posttoday
เมื่อ “ความเห็น” บิดเบือนเป็น “ข่าวจริง” กรณีกราดยิงไทย - ชวนส่องการรับมือแบบ "อียู"

เมื่อ “ความเห็น” บิดเบือนเป็น “ข่าวจริง” กรณีกราดยิงไทย - ชวนส่องการรับมือแบบ "อียู"

10 สิงหาคม 2569

เมื่อ “ความเห็น” กลายเป็น “ข่าวจริง” บนโซเชียลมีเดีย บทเรียนจากกรณีกราดยิงเทพศิรินทร์ พร้อมส่องทางออกที่จะเป็นไปได้จาก EU ที่เร่งเครื่องคุมแพลตฟอร์ม

KEY

POINTS

  • กรณีเหตุกราดยิงในไทยสะท้อนปัญหา "ความเห็น" และข่าวลือบนโซเชียลมีเดียถูกบิดเบือนจนกลายเป็น "ข่าวจริง" อย่างรวดเร็ว สร้างความเสียหายซ้ำเติมแก่ผู้เกี่ยวข้องก่อนข้อเท็จจริงจะปรากฏ
  • บทความนำเสนอแนวทางการรับมือของสหภาพยุโรป (EU) ที่เปลี่ยนจากการเรียกร้องความรับผิดชอบจากผู้ใช้รายบุคคล ไปสู่การให้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการข้อมูลบิดเบือน
  • EU ใช้กฎหมาย Digital Services Act (DSA) บังคับให้แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ประเมินและลดความเสี่ยงจากระบบอัลกอริทึมของตนเอง ที่มีส่วนช่วยขยายข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบให้แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

หลังเหตุ #กราดยิงเทพศิรินทร์ นนทบุรี เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา โลกออนไลน์เต็มไปด้วยความกระหายอยากหาสาเหตุว่าทำไมถึงเกิดเหตุการณ์แบบนี้ 

 ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา “เด็กถูกบูลลี่”  “ครูไม่ช่วย” หรือแม้แต่เรื่องราวว่าเคยถูกขังในห้องน้ำ ปรากฎขึ้นในรูปแบบคอมเมนต์ โพสต์ บนสื่อโซเชียลมีเดีย หรือแม้แต่การตัดต่อภาพและข้อความ

 

"ครู" และ "เด็ก" ที่เป็นเหยื่อจากการยิงต้องกลายเป็น "เหยื่อสังคม" จากคำว่า บูลลี่ 

สื่อหลักเริ่มตีข่าวว่าเป็นสาเหตุโดยไร้ซึ่งหลักฐานและพยานสำคัญ

แต่เมื่อเวลาผ่านไป นักเรียนและคนใกล้ชิดกลับออกมาโต้แย้งข้อมูลหลายส่วน

ขณะที่ตำรวจยังพบปัจจัยอีกหลายด้าน และจนถึงขณะนี้ ยังไม่สรุปถึงสาเหตุการลงมือแต่อย่างใด

 

คำถามจากสิ่งที่เกิดขึ้น จึงไม่ใช่แค่ว่า 'ใครสร้างข่าวปลอม?' แต่อาจต้องย้อนกลับมาถามสังคมว่า

 

ทำไมข้อมูลที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่

จึงสามารถกลายเป็น “เรื่องจริง” ของคนทั้งสังคมได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

 

 

ปัญหาไม่ได้มีแค่ “ข่าวปลอม”

เวลาผ่านไปกว่า 24 ชั่วโมง  นักเรียนและเพื่อนของผู้ก่อเหตุบางส่วน ที่เริ่มเห็นว่าข้อมูลไม่จริงบานปลาย! จึงออกมาให้ข้อมูลว่า ไม่เคยเห็นการบูลลี่ตามที่ถูกพูดถึง ครูที่เสียชีวิตเป็นคนดี ช่วยเหลือเด็ก และไม่มีการถูกขังในห้องน้ำ เรื่องเกรดก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นนานมาแล้ว

 

ขณะเดียวกัน ตำรวจเปิดเผยผลการสอบสวนเบื้องต้นว่า กำลังพิจารณาปัจจัยหลายด้าน ทั้งเรื่องครอบครัว การเรียน ความสัมพันธ์กับเพื่อน และพฤติกรรมการเสพสื่อ รวมถึงพบว่าผู้ก่อเหตุมีความสนใจเรื่องความรุนแรงมาเป็นระยะหนึ่ง

 

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการตรวจพบเนื้อหาบางส่วนบนโลกออนไลน์ ทั้งภาพและข้อความแชต ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจถูกสร้างหรือดัดแปลงด้วย AI แล้วนำไปเผยแพร่ต่อ  ยิ่งทำให้การแยกว่าอะไรจริง อะไรแต่ง และอะไรเป็นเพียงความคิดเห็นยากขึ้นไปอีกในสถานการณ์นี้

 

หากลองย้อนกระบวนการ "ข่าวปลอม"  อาจเริ่มต้นจากความไม่ได้ตั้งใจสร้างข่าวปลอม แต่เริ่มจากคนหนึ่งแสดงความคิดเห็น อีกคนเอามาเล่าต่อ เติมรายละเอียด คาดเดาสาเหตุ ก่อนที่ข้อความนั้นจะถูกแชร์ออกไปเป็นหลายพันครั้ง หรือจากเรื่องที่เคยได้ยินว่าเกิดขึ้น แต่ไม่รู้ว่าเรื่อง "เกรด" จบไปนานแล้ว ก็จึงพูดออกไป เป็นต้น

 

สิ่งเหล่านี้มีจุดร่วมกันคือ คนที่เห็นข้อความปลายทาง ไม่รู้ว่าข้อมูลต้นทางมาจากไหน กระบวนการที่ได้ข้อมูลมาถูกต้องแค่ไหน เรื่องราวครบถ้วนประการใด ..

 

สังคมต้องการ "คำตอบเร็ว" แต่ความจริง "ใช้เวลา" ในการตรวจสอบ

และในโลกโซเชียลมีเดีย "ข้อมูลที่น่าตกใจ" เดินทางเร็วกว่าข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว!

 

และเมื่อ ยอดแชร์ ยอดไลก์ และคอมเมนต์จำนวนมาก ทำให้โพสต์ถูกมองเห็นมากขึ้น จากอัลกอริทึมของแพลตฟอร์ม ข้อมูลที่ยังไม่ผ่านการตรวจสอบก็สามารถเดินทางไปถึงคนจำนวนมหาศาล ก่อนที่ข้อเท็จจริงจะตามมาทัน

 

แล้วจะแก้ด้วยการบอกให้ทุกคน “คิดก่อนแชร์” พอหรือ?

แน่นอนว่าผู้ใช้ Social Media ควรตรวจสอบข้อมูลก่อนแชร์

แต่คำถามคือ ในโลกที่มีผู้ใช้นับล้านคน สังคมสามารถหวังให้ทุกคนตรวจสอบแหล่งข่าว แยกข้อเท็จจริงออกจากความคิดเห็น และหยุดตัวเองก่อนกดแชร์ได้ทุกครั้งจริงหรือ?

 

สหภาพยุโรป หรือ EU กำลังเลือกวิธีคิดอีกแบบ

แทนที่จะฝากความหวังทั้งหมดไว้กับผู้ใช้ ...  EU พยายามจัดการกับ แพลตฟอร์มที่เป็นตัวกลางทำให้ข้อมูลแพร่กระจาย ภายใต้กฎหมาย Digital Services Act หรือ DSA  แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่ต้องประเมินว่า ระบบของตัวเองสร้างความเสี่ยงต่อสังคมอย่างไร และต้องมีมาตรการลดความเสี่ยงเหล่านั้น

 

 

เหตุผลที่ EU เริ่มจริงจังกับเรื่องนี้ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่สะสมมาจากปัญหาข้อมูลบิดเบือนหลายรูปแบบตลอดหลายปี ตั้งแต่ความพยายามแทรกแซงการเลือกตั้ง การเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนทางการเมือง การสร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ COVID-19 ไปจนถึงข้อมูลเกี่ยวกับสงครามรัสเซีย-ยูเครน

 

เมื่อเกิดสงครามในยูเครน EU พบว่าข้อมูลบิดเบือนไม่ได้เป็นเพียงข่าวปลอมที่คนแชร์กันเล่นๆ แต่สามารถถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความสับสน แบ่งแยกผู้คน และมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นของประชาชนได้  

 

ช่วง COVID-19 ก็เห็นปัญหาอีกแบบ ตั้งแต่ข้อมูลผิดเกี่ยวกับโรค การรักษา ไปจนถึงวัคซีน ซึ่งสามารถส่งผลต่อการตัดสินใจด้านสุขภาพของคนในโลกจริง ส่วนการเลือกตั้ง EU กังวลทั้งบัญชีปลอม การแทรกแซงจากต่างประเทศ โฆษณาทางการเมืองที่ไม่โปร่งใส ตลอดจนภาพ เสียง และวิดีโอที่สร้างหรือดัดแปลงด้วย AI ซึ่งทำให้การแยกว่าอะไรจริงหรือปลอมยากขึ้น

 

แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะแตกต่างจากกรณีกราดยิงในประเทศไทย แต่มีจุดร่วมสำคัญเหมือนกัน คือ ในช่วงที่สังคมกำลังตกใจ กลัว โกรธ หรือแตกแยก ข้อมูลที่กระตุ้นอารมณ์มักเดินทางได้เร็วกว่าข้อเท็จจริงที่ต้องใช้เวลาในการตรวจสอบ

และนี่คือจุดที่ EU  เริ่มถามว่า “แพลตฟอร์มมีส่วนทำให้ข้อมูลเหล่านี้แพร่กระจายไปไกลขึ้นหรือไม่?”

 

 

ตั้งแต่ปี 2561     

EU เริ่มผลักดัน Code of Practice on Disinformationโดยในระยะแรกเป็นความร่วมมือโดยสมัครใจระหว่างบริษัทเทคโนโลยีและผู้เกี่ยวข้อง แต่หลังเผชิญทั้ง COVID-19 สงครามยูเครน และความเสี่ยงต่อกระบวนการเลือกตั้ง แนวคิดเรื่องการจัดการข้อมูลบิดเบือนก็พัฒนาไปไกลขึ้น

ปี 2565           

EU ปรับแนวทางดังกล่าวให้เข้มขึ้น และในเวลาต่อมาเกิดกฎหมายสำคัญอย่าง Digital Services Act หรือ DSA ซึ่งกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากต้องประเมินและลดความเสี่ยงที่บริการของตัวเองอาจสร้างต่อสังคม

ปี 2568

EU นำ Code of Practice on Disinformation เข้ามาเป็น Code of Conduct ภายใต้ DSA และเริ่มมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2568 

 

 

แล้ว EU บังคับให้แพลตฟอร์มทำอะไร?

สิ่งที่ EU พยายามทำไม่ได้จบอยู่ที่การติดป้ายว่าโพสต์ไหน “ข่าวปลอม”

กรอบดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การตัดช่องทางหารายได้ของผู้ที่เผยแพร่ข้อมูลบิดเบือน การเพิ่มความโปร่งใสของโฆษณาทางการเมือง การทำงานร่วมกับองค์กรตรวจสอบข้อเท็จจริง การให้ข้อมูลแก่ผู้ใช้เพื่อช่วยประเมินสิ่งที่เห็น ไปจนถึงการเปิดข้อมูลให้นักวิจัยศึกษาว่า ข้อมูลต่าง ๆ แพร่กระจายบนแพลตฟอร์มอย่างไร

 

สำหรับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่มาก ซึ่ง EU กำหนดว่าเป็นบริการที่มีผู้ใช้ในสหภาพยุโรปตั้งแต่ 45 ล้านคนต่อเดือนขึ้นไป ยังต้องรายงานทุก 6 เดือนว่าได้ทำอะไรไปบ้าง และไม่ได้เป็นเพียงการให้บริษัท “รายงานตัวเอง” เท่านั้น แต่ต้องดำเนินงานภายใต้การตรวจสอบโดยผู้ตรวจสอบอิสระทุกปี

 

เดือนมีนาคม 2569  Meta, TikTok, Google และ Microsoft เพิ่งส่งรายงานรอบแรก โดยรายงานครอบคลุมสิ่งที่แต่ละบริษัททำในช่วงเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม 2568  ที่น่าสนใจคือ รายงานไม่ได้พูดถึง Fake News ทั่วไปเท่านั้น แต่มีหัวข้อเฉพาะว่าแพลตฟอร์มรับมือข้อมูลบิดเบือนในช่วง สงครามยูเครนและการเลือกตั้ง อย่างไร

 

นอกจากนี้ เดือนพฤศจิกายน 2568 European Commission เปิดตัว European Democracy Shield หรือแผนปกป้องประชาธิปไตยของยุโรป โดยหนึ่งในสิ่งที่กำลังเตรียมคือ Incident and Crisis Protocol ภายใต้ DSA

 

แนวคิดคือ เมื่อเกิดเหตุการณ์ใหญ่ที่ข้อมูลบิดเบือนสามารถสร้างผลกระทบรุนแรง เช่น การเลือกตั้ง ความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือการแทรกแซงข้อมูลจากต่างประเทศ จะต้องมีกลไกให้หน่วยงานและแพลตฟอร์มสามารถประสานงานและตอบสนองได้รวดเร็วกว่าภาวะปกติ

 

 

จาก “Fake News” สู่คำถามต่อแพลตฟอร์ม อย่าทำให้มันไวรัล!

ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญของวิธีคิดแบบ EU  กฎหมาย DSA กำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ขนาดใหญ่มากต้องประเมินและลดความเสี่ยงที่บริการของตัวเองอาจสร้างขึ้น

 

ดังนั้น คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่า “โพสต์นี้เป็นข่าวปลอมหรือไม่?” แต่รวมไปถึงระบบของแพลตฟอร์มมีส่วนทำให้ข้อมูลแบบนี้แพร่ไปถึงคนจำนวนมากขึ้นหรือไม่? ต่างหาก เช่น ระบบแนะนำโพสต์ การจัดอันดับเนื้อหา การโฆษณา หรือช่องทางอื่นที่ทำให้ข้อมูลบางประเภทถูกมองเห็นมากขึ้น

 

.....

 

ย้อนมองประเทศไทย

จะเห็นได้ว่า นี่ต่างจากการฝากภาระทั้งหมดไว้กับประชาชนให้ “คิดก่อนแชร์” แต่ช่วยประชาชนด้วยการสร้างการตรวจสอบระบบที่กำหนดว่า คนหลายล้านคนจะเห็นอะไรบนหน้าจอของตัวเอง 

 

เมื่อย้อนกลับมามองกรณีเทพศิรินทร์ วิธีคิดของ EU จึงน่าสนใจสำหรับประเทศไทย

 

แน่นอน คนที่สร้างข้อมูลเท็จต้องรับผิดชอบ คนแชร์ต้องตรวจสอบ และสื่อหลักยิ่งมีหน้าที่ต้องแยกให้ออกว่า อะไรคือข้อมูลที่ยืนยันแล้ว อะไรคือคำบอกเล่า และอะไรเป็นเพียงความคิดเห็นบนอินเทอร์เน็ต ... แต่การแก้ปัญหาที่ 'คนทีละคน' อาจไม่เพียงพออีกต่อไป

 

เพราะในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุการณ์ใหญ่ คนจำนวนมหาศาลกำลังเห็น แชร์ และแสดงความคิดเห็นต่อข้อมูลชุดเดียวกัน ขณะที่ระบบแพลตฟอร์ม ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า ตนเองเป็นผู้เลือกด้วยว่าเนื้อหาใดจะถูกส่งต่อไปให้คนอื่นเห็นมากขึ้น

 

นี่คือเหตุผลที่วิธีคิดของ EU เปลี่ยนคำถามจาก

“เราจะทำอย่างไรไม่ให้คนแชร์ข่าวปลอม?”

ไปเป็น

“เราจะทำอย่างไรไม่ให้ระบบช่วยทำให้ข้อมูลที่ยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ไวรัล จนกลายเป็นความจริงในสายตาของคนทั้งสังคม?”

 

เพราะในกรณีอย่างเหตุความรุนแรงในโรงเรียน ความเสียหายไม่ได้จบลงเมื่อมีคนโพสต์ข้อมูลผิด  ข้อมูลที่ถูกเล่าซ้ำอาจทำให้ครูถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ ทำให้โรงเรียนถูกตัดสินก่อนผลสอบสวน หรือแม้แต่เปลี่ยนภาพของผู้เสียชีวิตจาก “เหยื่อ” ให้กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตาของสังคม

และเมื่อข้อเท็จจริงเดินทางมาถึงในอีกหลายวันต่อมา ความเชื่อที่เกิดขึ้นไปแล้วอาจแก้ไขได้ยากกว่าการลบโพสต์ต้นทางเสียอีก.

ข่าวล่าสุด

แสนสิริ x โนมุระฯ เปิดตัว THE MONUMENT SATHON คอนโดหรูใจกลางสาทร เริ่ม 9.9 - 150 ลบ.

แสนสิริ x โนมุระฯ เปิดตัว THE MONUMENT SATHON คอนโดหรูใจกลางสาทร เริ่ม 9.9 - 150 ลบ.