
คลื่นความร้อนจ่อกิน GDP ยุโรป 1% ขณะปีนี้คาดโตเพียง 1.1%
คลื่นความร้อนและภัยแล้งอาจสร้างความเสียหายให้แก่ GDP ยุโรปคิดเป็นมูลค่ากว่า 1% ขณะปีนี้คาด GDP อาจโตเพียง 1.1%
KEY
POINTS
- Triodos Bank ประเมินว่า คลื่นความร้อนและภัยแล้งในยุโรปปี 2026 อาจสร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจสหภาพยุโรปราว 1% ของ GDP หรือประมาณ 180,000 ล้านยูโร ขณะที่ คาดการณ์เศรษฐกิจจะโตเพียง 1.1%
- ผลกระทบกำลังลุกลามจากผลิตภาพแรงงานสู่ภาคเกษตร พลังงาน และการขนส่ง
- ยุโรปเริ่มเพิ่มการลงทุนเพื่อรับมือ Climate Change โดย EIB ตั้งเป้าเงินสนับสนุน Climate Adaptation 30,000 ล้านยูโรในช่วงปี 2026–2030 และมีโครงการ Water Resilience วงเงิน 15,000 ล้านยูโรในช่วงปี 2025–2027
คลื่นความร้อนและภัยแล้งที่รุนแรงในยุโรปกำลังสร้างผลกระทบมากกว่าที่มนุษย์เคยชิน!
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2026 อ้างรายงานของ Triodos Bank ธนาคารเนเธอร์แลนด์ ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ซึ่งประเมินว่า
ความร้อนจัดและภัยแล้งที่กำลังส่งผลกระทบต่อพื้นที่ส่วนใหญ่ของยุโรป อาจทำให้ GDP ของสหภาพยุโรปลดลงประมาณ 1% หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายราว 180,000 ล้านยูโร หรือประมาณ 208,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ผลกระทบส่วนใหญ่เกิดจากผลิตภาพแรงงานที่ลดลงเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น โดย Triodos ประเมินว่า ปัจจัยด้านผลิตภาพแรงงานเพียงอย่างเดียวอาจทำให้ GDP ของสหภาพยุโรปลดลงประมาณ 0.6%
ขณะเดียวกัน ความเสียหายยังเกิดผ่านภาคเกษตร ราคาอาหารที่สูงขึ้น ข้อจำกัดในการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนพลังงาน ตลอดจนการหยุดชะงักของการขนส่งทางถนน รถไฟ และเส้นทางน้ำภายในทวีป
ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจยุโรปกำลังอยู่ในภาวะเติบโตต่ำ ขณะที่คณะกรรมาธิการยุโรปคาดเศรษฐกิจ EU ปี 2026 เติบโตเพียง 1.1%
น้ำในแม่น้ำไรน์-ดานูบลด กระทบเส้นทางขนส่งสำคัญ
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอีกว่าผลกระทบของ Climate Change ต่อเศรษฐกิจยุโรปในฤดูร้อนปี 2026 อย่าง ความร้อน ภัยแล้ง และไฟป่ากำลังสร้างผลกระทบพร้อมกันในหลายภาคส่วน
หนึ่งในนั้นคือระดับน้ำในแม่น้ำไรน์ (Rhine) และแม่น้ำดานูบ (Danube) ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าสำคัญของยุโรปลดต่ำลง จนการเดินเรือขนส่งสินค้าถูกจำกัด
โดยเฉพาะแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงวัตถุดิบและสินค้าสำคัญของเยอรมนีและยุโรปตะวันตก ระดับน้ำในช่วงวิกฤตลดลงจนต่ำกว่าระดับเดินเรือปลอดภัย ทำให้เรือหลายลำต้องลดปริมาณสินค้าอย่างมากหรือหยุดเดินเรือชั่วคราว
เหตุการณ์ลักษณะนี้มีรายงานชัดเจนในช่วงภัยแล้งใหญ่ปี 2018 ซึ่งถือว่ารุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ และเกิดซ้ำอีกในปี 2022 จากคลื่นความร้อนในยุโรป ส่งผลให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ING ประเมินว่า การหยุดชะงักของการขนส่งในแม่น้ำไรน์เพียงปัจจัยเดียวอาจทำให้ GDP ของเยอรมนีในปีนี้ลดลง 0.3 จุดเปอร์เซ็นต์
น้ำลดกระทบถึงการผลิตไฟฟ้า
ปัญหาไม่ได้หยุดอยู่ที่การขนส่ง เนื่องจากปริมาณและอุณหภูมิของน้ำยังมีความสำคัญต่อระบบผลิตไฟฟ้า โดยเฉพาะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ต้องใช้น้ำในระบบหล่อเย็น
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ มากกว่า 6 แห่ง ในยุโรปต้องหยุดหรือลดกำลังการผลิต เนื่องจากข้อจำกัดด้านการหล่อเย็นในช่วงที่อุณหภูมิสูงและระดับน้ำลดต่ำลง
สวนทางกับความต้องการใช้ไฟฟ้าในช่วงเวลาเดียวกัน ที่กลับเพิ่มสูงขึ้นจากการเปิดเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็น ทำให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น และความเสี่ยงเหล่านี้ค่อย ๆ ส่งต่อไปกระทบทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจในภาพรวม
เกษตรยุโรปเผชิญผลผลิตลดลง
ภาคเกษตรเป็นอีกพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความร้อนและภัยแล้ง
สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า การประเมินผลผลิตทางการเกษตรถูกปรับลดลง โดยพืชที่เก็บเกี่ยวในช่วงปลายฤดูกาลอย่าง ข้าวโพดและดอกทานตะวันมีผลผลิตลดลงแล้วประมาณ 6–7% ในเดือนกรกฎาคม
ความเสียหายจากภาคเกษตรยังสามารถส่งต่อไปยังราคาอาหารและเงินเฟ้อ โดยเฉพาะเมื่อเกิดขึ้นพร้อมกับต้นทุนด้านพลังงานและการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ภาพรวมดังกล่าวสะท้อนว่า Climate Change ไม่ได้เป็นเพียงความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาว แต่กำลังกลายเป็นต้นทุนทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ตั้งแต่จำนวนชั่วโมงและประสิทธิภาพการทำงาน ผลผลิตทางการเกษตร การขนส่งสินค้า ไปจนถึงความสามารถในการผลิตไฟฟ้า
EU เพิ่มเงินลงทุน รับ Climate Change
ยุโรปกำลังเพิ่มการลงทุนเพื่อปรับตัวต่อผลกระทบจาก Climate Change หรือ Climate Adaptation ควบคู่ไปกับนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (European Investment Bank: EIB) ภายใต้ Climate Bank Roadmap Phase 2 กำหนดเป้าหมายจัดสรรเงินสนับสนุนด้าน Climate Adaptation 30,000 ล้านยูโรในช่วงปี 2026–2030 หรือเพิ่มเป็นสองเท่าจากปริมาณเงินสนับสนุนในช่วงปี 2021–2025
พื้นที่ลงทุนสำคัญครอบคลุม ภาคเกษตร ระบบน้ำ เมือง รวมถึงภูมิภาคและชุมชนที่มีความเปราะบางต่อ Climate Change ซึ่งสะท้อนว่าการปรับเมืองและโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้นกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุนของยุโรป
เฉพาะด้านน้ำ EIB ยังเดินหน้า Water Resilience Programme ซึ่งกำหนดวงเงินสนับสนุน 15,000 ล้านยูโรในช่วงปี 2025–2027 เพื่อเพิ่มการเข้าถึงน้ำสะอาดและปลอดภัย เพิ่มความสามารถของชุมชนและเศรษฐกิจในการรับมือความเสี่ยงด้านน้ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมน้ำของสหภาพยุโรป
เงินดังกล่าวสามารถนำไปสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่อ่างเก็บน้ำ ระบบท่อ โรงบำบัดน้ำ โครงการลดการสูญเสียน้ำและควบคุมมลพิษ ตลอดจนเทคโนโลยีด้านน้ำ โดย EIB คาดว่าโครงการ Water Resilience จะสามารถช่วยระดมการลงทุนด้านน้ำทั่วโลกได้ประมาณ 40,000 ล้านยูโรภายในระยะ 3 ปี
ดังนั้น การรับมือ Climate Change ของยุโรปจึงกำลังขยับจากโจทย์เรื่อง “ลดคาร์บอน” เพียงอย่างเดียว ไปสู่การลงทุนเพื่อทำให้ เมือง ระบบน้ำ เกษตร พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐานสามารถทำงานต่อไปได้ภายใต้สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปแล้ว
ในขณะเดียวกัน ก็เป็นการลงทุนเพื่อรักษาความสามารถในการทำงานของระบบเศรษฐกิจยุโรปด้วย.







