
เปิด 9 มาตรการด่วน ศธ.! หลังเหตุกราดยิงโรงเรียน เดินหน้าเสนอร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยนักเรียน
ศธ.ออก 9 มาตรการยกระดับความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ หลังเหตุกราดยิงโรงเรียน พร้อมเดินหน้าร่างกฎหมายความปลอดภัยนักเรียนในระยะยาว
กระทรวงศึกษาธิการกำหนด 9 แนวทางบริหารจัดการสถานการณ์สำหรับสถานศึกษาทั่วประเทศ เพื่อดูแลนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบ ควบคู่กับการยกระดับระบบรักษาความปลอดภัยในสถานศึกษาให้มีมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนมากขึ้น
การดำเนินการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจาก 3 มาตรการเร่งด่วน ที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ ได้แก่
- ขอความร่วมมืองดเปิดเผยข้อมูลผู้ก่อเหตุ เพื่อป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect)
- เยียวยาและปฐมพยาบาลทางจิตใจอย่างต่อเนื่องแก่ผู้ได้รับผลกระทบและผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
- ยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยสถานศึกษาทั่วประเทศ
โดยกำหนดรายละเอียดการดำเนินงาน 9 ข้อ ดังนี้
1. ดูแลสุขภาพจิตและเปิดช่องทางช่วยเหลือทั่วประเทศ
เปิดกลไก ศูนย์พิทักษ์สิทธิ เสรีภาพ และความปลอดภัย กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับเรื่องและประสานความช่วยเหลือนักเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมใช้เครือข่ายจิตอาสาและนักจิตวิทยาประจำเขตพื้นที่ เขตละ 1 คน ให้คำปรึกษาและดูแลในแต่ละพื้นที่
พร้อมวางแผนเชิญอาจารย์มหาวิทยาลัยมาอบรมและให้คำแนะนำเพิ่มเติม รวมถึงส่งนักจิตวิทยาเข้าไปในพื้นที่เสี่ยงเพื่อคัดกรองกลุ่มเสี่ยงเข้าสู่กระบวนการบำบัด ตลอดจนประสาน กรมสุขภาพจิต ผ่านสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชั่วโมง และหน่วยงานอื่นเพิ่มเติม หากพื้นที่มีความต้องการความช่วยเหลือเฉพาะเจาะจง รวมถึงสามารถแจ้งเหตุผ่านศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อีกช่องทางหนึ่ง
2. ดูแลเยียวยาโรงเรียนที่เกิดเหตุและผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง
สำหรับโรงเรียนที่เกิดเหตุและมีผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ หรือผู้ได้รับผลกระทบด้านอื่น ๆ ให้ประสานนักจิตวิทยาเข้าดูแล นักเรียน ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการบำบัดและติดตามดูแลอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดโอกาสให้ ครูและนักเรียนที่ได้รับผลกระทบทางจิตใจสามารถย้ายโรงเรียนได้ชั่วคราว หากมีความจำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูสภาพจิตใจ
3. ปิดโรงเรียนที่เกิดเหตุชั่วคราว เพื่อบรรเทาภาวะจิตใจเบื้องต้น
กำหนดให้ โรงเรียนที่เกิดเหตุปรับรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเป็นระบบออนไลน์ (Online) ระหว่างวันที่ 10–14 สิงหาคม 2569 โดยให้นักเรียนเรียนจากที่พักอาศัย ไม่ต้องเดินทางเข้ามาในสถานศึกษาในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อบรรเทาภาวะจิตใจเบื้องต้น และเปิดโอกาสให้นักเรียน ครู บุคลากร ผู้ปกครอง และผู้ได้รับผลกระทบมีระยะเวลาในการฟื้นฟูสภาพจิตใจ ก่อนประเมินความพร้อมในการกลับเข้าสู่การเรียนการสอนในสถานศึกษาตามปกติ
ทั้งนี้ การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ในช่วงดังกล่าว ให้สถานศึกษาคำนึงถึง สภาพจิตใจและความพร้อมของนักเรียนเป็นสำคัญ และไม่สร้างภาระหรือแรงกดดันด้านการเรียนเพิ่มเติม
4. เปิดพื้นที่ให้ผู้ปกครองเข้าสังเกตการณ์ เพื่อสร้างความมั่นใจ
เปิดพื้นที่ให้ ผู้ปกครองสามารถเข้าไปสังเกตการณ์เด็กในสถานศึกษา เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความปลอดภัย โดยการเข้า–ออกสถานศึกษาจะต้องผ่านระบบ ลงทะเบียนและตรวจสอบอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นหรือบุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับอนุญาตเข้ามาภายในโรงเรียน
5. เร่งมาตรการความปลอดภัยระยะสั้น พร้อมเดินหน้ากฎหมายระยะยาว
ในระยะยาว กระทรวงศึกษาธิการจะดำเนินการ จัดทำร่าง พ.ร.บ. การดูแลความปลอดภัยของนักเรียน เพื่อวางระบบและมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสถานศึกษาอย่างชัดเจน ขณะที่ในระยะสั้นจะเร่งออกประกาศและมาตรการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้สถานศึกษาสามารถดำเนินการได้ทันที
มาตรการสำคัญ ได้แก่ ห้ามพกพาสิ่งผิดกฎหมายเข้ามาในสถานศึกษา เช่น ยาเสพติด บุหรี่ไฟฟ้า และอาวุธ เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจค้น โดยครูสามารถดำเนินการตรวจค้นและยึดสิ่งผิดกฎหมายตามกรอบที่กำหนด และกรณีที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายให้ประสานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจดำเนินการต่อไป รวมถึงกำหนดให้ ใช้อุปกรณ์สื่อสารเฉพาะเพื่อการเรียนการสอนเท่านั้น
6. ยกระดับการคัดกรองบุคคลภายนอกก่อนเข้าสถานศึกษา
ปรับปรุงระบบ คัดกรองบุคคลภายนอกก่อนเข้าสถานศึกษาให้มีความรัดกุมมากขึ้น เนื่องจากการติดตั้งกล้อง CCTV เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อการป้องกันเหตุ จึงต้องเพิ่มการประสานงานระหว่างทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ โดยเฉพาะ สถานศึกษา ตำรวจ และผู้ปกครอง เพื่อร่วมกันตรวจสอบ เฝ้าระวัง และป้องกันความเสี่ยง
7. จัดทำแผนป้องกันและรับมือเหตุฉุกเฉิน พร้อมซักซ้อมร่วมกับตำรวจ
จัดทำ แผนและกลไกในการป้องกันและรับมือเหตุฉุกเฉินในสถานศึกษา กำหนดระบบประสานงานกับตำรวจและหน่วยงานในพื้นที่ รวมถึงเร่งจัดให้มี การซักซ้อมเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เพื่อให้สถานศึกษามีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและสามารถนำไปใช้ได้จริง พร้อมประสานความร่วมมือไปยังสถานศึกษาในสังกัดอื่น ๆ อาทิ กรุงเทพมหานคร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เพื่อให้เกิดมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติด้านความปลอดภัยในทิศทางเดียวกัน
8. สื่อสารอย่างรับผิดชอบ ป้องกันพฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect)
ขอความร่วมมือ สื่อมวลชน โรงเรียน และบุคคลที่เกี่ยวข้อง ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ และระมัดระวังการนำเสนอหรือเผยแพร่ข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับผู้ก่อเหตุหรือรายละเอียดที่อาจกระตุ้นความสนใจ เพื่อป้องกันไม่ให้การสื่อสารนำไปสู่ พฤติกรรมเลียนแบบ (Copycat Effect) การนำเสนอข้อมูลควรคำนึงถึงผลกระทบต่อนักเรียน เยาวชน ครอบครัว ผู้ได้รับผลกระทบ และสังคมโดยรวมเป็นสำคัญ
9. สร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสถานศึกษา
ส่งเสริมการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในการเรียนการสอน และทำให้โรงเรียนเป็นพื้นที่ที่นักเรียนรู้สึกปลอดภัย สามารถพูดคุย ขอคำปรึกษา และได้รับการดูแลช่วยเหลืออย่างเหมาะสม
การสร้างความปลอดภัยในสถานศึกษาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องของกล้องวงจรปิด การตรวจค้น หรือการควบคุมบุคคลภายนอก แต่ต้องสร้าง สภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนที่ดีและความไว้วางใจระหว่างครูกับนักเรียน ควบคู่กันไป เพื่อป้องกันปัญหาตั้งแต่ต้นทาง







