
โจทย์ “SYNNEX” AI ต้องทำให้ “ชีวิตดีขึ้น” ควบคู่กับ “ความไว้วางใจ”
สุธิดา มงคลสุธี กับโจทย์ของ SYNNEX เมื่อ AI ต้องทำให้ “ชีวิตดีขึ้นจริง" ควบคู่กับ “ความไว้วางใจ”
KEY
POINTS
- สัมภาษณ์พิเศษ สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ถึงการเปลี่ยนผ่านในวันที่ AI ไม่ได้เป็นเพียงเทคโนโลยีใหม่ แต่กำลังกลายเป็นฟังก์ชันที่อยู่ในอุปกรณ์และบริการรอบตัว ฃฃ
- จากคำถามว่า AI แพงเกินไปหรือไม่ สู่การดูผลลัพธ์ว่าเทคโนโลยีช่วยลดต้นทุนหรือประหยัดเวลาได้จริงแค่ไหน
- ฉายภาพ Smart Life ที่เชื่อมเทคโนโลยี 5 ด้าน ได้แก่ บ้านอัจฉริยะ เมือง ที่ทำงาน การเรียนรู้ และสุขภาพ โดยทุก Solution ต้องตอบเงื่อนไขเดียวกัน คือเชื่อถือได้ ใช้งานได้จริง ช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้น และมีระบบบริการรองรับหลังจากนำเทคโนโลยีไปใช้
ช่วงเวลาที่ทุกอย่างในชีวิตเราถูกเติมด้วยคำว่า AI ตั้งแต่โน้ตบุ๊ก กล้อง สมาร์ตโฟน ไปจนถึงคลาวด์
ตอนเริ่มต้น ทุกคนก็ยังคงอยู่ในช่วงตื่นเต้นกับเทคโนโลยีใหม่ๆ แต่เมื่อเวลาผ่านมาจนถึงปัจจุบัน
คำถามสำคัญที่เริ่ม “ดังขึ้น” อาจไม่ใช่ว่าเทคโนโลยีใหม่แค่ไหน?
แต่อยู่ที่มันช่วยลดเวลา ลดต้นทุน และทำให้ชีวิตของคนดีขึ้นได้จริงหรือไม่?
นี่คือแกนคิดของ สุธิดา มงคลสุธี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SYNNEX ซึ่งคลุกคลีกับวงการเทคโนโลยี และมองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของการเปลี่ยนแปลงนี้มานาน
บทสัมภาษณ์นี้ ต้องบอกว่าเมื่ออ่านจบ อาจทำให้มีสักมุมหนึ่งในความคิดที่ทำให้เรามองเห็นว่า
AI อยู่ในฐานะเครื่องมือ ไม่ใช่ 'สิ่งวิเศษ' และมอง ‘ความไว้วางใจ’ เป็นเงื่อนไขก่อนการใช้งานทุกครั้ง!
AI ตอบโจทย์ “ชีวิตจริง"
อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า AI กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่แทรกอยู่ในอุปกรณ์และบริการรอบตัว โจทย์จึงขยับจากคำถามว่า ‘จะใช้หรือไม่’ ไปสู่ ‘จะใช้อย่างไร’ ให้มนุษย์ยังคงมีบทบาทอยู่ในชีวิตที่เต็มไปด้วย AI บทสนทนาจึงเริ่มจากจุดใกล้ตัวที่สุด นั่นคือชีวิตประจำวันและวิธีทำงานที่เปลี่ยนไปแล้ว
ถาม: AI เปลี่ยนชีวิตและการทำงานของเราไปถึงไหนแล้ว?
“ จริงๆ AI อยู่กับเรามานานแล้ว เพียงแต่เมื่อก่อนคนอาจไม่รู้สึก เช่น ระบบที่ทำงานอยู่เบื้องหลังแพลตฟอร์มต่างๆ แต่พอเป็น Generative AI คนเห็นผลชัดขึ้น เพราะมันช่วยสร้างภาพ เสียง วิดีโอ ทำพรีเซนเทชัน หรือช่วยค้นและสรุปข้อมูลได้”
“ และ AI จะถูกเบลนด์อยู่ในทุกอย่าง ทั้งฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ คลาวด์ กล้อง โน้ตบุ๊ก และโทรศัพท์มือถือ มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของผลิตภัณฑ์ เหมือนฟังก์ชันพื้นฐานที่อยู่ข้างใน มากกว่าจะเป็นป้ายที่ต้องติดแยกออกมา”
คุณสุธิดาระบุ พร้อมกับเน้นย้ำถึงความสำคัญของ บทบาทมนุษย์ กับการใช้ AI ว่า
“ในชีวิตประจำวัน มันเหมือนเรามีผู้ช่วยส่วนตัวที่ช่วยวางแผนหรือจัดข้อมูลให้เร็วขึ้น แต่พอใช้มากขึ้น สิ่งที่องค์กรต้องย้ำกลับ คือ คุณใช้ AI ได้ แต่ต้องใช้ความคิดของตัวเองด้วย ต้องมี Critical Thinking และประมวลผลว่าสิ่งที่ได้มาถูกต้องและเหมาะสมหรือไม่”
ถาม: ถ้าองค์กรอยากเริ่มใช้ AI ควรมองอะไรก่อน
คุณสุธิดาเผยว่า “ วันนี้คนเห็นประโยชน์ง่ายขึ้น ปัญหาจึงไม่ใช่การอธิบายว่า AI ดีอย่างไรอย่างเดียว แต่เป็นการเลือกเครื่องมือให้เหมาะกับงาน รวมถึง Reskill คนให้รู้ว่าจะ Prompt อย่างไร ใช้แอปพลิเคชันไหน และตรวจสอบผลลัพธ์อย่างไร
เกณฑ์พื้นฐานมากๆ คือ เมื่อใช้แล้วต้นทุนลดลงไหม ทั้งต้นทุนทางการเงินและเวลา บางเรื่องอาจไม่ได้คืนกลับมาเป็นเงินทันที แต่ถ้าประหยัดเวลาได้มาก นั่นก็คือประสิทธิภาพ ถ้าสองอย่างนี้ไม่ดีขึ้น เราต้องย้อนถามว่าใช้มันถูกโจทย์หรือยัง”
ถาม: แล้วคนทำงานควรกังวลว่า AI จะมาแทนที่หรือไม่
“ คนที่มีความเสี่ยงก่อนอาจเป็นคนที่ใช้ AI ไม่เป็นมากกว่า เพราะวันนี้ยังต้องใช้คนที่มี Critical Thinking มี Value Add และมี Service Mind โดยเฉพาะธุรกิจในไทยที่การบริการและ Human Touch ยังสำคัญ
ในเวลาเดียวกัน AI ก็ทำให้เกิดงานใหม่หลายแบบ ประเด็นจึงไม่ใช่ว่าต้องเก่งถึงระดับไหนแล้วจบ แต่คือเรียนรู้ไม่มีวันหยุด เพราะเครื่องมือเปลี่ยนเร็ว ทุกระดับขององค์กรต้องเรียนรู้ แม้แต่ CEO ก็ยังต้องกลับไปเรียนเรื่อง AI เพิ่ม”
ของไม่แพง แต่ไม่ได้ใช้เลยก็แพง
เมื่อประโยชน์ของ AI เริ่มมองเห็นได้ คำถามถัดมาคือความคุ้มค่า โดยเฉพาะในตลาดไทยที่ทุกการลงทุนต้องตอบให้ได้ว่าจะลดต้นทุนหรือสร้างผลลัพธ์อะไร สำหรับคุณสุธิดา ราคาเพียงอย่างเดียวจึงยังตัดสินไม่ได้ว่าเทคโนโลยีชิ้นนั้นแพงหรือถูก
ถาม: ท่ามกลางข้อถกเถียงว่า AI แพงเกินไป มองอย่างไร
“คำว่าแพงหรือเกินไป ต้องกลับไปดูว่าเราใช้ต้นทุนนั้นคุ้มหรือไม่ ของไม่แพงแต่ซื้อมาแล้วไม่ได้ใช้เลยก็แพง แต่ถ้าของมีราคาและเราใช้ได้เต็มที่ ก็อาจไม่แพง
ในมุมผลิตภัณฑ์ AI จับต้องได้แล้ว ทั้งช่วยทำพรีเซนเทชัน หาข้อมูล สร้างคอนเทนต์ หรือช่วยงานซอฟต์แวร์ ส่วนฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ฝัง AI ผู้ผลิตไม่ได้ตั้งใจให้ราคาแตกต่างจากเดิมมากนัก แต่ช่วงหนึ่งถึงสองปีนี้ ราคาชิ้นส่วนบางประเภทปรับขึ้นจากความต้องการของโครงสร้างพื้นฐาน AI จึงส่งผลต่อราคาโน้ตบุ๊กและอุปกรณ์ปลายทางด้วยเท่านั้น”
FACT | วัดความคุ้มแบบง่ายที่สุด
1) ลดต้นทุนทางการเงินหรือไม่ 2) ประหยัดเวลาหรือไม่ หากยังไม่ดีขึ้นทั้งสองด้าน อาจต้องทบทวนโจทย์ วิธีใช้ หรือเครื่องมือที่เลือก
Trust ก่อน Technology
เมื่อกลับมาถามถึง SYNNEX ในฐานะบริษัทด้าน IT Ecosystem ยักษ์ใหญ่ของไทย ที่การเคลื่อนไหวของบริษัทสะท้อนเทรนด์และการเคลื่อนไหวของวงจรอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ
กลับพบว่า ความคุ้มค่าเพียงอย่างเดียวยังไม่พอให้องค์กรฝากข้อมูลและกระบวนการสำคัญไว้กับ AI ยิ่งระบบรู้จักลูกค้าและตัดสินใจแทนคนได้มากขึ้น คำถามเรื่องข้อมูล ความปลอดภัย และความรับผิดชอบก็ยิ่งต้องมาก่อน นี่คือจุดที่ SYNNEX วาง Trust เป็นฐานของการพัฒนาเทคโนโลยี
“เทคโนโลยีอย่างเดียวไม่ใช่ Competitive Advantage” คุณสุธิดาย้ำ
“เพราะทุกคนเข้าถึงได้ สิ่งที่เรามองคือความไว้วางใจที่พาร์ทเนอร์มีต่อเรา ข้อมูลต้องไม่รั่ว ไม่ถูกนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ และเมื่อเราบอกว่าเทคโนโลยีจะสร้างประโยชน์ ผลลัพธ์ก็ต้องเกิดกับธุรกิจของเขาจริง”
ทั้งนี้เมื่อถามว่า AI ฉลาดขึ้น ความปลอดภัยต้องตามอย่างไร
“ เราไม่สามารถพูดได้ว่าวันนี้ปลอดภัยที่สุดแล้ว เพราะทุกครั้งที่ AI ฉลาดขึ้น ระบบควบคุมและ Cybersecurity ก็ต้องฉลาดขึ้นตาม สิ่งที่เคยปลอดภัยอาจไม่ปลอดภัยในวันข้างหน้า เราจึงต้องติดตามตลอด ทั้งเรื่องข้อมูลส่วนบุคคล การปลอมแปลงข้อมูล และการนำ AI ไปใช้ในทางที่ผิด” คุณสุธิดาระบุ
อีกส่วนที่ SYNNEX ให้ความสำคัญ คือ ข้อมูลและความเข้าใจในอุตสาหกรรม
“ถ้าใช้ AI โดยไม่มี Data รองรับ ผลลัพธ์ย่อมต่างกัน เราจึงต้องมีชุดข้อมูลที่ช่วยให้เห็น Pain Point เช่น การวางแผนสินค้า สต๊อก ความนิยมของสินค้า หรือโอกาสของลูกค้าแต่ละราย แล้วเลือกทำเรื่องที่ช่วยให้ธุรกิจของพาร์ตเนอร์เติบโตก่อน”
ยกตัวอย่างเช่น การตั้งโจทย์ตั้งต้นของบริษัท ที่อยากทำให้ชีวิตของดีลเลอร์ พาร์ทเนอร์ และทีมง่ายขึ้น โดยการใช้ข้อมูลและความเข้าใจในอุตสาหกรรม
“นั่นจึงนำมาซึ่ง แพลตฟอร์มที่ช่วยดูข้อมูลสต๊อก แนะนำสินค้าที่ควรซื้อ แจ้งโปรโมชั่น ช่วย Forecast และมี AI Salesperson ตอบคำถามได้ตลอด 24 ชั่วโมง
ภาพใหญ่คือเชื่อมตั้งแต่การสั่งสินค้า การตลาด การชำระเงิน ไปจนถึง Planning ลดงานพื้นฐานของทั้งสองฝ่าย และทำให้พาร์ทเนอร์ได้รับการดูแลต่อเนื่อง”
นอกจากนี้ จาก AI ที่อยู่ในหน้าจอ เทคโนโลยีกำลังเคลื่อนออกมาทำงานในโลกจริงผ่านหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ
ในมุมของคุณสุธิดา สำหรับภาคธุรกิจ คำว่า Physical AI จะมีความหมายก็ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าช่วยลดความผิดพลาด ประหยัดพื้นที่และเวลา หรือคืนทุนได้จริง คลังสินค้าของ SYNNEX แบบอัจฉริยะจึงเป็นอีกกรณีที่เกิดขึ้น
ถาม: ทำไมซินเน็คซ์จึงเริ่มใช้หุ่นยนต์ในคลังสินค้า?
“ เพราะเป็นพื้นที่ที่โจทย์ชัด เราจัดการสินค้าราว 20 ล้านชิ้นต่อเดือน ความถูกต้องและประสิทธิภาพจึงสำคัญมาก ระบบหุ่นยนต์ช่วยใช้พื้นที่แนวสูงได้ดีขึ้น ลด Human Error ลดเวลา และทำงานได้ต่อเนื่อง โดยกลับไปชาร์จเองได้
เรามองว่าการลงทุนนี้คืนทุนได้ภายในไม่กี่ปี เพราะเมื่อธุรกิจเติบโต โครงสร้างพื้นฐานหลังบ้านต้องโตตาม และหาก Solution ที่เราทำใช้เองแข็งแรงจริง ช่วยลดต้นทุนได้จริง ก็ไม่ปิดโอกาสที่จะต่อยอดไปสู่ธุรกิจอื่น แต่ต้องทำของเราให้ดีก่อน”
ทั้งนี้ SYNNEX เคยฉายให้เห็นภาพของ Smart Warehouse คลังสินค้าอัจฉริยะแห่งอนาคต ภายในงาน SYNNEX OPEN HOUSE 2026 ที่ทำให้เห็นเบื้องหลังความสำเร็จของคลังสินค้าพื้นที่กว่า 9,000 ตารางเมตร ที่อัปเกรดสู่ระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูลสินค้ากว่า 12.8 ล้านชิ้นต่อปี เข้าสู่ระบบแบบ Real-time ตัดปัญหาของขาดสต็อกหรือส่งผิดพลาด
หัวใจสำคัญคือการทำงานร่วมกับหุ่นยนต์อัจฉริยะ HaiPick Robot ที่มีความแม่นยำในการหยิบสินค้าสูงถึง 99.99% สามารถจัดการสินค้าได้สูงสุด 10,000 ชิ้นต่อชั่วโมง เพิ่มประสิทธิภาพขึ้น 3-4 เท่าเมื่อเทียบกับระบบเดิม รองรับคำสั่งซื้อที่หลั่งไหลเข้ามาได้รวดเร็ว และช่วยให้สินค้าเทคโนโลยีส่งถึงมือลูกค้าทั่วประเทศได้ภายในวันถัดไป
Smart Life ความอัจฉริยะของการใช้ชีวิต
อีกมุมหนึ่ง ที่หลุดมาจากการทำงานกับคลังสินค้าขนาดใหญ่ คุณสุธิดา ฉายให้เห็นภาพ 5 มิติของ Smart Life ที่ SYNNEX มองว่าเทคโนโลยีเข้าไปเปลี่ยนชีวิตให้อัจฉริยะมากขึ้น โดยระบุว่าภาพของ Smart Life ก็ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่บ้านที่สั่งเปิดไฟด้วยเสียง ซินเน็คซ์จึงขยายภาพจากประสบการณ์ของคนหนึ่งคน ไปสู่เมือง ที่ทำงาน โรงเรียน และระบบสุขภาพ เพื่อให้เห็นว่าเทคโนโลยีสร้างคุณค่าและประโยชน์ได้มากที่สุด หากถูกออกแบบเป็นระบบเดียวกัน
“ เราไม่อยากให้คนเห็นเทคโนโลยีเป็นฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ หรือบริการที่แยกเป็นชิ้นๆ แต่อยากให้เห็นว่าเมื่อเอา Solution มารวมกันแล้ว มันช่วยชีวิตเราอย่างไร จึงทำ Showcase เป็น 5 พื้นที่หลัก ได้แก่ The Living Future, Synnex Smart Town, Future Workplace, Smart Learning Hub และ Smart Wellness for Better Life
ในบ้าน เทคโนโลยีช่วยเรื่องความสะดวก ความปลอดภัย และพลังงาน ในเมือง มีตั้งแต่ระบบอ่านป้ายทะเบียน ที่จอดรถ กล้อง AI ไปจนถึง Digital Twin ในที่ทำงาน คือ Cloud, Cybersecurity และ Automation ส่วน การเรียนรู้ คือ ห้องเรียนและการจัดการอุปกรณ์ที่เชื่อมกัน ขณะที่ สุขภาพ ครอบคลุมการคัดกรอง การติดตามผู้ป่วย Telemedicine และอุปกรณ์ทางการแพทย์
แกนเดียวกันทั้งหมด คือ เทคโนโลยีต้องเชื่อถือได้ ใช้งานได้จริง และมีบริการรองรับ โดยเฉพาะสุขภาพที่อุปกรณ์และระบบต้องผ่านข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง เราไม่ควรหยิบทุกเทคโนโลยีมาทำตลาดเพียงเพราะเป็นของใหม่ แต่ต้องดูว่ามีตลาด ปลอดภัย น่าเชื่อถือ และดูแลได้ครบทั้งระบบหรือไม่”
ท้ายสุดนี้ คุณสุธิดา มองดึงมุมมองขององค์กรหรือบุคคคลที่ยังคงตั้งคำถามถึงการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รุดหน้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเมื่อ AI เข้ามาว่า
“ทุกการเปลี่ยนแปลงมีโอกาสเสมอ”
“ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง เราก็ไม่เห็นธุรกิจหรืองานใหม่ๆ
คำถามคือเราจะยอมให้ความกลัวหยุดเรา หรือจะมองว่าเทคโนโลยีเปิดประตูไปสู่งานและธุรกิจแบบไหนที่เราไม่เคยอยู่มาก่อน
สำหรับ SYNNEX นั้น KPI ไม่ใช่จำนวนแบรนด์ที่เพิ่มขึ้น แต่คือ ทำอย่างไรให้ชีวิตผู้คนดีขึ้นและง่ายขึ้นด้วยเทคโนโลยี เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเป็น AI พลังงาน หุ่นยนต์ หรือ Wellness สิ่งที่ต้องตอบให้ได้เหมือนกันคือ ใช้แล้วเกิดประโยชน์จริงหรือไม่”
FACT |
IT Spending ของไทยปี 2026 มีแนวโน้มเติบโต 8.4% แตะมูลค่ากว่า 1.1 ล้านล้านบาท ขณะที่พอร์ตสินค้า SYNNEX ไตรมาส 1/2026 มี Apple 32%, IT Consumer 24%, IT Commercial 18%, Smartphone & Wearable 14%, Enterprise Solution 8%, Gaming & Gadget 3% และอื่นๆ 1%







