุงเทพมหานครกับกระทรวงกลาโหม ประชาชนบางส่วนจึงติดค้าง ขาดไฟฟ้าและอาหารนาน 3–4 วัน ต้องพึ่งอาสาสมัครเป็นหลัก


ส่วนต่างจังหวัด ฝ่ายค้านชี้ปัญหาการตัดสินใจและจัดสรรทรัพยากร โดยยกกรณีหน่วยงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประกาศยกธงแดงแล้ว แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดยังไม่ได้ประกาศเขตสาธารณภัย ส่งผลให้การช่วยเหลือติดขัด


ข้อเสนอจึงแตกต่างกันตามโครงสร้างพื้นที่ ต่างจังหวัดควรรวมศูนย์การตัดสินใจให้รวดเร็ว ขณะที่กรุงเทพมหานครควรกระจายศูนย์ปฏิบัติงานลงสู่ระดับเขต เพื่อให้เข้าถึงปัญหาและประชาชนได้ใกล้ชิดขึ้น พร้อมเสนอแก้ไข พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานครให้รองรับแนวทางดังกล่าว


ฝ่ายค้านยังตั้งคำถามต่อ การลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรีที่เน้นตรวจโรงครัวหรือมอบถุงยังชีพ โดยเห็นว่าผู้นำรัฐบาลควรให้น้ำหนักกับหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ เพื่อแก้ปัญหาที่แต่ละหน่วยงานไม่สามารถตัดสินใจได้เอง
ปลดล็อกเงินช่วยเหลือให้ถึงมือผู้ประสบภัย


อีกประเด็นสำคัญคือข้อจำกัดในการเยียวยา ฝ่ายค้านระบุว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางแห่งไม่กล้าจ่ายเงินช่วยเหลือ เพราะกังวลว่าจะถูกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินตรวจสอบ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่างบประกันภัย 15,000 ล้านบาทของรัฐบาลไม่สามารถนำมาใช้ได้ เนื่องจากปัญหาการทำสัญญาย้อนหลัง

 


ฝ่ายค้านยังขอความชัดเจนเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เยียวยา 9,000 บาท โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ชั้น 2 หรือชั้น 3 แม้ห้องพักไม่ถูกน้ำท่วมโดยตรง แต่ถูกตัดขาดจากการใช้ชีวิตตามปกติ ว่าจะได้รับความช่วยเหลือด้วยหรือไม่
แนวทางที่เสนอคือให้นายกรัฐมนตรีลงนามในหนังสือสั่งการ เพื่อให้ท้องถิ่นมีหลักรองรับทางกฎหมายและจ่ายเงินได้คล่องตัวขึ้น โดยยกตัวอย่างเทศบาลนครปากเกร็ดที่สามารถจ่ายเงินช่วยเหลือในวันถัดไปด้วยเอกสารเพียงไม่กี่ฉบับ

 

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

 

เร่งรับมือวิกฤต พร้อมวางระบบระยะยาว

 

ฝ่ายค้านเสนอให้รัฐบาลมุ่งสั่งการและช่วยเหลือประชาชนในทันที โดยประเมินว่าตั้งแต่วันที่ 5 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป อาจมีฝนตกหนักอีก จึงเห็นว่ายังไม่ควรให้น้ำหนักกับการตั้งคณะกรรมการถอดบทเรียนระหว่างที่สถานการณ์ไม่สิ้นสุด พร้อมวิจารณ์ว่าการถอดบทเรียนโดยหน่วยงานรัฐเองมักมุ่งปกป้องหน่วยงาน

 

สำหรับระยะฟื้นฟู ฝ่ายค้านเรียกร้องให้รัฐบาลกำหนดแผนบริหารจัดการน้ำและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจต่อการป้องกันน้ำท่วมซ้ำซาก รวมถึงให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเปิดเผยแผนที่บริหารจัดการน้ำที่เชื่อมโยงทุกลุ่มน้ำอย่างโปร่งใส

ข้อเสนอระยะยาว ยังครอบคลุมการตั้งคณะกรรมการอิสระถอดบทเรียน และปรับปรุงกฎหมายภัยพิบัติและสาธารณภัยครั้งใหญ่ เพื่อให้มีหน่วยงานที่บัญชาการและประสานงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมดึงภาคเอกชนและประชาชนเข้าร่วมรับมือสถานการณ์

การอภิปรายครั้งนี้จึงส่งข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลทั้งเรื่องความช่วยเหลือเฉพาะหน้าและโครงสร้างระยะยาว โดยมีโจทย์เร่งด่วนคือทำให้คำเตือนเข้าใจง่าย การสั่งการถึงพื้นที่ และเงินเยียวยาถึงผู้ประสบภัยโดยเร็ว.

 
 

ข่าวล่าสุด

กทม.เตือน 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อน รับน้ำเจ้าพระยาสูง–ทะเลหนุนสูง

กทม.เตือน 11 ชุมชนนอกแนวเขื่อน รับน้ำเจ้าพระยาสูง–ทะเลหนุนสูง